Tuesday, July 16, 2024
พระเครื่อง ชื่นชมอดีต

พระพุทธวิถีนายก (เพิ่ม ปุญญวสโน) ยอดพระเกจิอาจารย์ทายาทพุทธาคมหลวงปู่บุญ แห่งวัดกลางบางแก้ว ตอนที่ ๒

เรื่อง / ภาพ : ดร. ณัฐธัญ มณีรัตน์

พระผงขมิ้นเสก หลวงปู่เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว (หน้า)

          หลวงปู่ท่านมีนามเดิมว่า “เพิ่ม” นามสกุล “พงษ์อัมพร” โยมบิดาท่านชื่อ “นายเกิด พงษ์อัมพร” โยมมารดาชื่อ “นางวรรณ พงษ์อัมพร”   ท่านเกิดตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๓ ปีจอ ตรงกับวันที่ ๒๘ เดือน มกราคม พ.ศ. ๒๔๒๙ ณ ตำบลไทยวาส หมู่ที่ ๓ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ท่านเข้ารับการบรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ ๘ ขวบ โดยมีหลวงปู่บุญเป็นพระอุปัชฌาย์ให้ หลวงปู่เพิ่มท่านมีนิสัยที่เรียบร้อยมาแต่ครั้งที่เป็นสามเณรน้อยๆได้อยู่รับใช้และศึกษาข้อธรรมตลอดจนวัตรปฏิบัติกับหลวงปู่บุญอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าหลวงปู่บุญจะเดินทางไปที่ใดก็มักจะพาสามเณรเพิ่มติดสอยห้อยตามไปด้วยเสมอรวมระยะเวลาที่ท่านอยู่ใกล้ชิดหลวงปู่บุญนานถึง ๓๙ ปีจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไม?

หลวงปู่จึงได้รับการถ่ายทอดพระเวทย์วิทยาคมต่างๆไว้ได้มากมายกว่าศิษย์ท่านอื่นๆและได้เป็นเจ้าอาวาสต่อจากหลวงปู่บุญในเวลาต่อมาเมื่อท่านอายุครบ ๒๑ ปีบริบูรณ์ ได้เข้าอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดกลางบางแก้ว ตรงกับวันที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๕๐ โดยมี สมเด็จพระสังฆราชแพ ติสฺสเทโว วัดสุทัศน์เทพวราราม เมื่อครั้งพระองค์ยังดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระวันรัต เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการจอม เจ้าอาวาสวัดตุ๊กตา อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เป็นพระกรรมวาจารย์ พระครูทักษิณานุกิจ (ผัน) วัดสรรเพชญ์ (เจ้าตำหรับพระปิดตาเศียรบายศรีเนื้อเมฆพัตรอันลือเลื่อง ศิษย์ผู้พี่ของหลวงพ่อทับ วัดทอง) อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นพระอนุสาวนาจารย์

พระผงขมิ้นเสก หลวงปู่เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว (หลัง)

        สำหรับการเล่าเรียนสรรพวิทยาคมของกลวงปู่เพิ่ม เมื่อท่านได้อุปสมบทแล้ว ท่านก็ตั้งใจได้ศึกษาพระปริยัติและพระธรรมวินัยอยู่ที่วัดกลางบางแก้วตลอดมา หลวงปู่ท่านมีความใคร่ศึกษาในพระกรรมฐานเป็นอย่างมากโดยเบื้องต้นท่านได้ขึ้นพระกรรมฐานกับหลวงปู่บุญเป็นองค์พระปฐมาจารย์ต่อจากนั้นหลวงปู่ก็ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองมาเป็นลำดับส่วนใหญ่ท่านจะศึกษาหาความรู้จากตำหรับตำราที่อยู่ในวัดกลางฯนั่นเอง สำหรับพระกรรมฐานที่ว่าผูเขียนได้รับการยืนยันจาก “หลวงพ่อตึ๋ง (ตรีเนตร) ปุญญัจจาโร”วัดทุ่งน้อย พระหลานชายและทายาทพุทธาคมของหลวงปู่ว่าท่านมักจะฝึกปฏิบัติการเพ่ง “อาโปกสิณ”เป็นนิจ สำหรับการอาโปกสิณที่ว่านี้เป็นการฝึกพระกรรมฐานแบบหนึ่งในพระพุทธศาสนามีวิธีการฝึกตามคัมภีร์วิสุทธิมรรคว่า

รูปหลวงปู่เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว
ล็อกเก็ตหลวงปู่เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว

“ผู้ใดจะเจริญอาโปกสิณก็พึงเป็นผู้นั่งให้สบาย แล้วถือเอานิมิตให้น้ำเถิด คือการเพ่งน้ำเป็นอารมณ์ น้ำที่จะนำมาเพ่งได้นั้น ต้องเป็นน้ำใสสะอาดไม่มีสีอื่นๆ เจือปน ไม่ขุ่น ไม่มีตะกอน พระโยควจรท่านอธิบายว่า น้ำที่มีสีอื่นปนเป็นกสิษโทษ  หากจะเพ่งจะต้องจัดทำกสิณน้ำขึ้นมาใช้เองโดยวิธีการตักน้ำใส่ภาชนะที่ไม่ใหญ่จนเกินไป เช่น บาตร หรือถังน้ำพอเสมอขอบมากบาตรหรือถังน้ำ นำไปตั้งไว้ในสถานที่อันเหมาะแก่การนั่งกรรมฐาน ตั้งห่างจากตัวผู้นั่งเพ่งพอประมาณ คือประมาณ ๑ เมตรแล้วเพ่งไปที่น้ำนั้น โดยไม่ต้องพิจารณาสีของน้ำ ไม่ต้องใส่ใจถึงลักษระของภาชนะที่ใส่ โดย ตั้งจิตภาวนาว่า อาโป อาโป น้ำ น้ำ (หรืออาจใช้คำอื่นก็ได้ เช่น อุทกัง, วาริ, อัมพุ, สลิลัง ชือใดชื่อหนึ่งก็ได้) การเพ่งกสิณน้ำนี้ ก็เพ่งเหมือนกันกับกสิณทั่วไป คือ เพ่งมองน้ำชั่วระยะครู่หนึ่ง แล้วก็หลับตานึกถึงภาพของน้ำที่เพ่งนั้น แล้วลืมตาขึ้นมาเพ่งใหม่ และหลับตานึกถึงภาพกสิณนั้นไปเรื่อยๆ จะเกิดเป็นอุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิต ต่อไป” 

ว่ากันว่าผู้ที่ฝึกกสิณประเภทนี้จะสามารถได้ฌาณ๔ ล่องหนหายตัวได้ ในทางพระเวทย์พระคณาจารย์จะตั้งธาตุอาโปสกิณเพื่อปลุกเสกวัตถุมงคลด้านเมตตามหานิยม และ ด้านมหาอุตม์ที่เป็นเช่นนั้นเพราะน้ำจะสามรถดัลไฟในรังเพลิงของกระสุนปืนได้ดังเช่น กรณีที่หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก ใช้อาโปกสิณปิดปากกระบอกไฟพะเนียงจะดับมอดลงได้ หรือ กรณีของอาจารย์ชุม ไชยคีรี แห่งสำนักกุญแจนักไสยศาสตร์ อาจารย์ฆราวาสชื่อดังในอดีตที่เพียรสอนวิชา “อาโปมหาเย็น”เพื่อให้ลูกศิษย์ใช้มือเปล่ากำประทัดไม่ให้ระเบิดได้นั่นเอง สำหรับผู้ที่เคยมีบารมีเกี่ยวกับการเพ่งอาโปกสิณมาแล้วในอดีต แม้ไม่ได้ทำกสิณน้ำขึ้นมาเพ่งเองเพียงแต่รู้วิธีเพ่งน้ำที่อยู่ตามธรรมชาติ เช่น น้ำในสระ ในบึง ในมหาสมุทร ในทะเลเป็นต้น ก็อาจทำนิมิตให้เกิดขึ้นได้ เช่นในสมัยพุทธกาล พระจูฬสิวเถระ นั่งเรือจากท่ามหาติตถะไปยังชมพูทวีป เพ่งมองน้ำในมหาสมุทร ก็สามารถทำฌานให้เกิดได้

พระสมเด็จพิมพ์เก้าชั้น เนื้อขมิ้นเสก หลวงปู่เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว
เหรียญปล้องอ้อยหลวงปู่เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว ปี 18 เนื้อนวะ

สำหรับหลวงปู่เพิ่มเองท่านก็เคยแสดงปาฏิหาริย์ “เรียกปรอทจากมือข้างหนึ่งให้วิ่งไปตามร่องนิ้วก้อยของท่าน เข้าไปในหอยเบี้ยที่อยู่ในมืออีกด้านได้อย่างน่าอัศจรรย์” ต่อหน้าต่อตาหลวงพ่อตึ๋ง ตรีเนตร พระหลานชายของท่านให้เห็นกันจะๆ เลยที่เดียว อีกเรื่องหนึ่งว่าด้วยเรื่องการฝึกลบผงมูลกัจจายน์ของท่าน(ปกติแล้วหลวงปู่ท่านฝึกลบผงปถมังอังควิถาร และ ผงอิธะเจ )มีผู้สนใจอยากจะขอศึกษาวิชาดังกล่าวกับท่านก็ได้แต่ซักไซร้ไล่เลียงถึงสูตรการลบวุ่นวายไปหมด หลวงท่านไม่พูดพร่ำทำเพลงหยิบกระดานขึ้นมาเขียนคาถาอิธะเจยังไม่ทั้งครบ ๑๔ ตัวเลย เสร็จแล้วท่านก็ลบทันทีพรวดเดียวจะสิ่งที่ต้องทำให้ทุกคนประหลาดใจคือ แค่เพียงหลวงปู่เคาะๆกระดานชนวนเท่านั้นผงที่ลบก็กลับกลายมาเป็นอักษรคาถาได้อย่างน่าประหลาดใจ นั่นคือคุณพระกรรมฐานที่หลวงปู่ฝึกและแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรม

เบี้ยแก้หลวงปู่เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว

        หลวงปู่เพิ่มท่านเป็นพระผู้บริสุทธิ์ เคร่งครัดในศีลาจาริยาวัตร  ปฏิบัติเคร่งและปฏิบัติตรงเรื่องศีลาจารยาวัตรที่เคร่งครัดของหลวงปู่นั้นมีบันทึกไว้ว่า ชั่วชีวิตตลอด ๙๘ ปีของท่าน หลวงปู่เพิ่มไม่เคยลงจากกุฏิมาดู การละเล่น เช่น หนัง ลิเก ใดๆ เลยแม้แต่ ครั้งเดียว ถึงแม้จะมีงานในวัดก็ตาม จึงทำให้ท่านไม่เคยรู้จักว่าหนัง ละคร ลิเก เนื่องจากท่านถือเคร่งในศีลข้อ “นัจจคีตวาทิต วิสูกทัสนา เวรมณี”นั่นคือผู้ทรงศีลจะไม่ดูคีตการละเล่นใดๆอันก่อให้เกิดโมหะจริตความหลงไปในโลกธรรมต่างอันจะทำให้การปฏิบัติพระกรรมฐานเพื่อการหลุดพ้นถูกรบกวนด้วยสิ่งเร้าการละเล่นต่างๆนั่นเอง

เหรียญพระพุทธชินราช หลวงปู่เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว ปี 2518 (หน้า)
เหรียญพระพุทธชินราช หลวงปู่เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว ปี 2518 (หลัง)

การพูดจาของท่านก็ไพเราะ อ่อนหวาน ไม่เคยดุด่าว่ากล่าวใคร เปี่ยมไปด้วยปิยวาจาและความเมตตากรุณา ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง หากใครได้สนทนากับท่านแล้วก็รู้สึกศรัทธานับถือท่านอย่างอย่างอัศจรรย์ หลวงปู่ท่านจะพูดจะจาแต่ละคำต้องมีคำว่า “จ๊ะ” “จ๋า” เสมอ ไม่เพียงแต่คนเท่านั้นที่หลวงปู่ให้ความเมตตาสรรพสัตว์ต่างๆที่อยู่เขตพุทธาวาสของวัดกลางบางแก้วหลวงปู่ท่านให้ความเมตตาเสมอเหมือนกับมนุษย์ ที่เป็นเช่นนั้นหลวงปู่ท่านให้เหตุผลที่น่าสนใจดังนี้ว่า “หลวงปู่เก่า (หมายถึงหลวงปู่บุญ ขันธโชติ) ท่านเคยชี้ให้ดูสุนัขในวัดว่าตัวนั้น คือ ใคร?บ้านอยู่แถบไหน? มาเกิด สัตว์ต่างๆเหล่านี้บางทีก็คือบรรพบุรุษของคนรุ่นปัจจุบัน และหากคนรุ่นนี้ทำกรรมไว้ก็อาจจะต้องเสวยชาติเป็นอย่างนี้ก็ได้”

        หลวงปู่เพิ่มท่านเคยสังเกตดูเวลาปู่ ย่า ตา ยาย ของคนที่ที่มาเกิดเป็นสุนัข มาทำบุญที่วัด มันก็จะเข้าไปคลอเคลียกับลูกหลานที่มาทำบุญ ดูแล้วน่าสังเวชยิ่งนัก เรื่องแบบนี้หลวงปู่เก่าท่านมีญาณหยั่งรู้มองเห็นภพเห็นชาติของสรรพสัตว์ต่างๆได้อย่างอัศจรรย์” เรื่องนี้ไม่เพียงแต่หลวงปู่บุญเท่านั้นที่ท่านสำเร็จเจโตปริเฉทญาณ เรื่องราวลักษณะนี้ ก็เคยมีพระวิปัสสนาจารย์อย่างพระเดชพระคุณ “หลวงปู่อ่ำ วัดวงษ์ฆ้อง” พระเกจิอาจารย์ดังแห่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยาก็กล่าวในลักษณะเดียวกันกับหลวงปู่บุญ แต่ท่านปฏิบัติกับสัตว์เหล่านั้นมากกว่าวัดอื่นๆคือ เวลาที่มีสุนัข,แมว และ สัตว์อื่นๆเสียชีวิต หลวงปู่อ่ำ ท่านจะจัดงานศพและสวดบังสกุลให้เหมือนกับงานของคนอย่างไรอย่างนั้นเลยทีเดียว

About the Author

Share:
Tags: พระผงขมิ้นเสก หลวงปู่เพิ่ม / พระ / ฉบับที่ 67 / พระเครื่อง / หลวงปู่บุญ / วัดกลางบางแก้ว / พระพุทธวิถีนายก / เหรียญพระพุทธชินราช / เบี้ยแก้หลวงปู่เพิ่ม / เหรียญปล้องอ้อยหลวงปู่เพิ่ม / พระสมเด็จพิมพ์เก้าชั้น /

เรื่องราวอีกมากมายที่คุณจะชอบ