Tuesday, May 26, 2026
ศิลปะ ชื่นชมอดีต

ขรัวอินโข่ง สมณะผู้ละกฎเกณฑ์

         ดั่งเช่นผลงานบนกระดานไม้ชิ้นนี้ ขรัวอินโข่งเลือกที่จะใช้สีครึ้มๆ อย่างสีเขียวเข้มและสีน้ำเงินเข้มเป็นฉาก บรรยากาศสลัวๆ นี้เหมือนจะทำให้คนดูเกิดความรู้สึกล่องลอยว่าภาพที่เห็นนั้นเป็นภาพที่อยู่ในฝัน รับรู้ได้ถึงอารมณ์ของผู้วาดซึ่งก็ไม่เคยไปอยู่ในสถานที่นั้นจริงๆ ได้แต่คิดฝันภาพทั้งหมดขึ้นมาเอง ความอึมครึมของภาพยังทำให้สัมผัสได้ถึงอากาศอันหนาวเหน็บของเมือง และท่ามกลางฉากในฝันอันเย็นยะเยือกนั้น ก็ได้ถูกแต่งแต้มไปด้วยภาพอาคารสีขาวดูสว่างตัดกับฉากเป็นหย่อมๆ ตึกรามบ้านช่องใหญ่โต ก่ออิฐฉาบปูน มีซุ้มประตูโค้งเหล่านี้ เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมฝรั่งอย่างชัดเจน

         ตัวละครในภาพเป็นบุรุษชาวตะวันตกไว้เคราใส่เสื้อแขนยาวสีกรมท่า กางเกงขายาวแนบเนื้อสีขาว สวมหมวกทรงสูง ดูคล้ายๆ ทหารอเมริกันหนึ่งในชาติตะวันตกที่เดินทางเข้ามาในสยามมากที่สุดเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ชาวอเมริกันที่พอจะคุ้นๆ ชื่อก็อย่างเช่น หมอบรัดเลย์, ดาเนียล แมคกิโลวารี, เอส จี แมคฟาร์แลนด์ เป็นต้น ส่วนสตรีก็สวมชุดกระโปรงสุ่มไก่เสริมโครงชั้นในให้พองออกตรงสะโพก ที่กำลังเป็นแฟชั่นยอดฮิตของฝรั่งในยุคนั้น

         ขรัวอินโข่งวาดทะเลซึ่งมีเรือแบบต่างๆ ทั้งเรือใบเดินสมุทร และเรือกลไฟพลังไอน้ำโดยใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง เทคโนโลยีใหม่ที่กำลังค่อยๆ มาแทนที่เรือใบในแบบเดิม ขรัวอินโข่งน่าจะเคยมีโอกาสได้เห็นเรือกลไฟที่เริ่มเดินทางเข้ามาอวดโฉมในแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๓ โดยเรือกลไฟลำแรกที่มาบ้านเรามีชื่อว่า เอ็กสเปรส มาถึงเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๓๘๗ นำเข้ามาจากเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ โดยนายโรเบิร์ต ฮันเตอร์ หรือในสมัยนั้นเรียกกันว่านายหันแตร เพื่อเสนอขายให้รัฐบาลสยาม เหตุการณ์ในครั้งนั้นคงน่าระทึกใจไม่น้อย เพราะชาวไทยไม่เคยเห็นเรืออะไรที่วิ่งได้โดยไม่ต้องใช้พายหรือลมแบบนี้มาก่อน ขนาดเจ้าพระยาพระคลัง “ดิศ บุนนาค” หนึ่งในผู้เห็นเหตุการณ์ถึงกับกล่าวว่า “เรือลำนี้เป็นฝีมือของเทพเจ้า หาใช่มนุษย์ไม่” ขรัวอินโข่งก็คงประทับใจในแบบเดียวกัน ถึงกับจองกรรมสิทธิ์จัดแจงวาดธงประจำชาติสยามรูปช้างสีขาวบนพื้นแดงไปบนเสาเรือกลไฟซะเลย เรือใบไม่สน 

         สิงห์สาราสัตว์ที่เลือกมาประกอบภาพมีม้าพันธุ์ฝรั่งสีขาวปลอด ซึ่งในสมัยนั้นฝรั่งนำเข้ามาขี่และเทียมรถม้าใช้งานตามถนนหนทางในกรุงเทพฯ ส่วนสัตว์ทะเลขนาดยักษ์ที่ดำผุดดำว่ายอยู่น่าจะเป็นวาฬ เพราะตัวใหญ่พอๆ กับเรือ เมื่อร้อยกว่าปีก่อนวาฬยังถูกล่ากันอย่างแพร่หลายโดยชาวตะวันตก เพื่อนำไขมันไปทำเทียน เครื่องสำอาง น้ำหอม และใช้หล่อลื่นเครื่องจักร ขรัวอินโข่งคงไม่เคยเห็นวาฬตัวจริงแต่อาจจะรับรู้จากภาพพิมพ์และภาพถ่ายต่างๆ ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ

         องค์ประกอบของภาพทั้งหมดดูเผินๆ อาจจะดูเหมือนภาพผู้คนและวิวทั่วไป แต่ในความจริงแล้วขรัวอินโข่งได้วางแผนเรียงร้อยมาอย่างแยบยล ให้มีตัวละครอยู่ทั้งสองฝั่งน้ำและมีเรือแล่นอยู่ระหว่างกัน เพื่อจะนำไปสู่ความหมายที่แท้จริงของภาพ อันมาจากอุปมาอุปไมยปริศนาธรรมที่ว่า “พระพุทธเจ้าเปรียบดังนายสำเภา พระธรรมเปรียบดังสำเภา พระสงฆ์พร้อมด้วยคุณสมบัติถึงฝั่งนั้นด้วยพระธรรมนั้นแล้ว เปรียบดังประชุมชนพร้อมด้วยสมบัติได้ถึงฝั่งนั้นด้วยสำเภานั้นแล้ว” 

         เพราะขรัวอินโข่งมีพื้นฐานมาจากศิลปะแนวประเพณี ไม่ได้ร่ำเรียนทฤษฎีของศิลปะตะวันตก พอครูพักลักจำพยายามวาดภาพในแบบฝรั่งขึ้นมาด้วยตัวเอง เลยไม่แปลกที่มิติและขนาดของวัตถุในระยะใกล้ไกล เลยยังคงดูผิดสัดผิดส่วนไป ในขณะที่เรื่องแสงเงาก็ยังดูแปลกๆ ไม่สมจริง เพราะยังตัดไม่ขาดจากสไตล์และเทคนิคการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะแบบไทยที่ขรัวอินโข่งมีความถนัดช่ำชอง แต่ข้อสังเกตเหล่านี้ไม่ได้ทำให้คุณค่าของงานด้อยลงเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกันยังสร้างเสน่ห์ให้แก่ผลงานขึ้นอีกเป็นกอง งานของขรัวอินโข่งเลยกลายเป็นการผสมผสานศิลปะแบบตะวันตกกับศิลปะไทยแบบไม่มีใครกลืนใคร เกิดเป็นหมุดหมายสำคัญที่พงศาวดารประวัติศาสตร์ศิลปะสมัยใหม่ของไทยใช้อ้างอิงถึงจุดกำเนิด

About the Author

Share:
Tags: art / ขรัวอินโข่ง / Khrua In Khon /

เรื่องราวอีกมากมายที่คุณจะชอบ