บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (“ไทยเบฟ”) นำโดย นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชน คณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก จัดสัมมนาประจำปี 2569 โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทยร่วมด้วยผู้แทนจากภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม สถาบันการศึกษา และเครือข่ายชุมชนเข้าร่วมกว่า 1,000 คน พร้อมรายงานความสำเร็จของตัวอย่างโครงการที่สร้างผลกระทบเชิงบวกในระดับพื้นที่ (Social Impact) อย่างเป็นรูปธรรมตลอดระยะเวลาการดำเนินงานกว่า 11 ปี ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน อันนำไปสู่การสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเสริมสร้างความเข้มแข็งของประเทศอย่างยั่งยืน ณ ห้อง Plenary Hall ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2569
เกี่ยวกับรายละเอียดครั้งนี้ นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลว่า “ในนามหัวหน้าทีมภาคเอกชน ผมรู้สึกยินดีและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการดำเนินงานของคณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 โดยได้น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะทรง “สืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” พร้อมทั้งน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางในการดำเนินงานโดยมุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้ นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน อันนำไปสู่การสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเสริมสร้างความเข้มแข็งของประเทศอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างรายได้แก่ชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น
และในปี 2569 ได้ขยายความร่วมมือในการดำเนินงานเพื่อชุมชนผ่านโครงการ “ด้วยจงรักและภักดี ” สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข ที่บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จัดทำขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์เนื่องในโอกาสปีมหามงคล พุทธศักราช 2569 – 2570 ผ่านการจัดตั้ง บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท (อำเภอ) พอเพียง จำกัด เพื่อพัฒนาให้เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมในระดับอำเภอทั่วประเทศ จำนวน 928 บริษัท เพื่อสร้างโอกาสในการทำงานร่วมกัน (Integrated Platform) รวมถึงการเสริมสร้างศักยภาพของคนในพื้นที่ระดับอำเภอและสร้างประโยชน์ในท้องถิ่น ตลอดจนร่วมกันพัฒนาและยกระดับท้องถิ่นสู่สากล ควบคู่กับการนำองค์ความรู้และมาตรฐานสากลมาพัฒนาท้องถิ่น (Drive Local to Global and Bring Global Back to Local) เพื่อมุ่งเน้น “การสร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข”
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากสามารถผลักดันให้เกิดการสร้างงานและสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนได้กว่า 1,900 โครงการ ครอบคลุมผู้รับประโยชน์กว่า 158,000 ครัวเรือน และสร้างรายได้สะสมให้แก่ชุมชนกว่า 3,520 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นการพัฒนา 3 กลุ่มงาน ได้แก่ เกษตร แปรรูป และท่องเที่ยวโดยชุมชน ซึ่งล้วนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย ผ่านการเพิ่มโอกาสทางการค้า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การยกระดับมูลค่าสินค้า และการเชื่อมโยงตลาดให้ชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน ควบคู่กับการแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและนำประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีตัวอย่างโครงการที่ประสบความสำเร็จและสร้างผลกระทบเชิงบวกระดับพื้นที่
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาร่วมพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน รวมถึงประเทศชาติอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการต่าง ๆ อาทิ
โครงการ YouTH Thailand เป็นการรวมเครือข่ายพลังเยาวชนไทยที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศชาติอย่างยั่งยืน และขยายโอกาสการเรียนรู้สู่การลงมือทำจริง รวมทั้งเป็นแพลตฟอร์มเครือข่ายพลังเยาวชนไทยและศูนย์กลางแห่งโอกาสและคลังข้อมูลเยาวชนคุณภาพ พร้อมเสริมสร้างความรู้และทักษะหลากมิติเพื่อเตรียมความพร้อมเยาวชนไทยให้รู้เท่าทันโลก และพัฒนาทักษะด้วยการปฏิบัติจริงร่วมกับองค์กร ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ภาคประชาชนทั้งในและต่างประเทศ
โครงการ “โชว์ภูมิ” ภายใต้ “โครงการด้วยจงรักและภักดี” เพื่อสร้างนักพัฒนาชุมชนในระดับอำเภอทั่วประเทศให้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งและยั่งยืน โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการดำเนินงานมุ่งเน้นหลักการพัฒนา “เยาวชน” เพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาชุมชน
โครงการ “เยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม” เพื่อปลูกฝังความภาคภูมิใจในศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้แก่เยาวชนรุ่นใหม่เพื่อให้เป็นกำลังสำคัญในการอนุรักษ์และสืบสานความเป็นไทยอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเสริมทักษะความรู้เรื่องชุมชนและฝึกฝนให้คนรุ่นใหม่มีความพร้อมเป็นเจ้าบ้านที่ดี และเป็นผู้สืบสานวัฒนธรรมเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของชุมชน โดยเฉพาะในงาน “Water Festival เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย” และ “River Festival สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย”
และอีกหนึ่งโครงการสำคัญคือ โครงการ “ผ้าขาวม้าท้องถิ่น หัตถศิลป์ไทย” ซึ่งดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี 2559 เพื่อยกระดับผ้าขาวม้าทอมือไทยผ่าน 4 มิติ ทั้งมิติการสร้างนวัตกรรม การแปรรูป การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้ชุมชน โดยสามารถสร้างรายได้ส่งตรงถึงชุมชนรวมกว่า 311 ล้านบาท พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายคนรุ่นใหม่ในนาม “ทายาทผ้าขาวม้า” เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและยกระดับสู่การเป็นผู้ประกอบการ ความสำเร็จดังกล่าวนี้ ยังได้รับการต่อยอดสู่เวทีระดับโลกในโอกาสที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 โดยได้นำงานหัตถศิลป์ผ้าทอมือ 39 ลาย จาก 28 ชุมชน ใช้ผ้าในงานทั้งหมด 4,967 เมตร มาประดับตกแต่งสถานที่ประชุม เพื่อถ่ายทอดภูมิปัญญาการทอผ้าและงานหัตถศิลป์ของชุมชนไทยสู่สายตานานาชาติ
ความสำเร็จทั้งหมดนี้ เกิดจากพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน โดยมี กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เป็นกำลังสำคัญในการบูรณาการการดำเนินงานในระดับพื้นที่ และทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายบริษัทรู้รักสามัคคี ในโอกาสนี้ผมขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน เพราะเราเชื่อว่า “แรงบันดาลใจจากทุกคน เพื่อชุมชนที่ยั่งยืน”
ขอเชิญเที่ยวชมและสนับสนุนผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและนวัตกรรมหลากหลายที่ “ดีต่อโลก และดีต่อคุณ” ได้ที่ SX Marketplace ประกอบการและสินค้าที่ใส่ใจสังคมและสิ่งแวดล้อมชั้น LG Hall 7- 8 ในงาน Sustainability Expo 2026 (SX2026) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 15 พฤศจิกายน 2569 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์


