Monday, May 25, 2026
เที่ยวไปรักษ์ไป บทความแนะนำ

บ้านสวนไม้ไผ่

ประการที่สาม การทำบ้านไม้ไผ่มีเรื่องราวเกี่ยวข้องหลายมิติ ดิฉันโชคดีที่มีโอกาสเดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆ เคยทำสารคดีเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะบ้านแบบดั้งเดิมในภูมิภาคต่างๆ ทั้งในแง่คุณค่าความหมาย รูปแบบ วัตถุ ที่นำมาสร้าง ตลอดจนค่านิยมของแต่ละยุคสมัย การทำงานสารคดีมีข้อดีหลายอย่าง โดยเฉพาะการทำงานที่ต้องหาข้อมูลพูดคุยขลุกอยู่กับเรื่องราวต่างๆ เหล่านั้น

เมื่อเลือกจะสร้างบ้านอยู่เอง ก็คิดประเด็นอยู่สบายอยู่เย็นมาเป็นอันดับแรก เนื่องจากภาคเหนือ อากาศหนาวจัด หน้าร้อนก็ร้อนได้ใจ ในขณะเดียวกันภาวะภูมิอากาษที่กำลังเปลี่ยนแปลง หรือ climate change จะทำให้ฤดูฝนฝนตกรุนแรงและยาวนานขึ้น โจทย์เหล่านี้น่าจะเป็นสิ่งที่ผู้สร้างบ้านทุกหลังควรคำนึง มิใช่แต่เพียงบ้านที่จะก่อสร้างบนรอยเลื่อน

คุณสมบัติวัสดุอย่างไม้ไผ่ยืดหยุ่นรับแรงกระแทกได้ดี ในขณะเดียวกันไม้ไผ่ก็มีหลายชนิด ช่างทำบ้านจะต้อง เป็นผู้ชำนาญ มีความรู้และเข้าใจคุณสมบัติของไม้ไผ่แต่ละชนิดและเลือกสรรมาใช้ในส่วนต่างๆ ของบ้านให้เหมาะสม

“…ไผ่ตงแข็งแรงรับน้ำหนักได้ดี ไผ่รวกทำกลอน ทำโครงสร้างหลังคา ไผ่บางชนิดเนื้อบางเอามาผ่าแล้วสับทำฟากผนัง ปูพื้น สวยงามนุ่มนวล การสร้างบ้านทำโครงสร้าง หลังคาต่างๆ ตัวไม้ไผ่ทำหน้าที่ต่างกัน บ้านนี้จะใช้ไม้ไผ่ห้าชนิด ไผ่ซาง ไผ่รวก โครงสร้างรับน้ำหนักซางหม่น ไผ่ตงทำเสา ฯลฯ”

คุณเดซา เตียงเกตุ เป็นกูรูเรื่องไม้ไผ่ซึ่งมีผลงานสร้างอาคารไม้ไผ่มาเป็นเวลานาน รวมทั้งมีทีมงานเป็นคนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่ง แล้วยังมีช่างฝีมือหรือที่เรียกด้วยคำพื้นเมืองล้านนาว่า “สล่า” อีกจำนวนหนึ่ง แต่ละคนก็ทำหน้าที่ตามความถนัด ตามคุณสมบัติของตน ดั่งความแตกต่างของไม้ไผ่ชนิดต่างๆ นั่นแหละ บางคนก็ออกแบบหน้าตาของบ้านด้วยการสเก็ตช์มือให้เจ้าของบ้านดูเป็นปฐม จากนั้นอีกคนก็ทำแปลนบ้านด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ส่งให้ดูทางอินเทอร์เน็ต จากนั้นทีมช่างก็เข้าพื้นที่ลงมือก่อสร้าง ทั้งเจ้าของบ้านและทีมงานต้องจับมือกันวางใจว่า เมื่อลงมือสร้างจริง หากมีปัญหาหรือต้องแก้ไขแบบเพื่อความเหมาะสมก็ให้ทีมช่างตัดสินใจได้เลย เพราะเจ้าของบ้านไม่ค่อยได้ไปดูการก่อสร้าง เนื่องจากวุ่นวายกับการงานในกรุงเทพฯ อาศัยการสื่อสารทางไกลแต่ใกล้ชิด

เทคนิคและทักษะการก่อสร้างบ้านไม้ไผ่ก็มีส่วนสำคัญยิ่ง จะช่วยให้บ้านไม้ไผ่แข็งแรงรับน้ำหนักได้ดี ในขณะเดียวกันก็ยืดหยุ่นรับภัยแผ่นดินไหว เช่น การเจาะรูสอดไม้ การใช้ลิ่มไม้ไผ่แทนตะปูยึด โครงสร้างต่างๆ การใช้นอตขัน อใ ทำให้เกือบทุกจุดอยู่กับการส่าย ไหว เคลื่อนได้ในอนาคต ฯลฯ

คุณเดซากล่าวว่า “หลักการทำบ้านไม้ไผ่คือ เราต้องสวมหมวกและใส่รองเท้าให้เขา ปกป้องเขานิดหน่อย ในขณะเดียวกันก็ต้องมีการบำรุงรักษาบ้าง ในสมัยโบราณ คนสมัยก่อนเขามีกิจวัตรซ่อมแซมบ้านพักอาศัยกันทุกปีตรงนี้นิดตรงนั้นหน่อยเป็นเรื่องปกติเราสวมหมวกให้เขา ไม่ให้ต้องโดนน้ำเราใส่รองเท้าให้เขา คือฐานรากเป็นเทคนิคเสาคอนกรีตเสริมเหล็กเตี้ยเชื่อมกับลำไผ่ที่ทำเสาบ้านทั้งไผ่ตงและซางหม่น หลังคากับฝ้ามีแผ่นพลาสติกและแผ่นกันร้อนอยู่ตรงกลาง ออกแบบให้เหมาะสม อากาศถ่ายเท ดูทิศ ดูลม บ้านไม้ไผ่ เวลาอยู่จะเย็นสบาย สัมผัสได้เลย ไม่ต้องอธิบาย ลมพัดเย็น บ้านไม้ไผ่นี้คนสมัยก่อนมักคิดว่าเป็นบ้านคนจน เพราะหาวัสดุละแวกบ้านมาทำใช้ช่างพื้นถิ่น แต่เมื่อเวลาผ่านไปมาถึงสมัยนี้ กลายเป็นว่าคนทำบ้านไม้ไผ่ส่วนมากเป็นคนที่เลือกใช้ชีวิตนะครับ”

ประการที่สี่ ตันไผ่ปลูกเพียง ๓-๕ ปีก็เริ่มกินหน่อได้ มีลำไผ่ที่ใช้ประโยชน์ได้ แต่ไผ่ที่เหมาะจะสร้างบ้านควรมีอายุประมาณ ๕ ปีขึ้นไป เนื้อไม้จะมาก แน่นแข็งแรง

คุณเดชา เตียงเกตุ เคยบอกว่า ไม้ไผ่เมื่อโตเต็มที่จะไม่เพิ่มขนาดภายนอกแต่เนื้อไม้ภายในจะค่อยๆ มากขึ้น แน่นขึ้นเรื่อยๆ จนอาจจะกล่าวได้ว่า เมื่อถึงเวลา ไม้ไผ่เป็นพืชี่เติบโตภายในแม้ ภายนอกจะนิ่งๆ…ฟังดูน่าสนใจ

อันที่จริงภูมิปัญญาพื้นบ้านพื้นถิ่นเกี่ยวกับไม้ไผ่นั้นมีมากมาย คนอ่าข่า ลาหู่ ลัวะ มัง เมี่ยน รวมทั้งคนดั้งเดิมอื่นๆ ล้วนสร้างบ้านจากไม้ไผ่ ระยะหลังนำไม้จริงมาผสม เช่น ทำโครงสร้าง ทำเสาบ้าน ทำพื้นเรือน จนกระทั่งในปัจจุบัน หลายหลังสร้างด้วยเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก ซีเมนต์ แต่หลายหลังก็ยังรักษาเค้าโครงเรือนดังอดีตเพียงแต่เปลี่ยนวัสดุที่ใช้ก่อสร้างด้วย คาดหวังว่าจะทนทาน ไม่ต้องคอยดูแลปรับปรุงเรือนบ่อยนัก แต่ความหวังนี้ เริ่มคลอนแคลนเมื่อเกิดแผ่นดินไหว จนอาคารที่เคยคิดว่าหนาแน่นทนทานกลับมีรอบร้าว หรือแตกพัง จนต้องให้วิชาการมาทำสัญลักษณ์สีแดง สีเหลือง สีเขียว ตัดสินว่าบ้านหลังไหนควรรื้อทิ้ง ซ่อมใหญ่ หรือยังอยู่อาศัยได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ องค์ความรู้การพึ่งตนเองเรื่องที่อยู่อาศัยได้เสื่อมลดลงเนื่องจากการใช้วัสดุที่ไม่คุ้นเคย (รวมทั้งวัสดุในท้องตลาดจำนวนมากคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน และ/หรือนำวัสดุมาใช้งานแบบผิดประเภท เช่น การก่อสร้างที่ควรใช้เทคนิคเหล็กผูก กลับใช้การอ๊อกเชื่อมซึ่งขาดความยืดหยุ่นแข็งแรง เป็นต้น)

กลับมาเรื่องไม้ไผ่อีกครั้ง องค์ความรู้พื้นฐานของคนชาติพันธุ์ต่างๆ เขาจะมีการดูฤกษ์ยาม การหาวัสดุและการสร้างบ้านกันด้วย เช่น คนอาข่าจะไม่สร้างบ้านในฤดูฝน เขาสร้างบ้านในฤดูแล้ง ประมาณเดือนกุมภาพันธุ์ เป็นต้นไป โดยค่อยๆ สะสมวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง อาจจะเดี่ยวคาหาหญ้ามุงหลังคาในช่วงปลายปี แล้วตัดไม้ไผ่ในฤดูแล้งเพราะความชื้นในเนื้อไม้น้อย น้ำตาลและสารอาหารน้อย เมื่อนำมาสร้างบ้านแล้วจะทำให้มอดหรือแมลงต่างๆ ไม่มากินโปรตีนและน้ำตาลในเนื้อไม้

ปัจจุบันมีวิธีการสมัยใหม่ นำลำไผ่ไปผ่านกระบวนการแช่บอแรกซ์และเกลือประมาณหนึ่งสัปดาห์ เพื่อให้โปรตีนและน้ำตาลหลุดออกไป เหลือเฉพาะไฟเบอร์เนื้อไม้ ทำให้มอดไม่กินเพราะไม่มีสารอาหารที่ต้องการ บ้านไม้ไผ่ที่ผสมผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่จึงทนทานขึ้นมากเมื่อเทียบกับสมัยก่อน

แนวคิดการสร้างอาคารและที่อยู่อาศัยจากวัสดุพื้นถิ่นกำลังเป็นที่นิยมการปลูกสร้างอาคารไม้ไผ่เป็นที่อยู่อาศัยถือว่ามีส่วนอนุรักษ์พื้นฟูธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และการกลับคืนสู่วิถีชีวิตที่เรียบง่ายใกล้ชิดธรรมชาติ

“ปัจจุบันคนสนใจไม้ไผ่มากขึ้น ผมว่าส่วนหนึ่งคือ สิ่งแวดล้อมการจะไปตัดไม้ในป่ามาสร้างเป็นไปไม่ได้ วัสดุต้องคิดมากขึ้น นอกจากซีเมนต์ เหล็ก สนใจไม้ไผ่กันมากขึ้น อีกเรื่องคือโลกร้อน ลดภาวะโลกร้อนได้ดี ไม่ใช่แต่ในไทย แต่ทั้งโลกแถบยุโรปยิ่งสนใจ”

About the Author

Share:
Tags: ธรรมชาติ / สิ่งแวดล้อม / เชียงราย / บ้านสวนไม้ไผ่ /

เรื่องราวอีกมากมายที่คุณจะชอบ