Monday, May 18, 2026
ชื่นชมอดีต บทความแนะนำ

อุรังคธาตุ-นิทานพเนจร

รอยพระพุทธบาทแห่งดอยนันทกังฮี

เมื่อ ๖ เดือนก่อน…

ฉันได้รับอีเมลสำเนาเอกสารใบลานเรื่อง “ตำนานทาตุหัวอกพระเจ้า” ของวัดใหม่สุวรรณภูมาราม เมืองหลวงพระบาง จากพระอาจารย์ไพวัน มาลาวง ท่านเป็นพระนักปราชญ์ด้านวรรณกรรมโบราณจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ด้วยเห็นว่ากำลังสนใจในเรื่องนี้จึงปันความรู้มาให้

แต่สำเนาที่ได้มานั้นมีเพียง ๘ ใบ แถมลายมือที่จารก็ค่อนข้างขยุกขยุยทำให้อ่านได้ไม่ประติดประต่อ ฉันจึงนำหนังสือนิทานอุรังคธาตุฉบับที่หลวงพระบางที่กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมจัดทำขึ้นมาเทียบเคียง ซึ่งตามตำนานได้กล่าวถึงตอนที่พระพุทธองค์เด็จดอยนันทกังฮีไว้ว่า…

“หลังจากมหาบุรุษทรงทรมานนาคที่ภูกู่เวียนแล้ว จึงได้เสด็จไปสู่ดอยนันทกังฮี “ศรีสัตนาค” ได้เข้ามาทูลขอให้พระศาสดาย่ำรอยพระบาทไว้ที่ดออยแห่งนี้ แต่พระผู้มีพระภาคไม่ได้ทรงเหยียบไว้ พระอานนท์เห็นพระพุทธเจ้าแย้มพระโอษฐ์ก็ทูลถาม พระศาสดาจึงตรัสและทำนายถึงเมืองแห่งนี้ว่าในอนาคตว่า ต่อมาจะได้ชื่อว่า ศรีสัตตนาค (ศรีสัตนาคนหุตล้านช้าง) ตามชื่อนาคนั้น ซึ่งพระพุทธศานาในที่นี้จะเจริญรุ่งเรืองและเสื่อมสูญไปในที่สุด จนกว่าจะมีการตั้งเมืองจันทบุรี (เวียงจันทน์) ก็จะเฟื่องฟูขึ้นอีกครั้ง

ศรีสัตนาคได้อธิษฐานให้หงอนตนเป็นดอยนันทกังฮี เพื่อให้พระพุทธเจ้าประทับรอยพระบาทเบื้องขวา

ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเริ่มเดินต่อ เห็นป้ายเล็กๆ ข้างทางเขียนด้วยอักษรไทน้อยชี้ว่า “ລ້ຽວຊວາໄປນະມັດສະການຣອຍພະພຸດທະບາດ” (เลี้ยวขวาไปนมัสการรอยพระพุทธบาท) ค่อยมีกำลังใจว่ามาถูกทางแล้ว ทางเดินปูกระเบื้องสีหมากสุกนำฉันไปยังอูบมุงเล็กๆ หลังหนึ่งที่ริมผา ป้ายเขียนว่า “ຣອຍພະພຸດທະບາດຍູ່ໃນອູບມຸງນີ້” (รอยพระพุทธบาทอยู่ในอูบมุงนี้) ทำให้ฉันไม่รอช้ามุดเข้าไปทันที

รอยพระพุทธบาทที่นี่แม้เป็นรอยที่เกิดโดยธรรมชาติ แต่แตกต่างจากที่เคยเห็นมาเป็นอันมาก คือ เป็นรอยเท้าขนาดใหญ่แต่ปลายนิ้วทั้ง ๕ ดูคล้ายกับลื่นไถลนิดหน่อยก่อนจะฝากรอยจมลึกลงในโคลน ทาด้วยสีทอง น่าเสียดายที่รอยพระบาทนี้อยู่ใต้ชะง่อนหินที่เรายื่นหน้าเข้าไปชม ทำให้ถ่ายรูปแบบเต็มฝ่าพระบาทมาไม่ได้

เมื่อฉันเช็คภาพที่ถ่ายมา พลันก็ขมวดคิ้วมุ่นในความเบลอทุกภาพที่ลั่นชัตเตอร์มา ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ามัวแต่ตื่นเต้นจนลืมแสดงความเคารพต่อสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ หวังว่าขันธ์ ๕ และ ขันหมากเบ็งที่ทางวัดแต่งไว้บริการนักท่องเที่ยวจะช่วยบรรเทาความผิดพลาดครั้งนี้ได้

“ถ้าหากตถาคตประทับรอยพระบาทไว้บนดอยนันทกังฮี บ้านเมืองและพระพุทธศานาก็จะไม่มีในที่นี้ เพราะศรีสัตตนาคจักเทียวไปมาหวงแหนรอยพระบาท ศรีสัตตนาคได้ยินจึงอธิษฐาน สมมุติให้หงอนของตนเป็นดอยดอยนันทกังฮีเพื่อเป็นพุทธบูชา เมื่อพระพุทธเจ้าประทับรอยพระบาทไว้ที่แผ่นหินริมแม่น้ำด้านซ้ายดอยนันทกังฮีแล้ว จึงเสด็จขึ้นดอยอธิษฐานให้เป็นรอยพระบาทบนหงอนนาค แล้วเสด็จกลับป่าเชตวัน…”

ฉันเงยหน้าหน้าจากหนังสือนวนิยาย เมื่อรู้สึกตัวว่ารถโดยสารกำลังข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว สู่นครเวียงจันทน์ รายการสมบุกสมบันทัวร์กำลังเริ่มขึ้นอีกครั้ง

แม้ระยะทางจากเวียงจันทน์จะห่างจากหลวงพระบางเพียง ๔๐๐ กว่ากิโลเมตร น่าจะใช้เวลาในการเดินทางด้วยรถยนต์พอๆ กับการเดินทางจากกรุงเทพฯไปขอนแก่น แต่เมืองลงพื้นที่จริง ความคดเคี้ยวและหลุมบ่อของเส้นทาง ทำให้ต้องแวะครึ่งทางให้ท้องไส้กลับมาสมานสามัคคีกันที่วังเวียง และถึงเมืองหลวงพระบางเอาตอนบ่ายวันถัดมาตรงจุดที่แม่น้ำโขงจากทิศตะวันตกไหลมาบรรจบกับแม่น้ำคานที่ไหลจากทิศตะวันออกเกิดเป็นแม่น้ำสองสี ณ ที่นั้นทางขึ้นไปกราบรอยเหยียบโลกของมหาบุรุษอยู่บนพูสี ฝั่งทางแม่น้ำคานนี้เอง

ทางขึ้นด้านหลังพูสีผู้คนบางตา แตกต่างจากทางด้านตรงพระราชวังมากนัก ฉันหยุดหอบหายใจเป็นพักๆ กลืนเอาอากาศเย็นๆ เข้าไปลดความร้อนจากการออกแรง

ว่าแต่งงกันหรือไม่ว่าตอนแรกก็เรียก “ดอยนันทกังฮี” ประเดี๋ยวก็เปลี่ยนเป็นเรียก “พูสี” ขึ้นมาเสียอย่างนั้น เขยิบเข้ามาจะเล่าให้ฟัง ในตำนานอุรังคธาตุได้กล่าวถึงเพียงสั้นๆ ว่า ดอยนันทกังฮีแห่งนี้ตั้งชื่อตามผู้อยู่อาศัยดั้งเดิม คือ นันทะยักษ์ แต่เนื่องจากว่ายังระบุตำแหน่งที่แน่ชัดไม่ได้ จึงใช้การอ้างอิงจากตำนานอื่นๆ เช่น ขุนบูลม อย่างที่พระอาจารย์ไพวันท่านอธิบาย ซึ่งก็คือพื้นที่หลวงพระบางในปัจจุบัน

ส่วนที่มาของชื่อพูสีสันนิษฐานว่าที่มาของชื่อน่าจะมาจากเรื่องเล่าเมื่อครั้งอดีตว่า หลวงพระบางมีฤาษีองค์หนึ่งได้มาบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ภูเขาซึ่งเป็นเขตป่าศักดิ์สิทธิ์ ชาวเมืองจึงเรียกภูลูกนี้ว่า “พูลือสี” หรือ “พูสี” ที่จริงพูสียังอีกชื่อว่า “พูซวง” (ที่หมายถึงใหญ่ด้วย) บริเวณตีนภูมีวัดอยู่ ๖ แห่ง ล้วนสร้างขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ รอยพระพุทธบาทแห่งมหาบุรุษอยู่ในบริเวณ “วัดพระบาทเหนือ” ใกล้ทางขึ้นด้านหลังนี่เอง

พุทธศักราช ๒๒๓๖ เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก (ยาคูขี้หอม) ได้เป็นผู้ชักนำชาวบ้านให้ร่วมกันบูรณะและต่อเติมองค์พระธาตุให้เป็นศิลปะแบบล้านช้าง มีการจัดสร้างผอูบสำริดครอบเจดีย์ที่บรรจุบุษบกและผอบรรจุพระอุรังคธาตุอย่างแน่นหนา มีการจารึกดวงพระธาตุบนแผ่นทองว่าชื่อ “ทาดปะนม” ซึ่งแล้วเสร็จในพุทธศักราช ๒๒๔๕

“หากเฮ็ดหยังบกพร่อง ขอพระพุทธองค์ เจ้าป่าเจ้าเขา พระยาศรีสัตตนาคที่พิทักษ์ฮอยพระพุทธบาทโปรดอภัย ลูกหลานบ่ฮู้ควม ขอให้การงานราบรื่นแด่เทอะ” ฉันตั้งจิตอธิษฐาน

หลังจากสำรวมจิต ภาพที่ได้ก็ถูกใจอย่างน่าอัศจรรย์ บางเรื่องที่เป็นความเชื่อส่วนบุคคล หลายครั้งวิทยาศาสตร์ก็ยากจะอธิบาย คำว่าไม่เชื่ออย่าลบหลู่จึงมีไว้เตือนสติกันอยู่เสมอ เสียงเจี๊ยวจ๊าวของนักท่องเที่ยวที่ด้านนอกบอกให้รู้ว่าดวงตะวันใกล้ลาลับแล้ว ฉันออกไปจับจองพื้นที่ด้านนอกชมแสงทองกับเขาบ้าง พระอาทิตย์สีส้มแดงดูโตขึ้นเมื่อใกล้จมหายไปทางโค้งครอบฟ้า สายน้ำโขงสีปูนและน้ำคานสีครามบรรจบกันกลายเป็นแม่น้ำ ๒ สี อันตระการตานักท่องเที่ยวบ้างก็เลือกเก็บภาพนั้นในหัวใจ บ้างก็ถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก ที่มีฝีมือก็ใช้วิธีบันทึกด้วยการวาดภาพ

เมื่อลงมาถึงด้านหน้าของพูสีความมืดก็เริ่มโรยตัว ฉันฝากท้องกับเมนูง่ายๆ แต่อร่อยได้เรื่องอย่างแจ่วบองกับข้าวเหนียวร้อนๆ คืนนั้นพิษข้าวเหนียวออกฤทธิ์อย่างรวดเร็ว ทำให้ฉันหลับโดยไม่ฝัน แต่ก็ทำให้เช้าวันเดินทางกลับตื่นมาด้วยความคึกคักแจ่มใส

ตอนขามาฉันบ่นกระปอดกระแปดถึงความลำบากจากการเดินทาง แต่เมื่อถึงเวลาคืนรังฉันกลับรู้สึกอาลัยอาวรณ์อย่างประหลาด ไม่อยากให้ถึงจุดหมายเร็วเกินไปนัก ถึงเวลารถประจำทางเคลื่อนออกจากท่ารถ แว่วเสียงเพลงจำปาเมืองลาวที่ใครสักคนเปิดขึ้น ฉันเหลียวกลับไปมองอดีตเมืองหลวงเก่าอีกครั้งอย่างให้คำมั่นสัญญาว่าต้องได้มีโอกาสกล่าวคำ “สบายดีหลวงพระบาง” ที่นี่อีกครั้งอย่างแน่นอน

สถานที่เริ่มต้นคือจุดสุดท้าย

“ในช่วงหมดฤดูทำนา ชาวบ้านว่างเว้นงานการ ผู้มีจิตศรัทธาจะชวนกันไปนมัสการพระธาตุพนม สมัยก่อนไม่ได้มีรถยนต์ก็จะใช้เกวียนหรือเดินเท้าไป โดยใช้เส้นทางมุกดาหาร-คำชะอี เพราะสมัยนั้นยังไม่มีถนนตัดช้ามภูพาน ทีนี้คนคนหนึ่งใน ๑ วัน จะเดินเท้าได้วันละกี่กิโลเมตรกัน เพราะฉะนั้นแต่ละหมู่บ้านจึงทำที่พักเล็กๆ ไว้สำหรับคนแรมทางด้วย” นั่นเป็นปากคำของแม่ใหญ่สมมงษ์ กุนอก ชาวอำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ปัจจุบันอายุกว่า ๗๐ ปีแล้ว

ฟังเรื่องเล่าแล้วก็อดจินตนาการถึงการรอนแรมผจญภัยแบบนายฮ้อยเคน แห่งนวนิยายนายฮ้อยทมิฬไม่ได้…ฉันเองก็เป็นคนอีสาน ก็อยากจะไปกราบพระธาตุพนมสักครั้งหนึ่งในชีวิตเช่นกัน…แต่ยังไม่ถึงขั้นเดินเท้าไปนะ

“ทำไมต้องเป็นพระธาตุหัวอก และ ทำไมต้องเป็นที่ภูกำพร้าเท่านั้น?”

เมื่อตอนที่เริ่มศึกษาตำนานพระธาตุพนมโดยส่วนตัวก็ไม่เข้าใจว่า เพราะเหตุใดพระผู้มีพระภาคจึงต้องเจาะจงกับพระพระมหากัสสปะว่า พระธาตุส่วนหัวอกจะต้องมาประดิษฐานที่ภูกำพร้า (สถานที่ตั้งพระธาตุพนมปัจจุบัน) เท่านั้น ซึ่งเอตทัคคะด้านการธุดงค์องค์นี้ก็ได้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แม้จะต้องขัดใจกับกษัตริย์ผู้เรืองอำนาจในยุคนั้นก็ตาม จนกระทั่งเจอเอกสารเก่า พิมพ์เผยแพร่เป็นธรรมทาน เนื่องในพิธีฌาปนกิจศพขององค์สมเด็จอดีตสังคนายกแห่งราชอาณาจักรลาว กล่าวถึงเรื่องราวในตอนนี้ว่า…

หลังจากที่พระพุทธองค์เสด็จกลับวิหารเชตวัน ไม่นานหลังจากฉันหมูง้วนก็อาเจยนเป็นเลือดและเสด็จปรินิพพานตามนิพพานสูตร แล้วจึงได้เป็นเรื่องที่พระมหากัสสปะได้นำอุรังคธาตุไปไว้ภูกำพร้าตามคำสังเสียของพระโคตมพุทธเจ้า

เมื่อครั้งที่พระธาตุพนมล้มได้พบผอูบสำริด ขนาด ๑ ตัน ภายในนั้นยังมีเจดีย์ศิลา ภายในเจดีย์ศิลานั้นพบแผ่นทองดวงจารึกและบุษษกทองคำ   ภายในบุษบกทองคำนั้น มีตลับเงิน ภายในตลับเงินนั้นมีผอบทองคำซ้อนอีก ๓ ชั้น จึงเป็นผอบแก้วที่บรรจุพระอุรังคธาตุ ๘ องค์ ประดิษฐานอยู่ในนั้นส่งกลิ่นหอมเย็นจากน้ำมัจันทน์ที่หล่อเลี้ยงอยู่ในนั้น

เมื่อพระอัครสาวกกัสสะปะได้พาพระอรหันต์ทั้ง ๕๐๐ รูป แห่เอาอุรังคธาตุไปภูกำพร้า ครั้นถึงเมืองหนองหานหลวง คนทั้งหลายรู้ข่าวก็พนันกันระหว่างผู้ชายและผู้หญิงว่าถ้าใครก่ออูบมุงได้สำเร็จก่อนดาวเพ็กขึ้น อูบมุงของฝ่ายนั้นจะได้บรรจุอุรังคธาตุ

ปรากฏว่าฝ่ายชายก็ประมาทว่าพวกตนมีเรี่ยวแรงดีกว่าจึงคิดทำสะพานก่อน แถมยังหลงมารยาของฝ่ายหญิงไปช่วยก่อสร้างอีก ฝ่ายหญิงก็ซ้อนแผนอีกชั้นด้วยการเอาโคมไปแขวนไว้ยังยอดไม้ พวกผู้ชายคิดว่าดาวเพ็กขึ้นจริงจึงหยุดมือ ในขณะที่ฝ่ายหญิงได้สร้างต่อไปจนเสร็จ อูบมุงของฝ่ายหญิงจึงมีชื่อว่า “อิตถีมายานารายณ์เจงเวง” ส่วนอูบมุงของผู้ชายได้ชื่อว่า “ภูเพ็กมุสา”

แต่อย่างไรก็ตามก็ไม่มีอูบมุงของฝ่ายใดได้บรรจุพระอุรังคธาตุ เนื่องจากพระมหากัสสปะไม่เห็นควรละเมิดคำสั่งเสียของพระพุทธเจ้าที่จะเอาไปไว้ที่ภูกำพร้า…ต้องไว้ที่ภูกำพร้าเนื่องจาก

พระยาศรีโครตบูรณ์นั้นในชาติก่อนได้เอาลูกนกและไข่แลนมาขายกิน กรรมนั้นจึงทำให้ปราศจากพ่อแม่ลูกเมีย สถานที่นี้จึงได้ชื่อว่า “ดอยกัปณะคีรี” (ภูกำพร้า) ส่วนเหตุที่พระพุทธเจ้าสั่งให้เอาอุรังคธาตุมาสถาปนาไว้ที่นี่ก็เพราะว่า พระยาศรีโครตบูรณ์นี้เป็นเชื้อหน่อพุทธางกูรเสมอดั่งหัวอกของพระองค์ จึงต้องเป็นพระธาตุส่วนหัวอก (อุรังคธาตุ) ซึ่งจะต้องไว้ที่ภูกำพร้าเท่านั้น

“เป็นคนอีสานเกิดมาชาติหนึ่งต้องไปกราบพระธาตุพนมสักครั้ง” เป็นคำกล่าวติดปากของชาวอีสานรุ่นใหญ่ที่ฉันได้ยินติดหูมาแต่เล็กแต่น้อย แม้ว่าฉันอาจจะไม่ได้เดินเท้ามานมัสการแบบคุณยายสมมงษ์ แต่ในที่สุดฉันก็ได้มาอยู่ที่นี่แล้ว สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่ครั้งสองพันปีที่แล้ว สถานที่สุดท้ายในการรอนแรมตามรอยพระพุทธบาทในตำนานพระธาตุหัวอก “พระธาตุพนม”

โดยไม่ต้องใช้เครื่องไทม์แมชชีน จินตนาการของฉันล่องลอยไปถึงพุทธศักราช ๘ ในสมัยที่อาณาจักรศรีโครตบูรณ์รุ่งเรือง สถานที่นี้ได้สร้างสถานที่บรรจุพระอุรังคธาตุขึ้นเป็นครั้งแรก โดยใช้ดินดิบก่อขึ้นเป็นรูปเตาสี่เหลี่ยมแล้วเผาให้สุกทีหลัง กว้างด้านละ ๒ วา สูง ๒ วา ข้างในเป็นโพรงมีประตูเปิดปิดทั้ง ๔ ด้าน ภายหลังอัญเชิญพระอุรังคธาตุเข้าประดิษฐาน มีพญาทั้ง ๕ อาณาจักร พระอรหันต์ ๕๐๐ รูป และพระมหากัสสะปะเป็นประธาน

หลังจากผ่านร้อนผ่านลมฝนนานปี สถานที่บรรจุพระอุรังคธาตุได้รับการปรับปรุงซ่อมแซมต่อเติมเป็นระยะๆ ต่างยุคต่างสมัย จนปัจจุบันเรือนธาตุองค์ใหม่ที่เบื้องหน้าของฉันตอนนี้ดูเป็นศิลปะอันผสมผสาน คือ ส่วนล่างเป็นศิลปะจามหรือเขมรก่อนเมืองพระนคร มีลวดลายสลักอิฐประดับบนเสาติดผนังที่มุมทั้ง ๔ ด้าน ซุ้มประตูคดโค้งมีใบระกาแหลมขนาดใหญ่เหนือขึ้นไปคือเรือนธาตุจำลองหนึ่งชั้นต่อด้วยฐานบัวลูกแก้วอกไก่ และส่วนบนเป็นยอดทรงบัวแหลมในศิลปะล้านช้างทรงเพรียวสูง ประดับด้วยปูนปั้นปิดทองเป็นลายก้านต่อดอก

นึกถึงตอนที่องค์พระธาตุล้มเมื่อพุทธศักราช ๒๕๑๘ ในตอนนั้นทราบข่าวว่าพบสมบัติที่คนโบราณร่วมบรรจุเป็นพุทธบูชานั้นมีจำนวนไม่น้อย รวมถึงผอูบสำริดที่บรรจุพระอุรังคธาตุด้วย การเข้าชมพิพิธภัณฑ์ของทางวัดจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาด

ถึงตอนนี้ความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องตำนานอุรังคธาตุของฉันถูกเติมเต็มแล้ว ฉันได้รู้ว่าท่ามกลางความหลากหลายของชาติพันธุ์ นิทานมุขปาฐะเรื่องนี้เป็นทั้งภาพสะท้อนสังคม ความคิด และความเชื่อของชาวพุทธทั้ง ๒ ฝั่งแม่น้ำโขง…การเดินทางตามรอยพระพุทธบาทในตำนานอุรังคธาตุของฉันจบลงในหน้านี้ แต่หวังว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางของคุณ…ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม

About the Author

Share:
Tags: ฉบับที่ 64 / เที่ยว / ท่องเที่ยว / วัด ประเพณี วัฒนธรรม การละเล่น / อุรังคธาตุนิทาน / แม่น้ำโขง / รอยพระพุทธบาทเวินปลา / พระธาตุพนม / นาค /

เรื่องราวอีกมากมายที่คุณจะชอบ