Sunday, July 14, 2024
เที่ยวไปรักษ์ไป บทความแนะนำ

สอยดาวคือ เขาที่ตามหา

นิตยสารอนุรักษ์ ฉบับที่ 23
เรื่อง: นิภาพร ทับหุ่น
ภาพ: กิตตินันท์ รอดสุพรรณ

สอยดาวคือ

เขาที่ตามหา

ในทางจิตวิทยาเชื่อว่า สีที่เปลี่ยนไปในทุกช่วงเวลาของวัน มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับอารมณ์และความรู้สึก ของมนุษย์ โดยเฉพาะยามเมื่อพระอาทิตย์กําลังลาลับ ขอบฟ้า เราจะรู้สึกผ่อนคลาย ปลอดโปร่ง และมีอารมณ์ โรแมนติกเล็กๆ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่มนุษย์จํานวนหนึ่ง จะหลงใหลและหลงรักการชมพระอาทิตย์ตกชนิดที่เรียกว่าหัวปักหัวปํา

…เหนือลานสนขนาดกว้างบนภูเขาแห่งนั้น ท้องฟ้า กําลังทําให้ทุกคนตกอยู่ในห้วงอารมณ์ของความรัก

เรามาถึง อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว เอาจนย่ำค่ำของวันธรรมดาวันหนึ่ง เจ้าหน้าที่ส่องไฟฉายเดินเข้ามาถามไถ่ถึงการมาอันล่าช้าเมื่อรู้ความว่ารถเราเกิดปัญหาเล็กน้อยระหว่างการเดินทางและเราคือนักท่องเที่ยวที่แจ้งลงทะเบียนในการเดินขึ้นภูสอยดาวเอาไว้แล้ว เจ้าหน้าที่จึงยิ้มรับพร้อมอํานวยความสะดวกต่างๆ ให้เป็นอย่างดี

ยอดเขาที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 4 ของ ประเทศไทย ที่ความสูงจากระดับน้ําทะเลปาน กลาง ๒,๑๐๒ เมตร อาจเป็นแรงดึงดูดหนึ่งที่ ทําให้ใครต่อใครอยากมาเยือนภูสอยดาว แต่ สําหรับเรา แค่ชื่อ “เขา” ก็ทําให้เราอยากมาหาแล้ว

เดินอย่างมีสติและไม่ย่อท้อ ขอแค่มีพลังกายพลังใจก็ไปถึง

“สอยดาว” แจ้งเกิดในฐานะอุทยานแห่ง ชาติเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๑ ทว่าก่อนนั้นก็เป็นที่ จดจารของผู้คนในพื้นที่ว่ามีธรรมชาติอันสวยสดงดงาม โดยเฉพาะ “น้ําตกภูสอยดาว” ที่มีชั้นน้ําตกไหลลดหลั่นต่อเนื่องกันลงมา ๕ ชั้นสร้างความรื่นรมย์ให้กับผู้คนมานักต่อนัก แต่ที่ดูเหมือนจะได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมาก คงเป็น “ลานสนภูสอยดาว” ที่ระดับความสูง ๑,๖๓๓ เมตรจากระดับน้ําทะเลปานกลาง เป็นลานสนสามใบผืนใหญ่ และยังมีเขตแดน ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวด้วย

ในที่สุดก็ขึ้นมาจนถึงลานสนสามใบบนภูสอยดาว

การไปเยือนลานสนภูสอยดาวต้องใช้วิธี เดินเท้าจากที่ทําการอุทยานแห่งชาติขึ้นไปบนภูเขาสูงชัน มีระยะทางรวม ๖.๕ กิโลเมตร เดิน ไปแวะถ่ายรูปไปก็อาจจะใช้เวลาราว ๔-๕ ชั่วโมง บางคนอาจจะบ่นว่าระยะทางก็ไม่ไกล ทําไมใช้เวลามาก ก็เพราะความยากในการเดินขึ้นนี่แหละ เพราะถ้าภูกระดึง จังหวัดเลย คือโรงเรียนอนุบาลสําหรับการเดินป่าภูสอยดาวก็น่าจะเป็นมหาวิทยาลัยหรือสถาบันขั้นสูงอะไรทํานองนั้น นักท่องเที่ยวต้องเตรียมฝึกฝนร่างกายมาให้ดี เพราะบนลานสนไม่มีบ้านพักให้บริการ นักท่องเที่ยว ต้องกางเต็นท์นอนเท่านั้น จะเช่าอุทยานหรือ เตรียมไปเองก็ได้ ส่วนอุปกรณ์ประกอบ อาหาร แนะนําให้ไปเช่าด้านบนจะดีกว่าสะดวกและไม่หนัก แต่ถ้าใครมีสัมภาระมากที่นี่มีลูกหาบให้บริการ เรามีของไม่มาก แต่อยากกระจายรายได้ (ข้ออ้าง) เลยขอใช้ บริการทั้ง “ลูกหาบ” และ “พ่อหาบ” เลยดีกว่า

ยอดเขาที่สูงที่สุดเป็นอันดับ ๔ ของประเทศไทย ที่ความสูงจากระดับน้ําทะเลปานกลาง ๒,๑๐๒ เมตร อาจเป็นแรงดึงดูด หนึ่งที่ทําให้ใครต่อใครอยากมาเยือนภูสอยดาว แต่สําหรับเรา แค่ชื่อ “เขา’ ก็ทําให้เราอยากมาหาแล้ว

บางช่วงของการเดินป่าจะผ่านเส้นทางที่เป็นเนินหินที่มี ตะไคร่เกาะบ้าง ต้องใช้ความระมัดระวังในการเดิน
งานหนักตกอยู่ที่ “ลูกหาบ” แต่ “พ่อหาบ” ก็ไม่เบาไปกว่ากัน
ถึงเนินส่งญาติแทบหมดแรง นี่แค่เนินแรกเท่านั้นนะ

อย่างที่บอกว่าร่างกายต้องแข็งแรงจึงจะ เดินทางได้อย่างสนุก แต่ถ้าเหนื่อยก็มีจุดแวะ พักให้ ซึ่งที่ภูสอยดาวจะมีจุดแวะพักอยู่ ประมาณ ๕ แห่ง แบ่งตามชื่อเนิน ไล่ไปตั้งแต่ “เนินส่งญาติ” ที่ความสูงประมาณ ๖๕๐ เมตร จากระดับน้ําทะเลปานกลาง ดูเหมือนสูงไม่มาก แต่ก็เปรียบเทียบว่าขนาดญาติยังท้อ ขอ ส่งแค่นี้แล้วกัน เนินต่อมาเรียกว่า “เนินปราบ เซียน” ตรงนี้ไม่ต้องปีนป่าย มีบันไดให้ แต่จะ ยกเท้าผ่านไปแต่ละก้าวก็ยากลําบาก ส่วน “เนินป่าก่อ” น่าจะเป็นเนินที่เดินสบายที่สุดเพราะเป็นทางราบมากกว่าทางชัน แถมยังได้ดูป่าแปลกๆ โดยมีต้นก่อเป็นพระเอกของพื้นที่

ความสบายอยู่กับเราได้ไม่นาน ข้างหน้ามีเนินสูงชัน ถึงขั้นเรียกกันว่า “เนินเสือโคร่ง รออยู่ อย่าเพิ่งตกใจไป เพราะเสือโคร่งที่ว่านั้น ไม่ใช่สัตว์ดุร้าย หากแต่เป็นดง “ต้นกําลัง เสือโคร่ง” ที่คนโบราณนิยมนํามาต้มเป็น สมุนไพรบํารุงร่างกาย แก้อาการปวดเมื่อยได้ดี วินาทีนี้ต่อให้โค่นกําลังเสือโคร่งมาต้มทั้ง ต้นก็ไม่น่าจะเอาอยู่ เพราะอาการเมื่อยล้ามา เต็มร่าง ก่อนจะวางตัวเองทิ้งไว้ตรงนี้ เรายึด สู้อีกยก เดินคอตกหมดแรงขึ้นไปจนถึง “เนินมรณะ” ไม่ได้อยากมา แค่ขอผ่านเฉยๆเพราะชื่อเนินนั้นฟังดูน่ากลัวเกินจะแวะพักแถมข้างทางมองลงไปก็เป็นหุบเหวสูงชัน ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง ทว่าเดินผ่านไปไม่นานก็จะพบกับป้าย “ผู้พิชิตลานสนภูสอยดาว” แล้ว

ความงดงามของดอกหงอนนาค ที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวขึ้นมาชม

ข้างหน้าของเราคือลานสนขนาดใหญ่ที่ปกคลุมไปด้วยสีเขียวๆ ของสนสามใบ และความกระจิ๋มกระจิ๋มน่ารักของดอกไม้ป่าเล็กๆยิ่งเมื่อเดินลึกเข้าไปถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยวและจุดกางเต็นท์ก็จะเห็นทุ่งดอกไม้ที่ใครๆต่างพากันยกนิ้วให้ ถือเป็นไฮไลท์ของภูสอยดาวนั่นก็คือ “ทุ่งดอกหงอนนาค” ที่ว่ากันว่า กว้างใหญ่และสวยงามที่สุดในประเทศไทย

หยาดน้ําค้างบนยอดหญ้าคือความสดชื่นของคนตื่นเช้า

หงอนนาคเป็นพืชล้มลุก ต้นไม่สูงมาก แต่ดอกสวยมาก โดยจะมีสีไล่เฉดไตั้งแต่ สีขาว สีชมพู สีม่วงเบาๆ ไปจนถึงสีม่วงเข้ม โดยดอกหงอนนาคจะพากันเบ่งบานเต็มท้องทุ่งช่วงหน้าฝน แต่จะสวยงามที่สุดราวเดือนสิงหาคม-กันยายน

เลยเที่ยงวันมานิดหน่อย แดดยามบ่าย คล้อยช่วยส่งให้สีม่วงของดอกหงอนนาคชัดเจนยิ่งขึ้น หยดน้ําที่อยู่ตรงกึ่งกลางเกสร จะสะท้อนกับแสงอาทิตย์ดูวิบวับ ถึงขนาดมี คนขนานชื่อให้หงอนนาคว่าเป็น “น้ําค้างกลาง เที่ยง’ เลยทีเดียว

บนลานสนภูสอยดาว นอกจากจะมีทุ่ง หงอนนาคให้ชม ยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่สามารถเดินได้รอบโดยใช้เวลาไม่นาน ระยะ ทางเพียง ๒ กิโลเมตรเศษๆ ระหว่างทางจะ พบดอกไม้เล็กๆ เช่น สร้อยสุวรรณาเอนอ้า มณีเทวา เหลืองพิศมร ฯลฯ และลึกเข้าไป

หยดน้ําที่อยู่ตรงกึ่งกลาง เกสรจะสะท้อนกับแสง อาทิตย์ดูวิบวับ ถึงขนาด มีคนขนานชื่อให้หงอน นาคว่าเป็น “น้ําค้างกลาง เที่ยง” เลยทีเดียว

ตอนในจะพบหลักเขตแดนที่เชื่อมต่อระหว่างไทย-ลาว หรือ “หลักเขตสองแผ่นดิน” เรียกว่า เดินครั้งเดียวเที่ยวได้ทั้งสองประเทศกันเลย

ใกล้ๆ กันมีน้ําตกที่งดงามและสะอาดตา มากๆ ชื่อ “น้ําตกสายทิพย์” สารภาพว่าน้ําใส จนอดใจไม่อยู่ ต้องกระโจนลงไปแช่น้ําทั้งๆ ที่ อากาศในตอนนั้นเย็นจับใจ แต่เพื่อแลกกับ ความสบายตัวเลยต้องยอม

ดอกไม้และพืชพรรณเล็กๆ ระหว่างทางสร้างรอยยิ้ม ให้กับนักเดินทางเสมอ
ถ้าภูกระดึง จังหวัดเลยคือโรงเรียนอนุบาลสำหรับการเดินป่า ภูสอยดาวก็น่าจะเป็นมหาวิทยาลัยหรือสถาบันขั้นสูงอะไรทำนองนั้น
นักท่องเที่ยวสามารถเดินขึ้นยอดเขาภูสอยดาวที่เห็นอยู่ตรงหน้าได้ เพียงแต่ต้องมีเจ้าหน้าที่นำทาง
ไม่มีนักเดินทางคนใดยอมปล่อยให้ภาพสวยๆ ผ่านตาโดยไม่บันทึกภาพกลับมาสักคน

หากนักท่องเที่ยวจะไปพิชิตยอดภูสอยดาว ที่ความสูง ๒,๑๐๒ เมตรจากระดับน้ําทะเล ปานกลาง ต้องประสานกับเจ้าหน้าที่เพื่อ นําทาง และเปิดให้เดินขึ้นได้เพียงแค่เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ของทุกปีเท่านั้น ที่สําคัญ ร่างกายต้องแข็งแรงมากจริงๆ แต่ ขอบอกว่า แค่มาถึงลานสนภูสอยดาวได้ก็คุ้มค่า กับหัวใจที่สุดแล้ว

แสงสีม่วงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นโทนสีคราม ตามมาด้วยสีชมพูระเรื่อเต็มท้องฟ้าขณะที่ พระอาทิตย์ใกล้จะลาลับดับแสงเต็มที่ เราได้แต่ยืนกะพริบตาถี่ๆ ให้กับความสวยงามของ ธรรมชาติที่เปลี่ยนไปตามช่วงเวลา

แน่นอนว่า ธรรมชาติมอบความสุขให้เรา ในทุกวัน ถ้า “ความรัก” มีอยู่จริงมนุษย์ควร จะมอบสิ่งนั้นคืนกลับให้ “ธรรมชาติ” บ้าง

About the Author

Share:
Tags: สอยดาว / น้ําตกภูสอยดาว / Phu soi dao National Park / travel / สัตว์ป่า / ป่า / อุทยานแห่งชาติ / ท่องเที่ยว / ฉบับที่ 23 / อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว /

เรื่องราวอีกมากมายที่คุณจะชอบ