
พอถึงปีที่ ๗ ของการประกวดเป็นนางสาวไทยคนที่ ๒ คือ คุณสว่างจิตต์ คฤหานนท์ เปลี่ยนมาประกวดในชุดกีฬาแทน คือสวมเสื้อมีแขนและนุ่งกางเกงกีฬาขาสั้นเหนือเข่าเล็กน้อย ทั้งผู้ชมและกรรมการจะได้เห็นขาของนางงามอย่างเปิดเผยสิ้นกังขา ไม่ต้องทำลี้ๆ ลับๆ ไปถลกดูหลังเวทีให้เป็นที่ประดักประเดิดทั้งกรรมการและนางงามเอง
เมื่อได้นางงามสยาม ๕ คน นางสาวไทย ๒ คน แล้วก็ต้องหยุดอยู่แค่นั้น เพราะเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ และสงครามอินโดจีน พ.ศ. ๒๔๘๔-๒๔๙๐
นางสาวไทยสมัยหลังสงคราม เริ่มต้นปีพ.ศ. ๒๔๙๑ นางสาวไทยก็เริ่มใส่ชุดว่ายน้ำ รองเท้าส้นสูงเข้าประกวดให้ดูเป็นสากลขึ้น ปีแรกชุดว่ายน้ำของคุณลัดดา สุวรรณสุภา ยังเป็นแบบกระโปรงกางเกงสั้นเหนือเข่าเล็กน้อย (หรือที่เรียกว่ากระเปรง) ปีต่อมาก็พัฒนาเป็นชุดว่ายน้ำที่สั้นขึ้น แต่คลุมทับกางเกงชั้นในไว้ เมื่อนางงามนุ่งน้อยห่มน้อยเดินประกวดกันในคืนฤดูหนาวเดือนธันวา จึงเริ่มมีผ้าคลุมสำหรับตำแหน่งนางสาวไทย สงสารแต่พวกรองนางสาวไทยที่นอกจากต้องยืนถือถ้วยใบเล็กกว่าแล้วยังต้องยืนตากลมหนาวอยู่นาน ยิ่งเวทีเป็นเวทีกลางแจ้งก็ยิ่งหนาวมาก เวทีประกวดนางงามทางภาคเหนือที่คัดตัวเพื่อส่งชิงตำแหน่งนางสาวไทย ใต้พื้นไม้กระดานเวทีถึงกับต้องมีเตาถ่านอั้งโล่คอยให้ความอบอุ่นแก่นางงามตามจุดที่นางงามต้องยืน และระหว่างเดินโชว์ตัวในจุดที่นางงามต้องหยุดหมุนตัว ก็ต้องมี “ฮีตเตอร์” เตาถ่านอยู่ข้างใต้เสมอ นางงามจะได้หยุดรับความอุ่น และผู้ชมจะได้เห็นนางงามชัดๆ นานๆ ขึ้นอีกนิด
พูดถึงสถานที่จัดประกวดก็เปลี่ยนย้ายไปตามความเหมาะสมเมื่อผู้ชมมากขึ้น จากวังสราญรมย์ ไปสวนอัมพร จนกระทั่งย้ายไปสร้างเวทีกลางแจ้งที่เกาะลอยสวนลุมพินี เพราะไม่มีอาคารขนาดใหญ่ที่จุคนได้มากและปรับอากาศแบบคอนเวนชั่นฮอลล์จุคนได้มากเหมือนสมัยนี้

“โฉมเอย โฉมงาม อร่ามแท้ แลตะลึง…”
เพลงนี้เป็นเพลงคู่กับการประกวดนางสาวไทย ใช้เป็นเพลงประกอบการเดินประกวดอยู่หลายสิบปี เพลงนี้มิได้มีตั้งแต่แรกเริ่ม วงสุนทราภรณ์บรรเลงเพลงประกอบการเดินด้วยเพลงอะไรต่างๆ ก็ไม่มีใครจดจำ ในปีพ.ศ. ๒๔๙๖ ทันทีที่ประกาศว่าคุณอนงค์ อัชชวัฒนา ได้ตำแหน่งนางสาวไทยคนที่ ๑๒ “เพลงนางฟ้าจำแลง” นี้ก็ถูกบรรเลงขึ้นเป็นครั้งแรก ครูเอื้อ สุนทรสนานแต่งขึ้นเพื่อรับขวัญนางสาวไทยคนใหม่ปีนั้น และเพลงนี้ก็ถูกใช้เป็นเพลงร้องและบรรเลงคลอการเดินประกวดนางสาวไทยตั้งแต่นั้นมา จนกระทั่งนางสาวไทยสมัยใหม่เขาเลิกเดินในจังหวะ Quick Waltz กันแล้วเพราะมันไม่ “โจ๊ะ” พอที่จะเข้าจังหวะการเดินเด้งฉับๆ ของนางงามสมัยนี้
การประกวดนางสาวไทยยังคงจัดควบคู่กันกับงานฉลองรัฐธรรมนูญมาจนถึงพ.ศ. ๒๔๙๗ นางสาวไทยคนที่ ๑๓ คุณสุชีลา ศรีสมบูรณ์ การประกวดก็หยุดไปเนื่องจากเกิดการปฏิวัติ อำนาจการปกครองตกอยู่กับฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับรัฐธรรมนูญที่ฉลองกันอยู่ได้ ก็เลยงดจัดงานฉลองรัฐธรรมนูญ และการประกวดก็งดตามไปโดยปริยาย แม้ต่อมาจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จะยึดอำนาจได้ ก็ไม่มีการประกวดนางงามทั้งๆ ที่รู้กันทั่วว่าท่านชอบสะสมสาวงามเป็นอนุภรรยามากถึง ๘๑ คนก็ตาม

การเมืองทำให้การประกวดนางสาวไทยเว้นไปถึง ๑๐ ปีระหว่างนั้น แต่มีการประกวดนางงามอื่นๆ ขึ้นมามากมาย ซึ่งรัฐบาลไม่ได้เป็นผู้จัด เช่น นางงามตุ๊กตาทอง เทพีเมษาฮาวายที่เพชรา เชาวราษฎร์ ได้ตำแหน่งแล้วแจ้งเกิดเป็นนางเอก นางสาวถิ่นไทยงาม ฯลฯ และหนึ่งในนั้นมีนางงามวชิราวุธานุสรน์ ที่จัดโดยสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย เพื่อหารายได้บำรุงกิจกรรมสมาคม โดยใช้สถานที่วังสราญรมย์ จัดกันมาต่อเนื่องหลายปี จนถึงปีพ.ศ. ๒๕๐๗ ทางสมาคมฯ มีแผนจะส่งเข้าประกวด Miss Universe เขามีข้อแม้ว่าจะต้องเป็นนางสาวประจำประเทศไทยเท่านั้น นางสาววชิราวุธฯ ได้รับอนุมัติในปีนั้นให้เป็นการประกวดนางสาวไทยได้ และผู้ที่เริ่มศักราชใหม่ของนางสาวไทยสมัย “โกอินเตอร์” ก็คือ คุณอาภัสรา หงสกุล ซึ่งเธอก็ได้นางงามจักรวาล หรือ Miss Universe เป็นคนแรกของไทย

อันที่จริงก่อนหน้านั้น จะเคยมีสาวไทยเข้าประกวด Miss Universe แล้ว ๒ ท่าน ท่านแรกคือคุณอมรา อัศวนนท์ รองนางสาวไทยปี อนงค์ อัชชวัฒนา แต่เขาส่งคุณอมราไปเพราะภาษาอังกฤษดีกว่า และท่านที่สองคือ สดใส พานิชวัฒนา (รศ. สดใส พันธุมโกมล) กำลังศึกษาในสหรัฐอเมริกา สมัครเข้าประกวดในนามประเทศไทยและได้ตำแหน่งนางงามมิตรภาพ
การจัดประกวดนางงามกลายเป็นเรื่องธุรกิจที่เฟื่องฟู บริษัทที่จัดประกวด Miss Universe ก็เป็นการทำธุรกิจไม่ใช่บริษัทไก่กาที่ไหนหรือใครจะเดินเข้าไปสมัครเวที Miss Universe ก็ได้อีกต่อไป จะต้องเป็นบริษัทที่จ่ายเงินซื้อลิขสิทธิ์การจัดประกวด Miss Thai Universe หรือไทยจักรวาล จากบริษัทแม่เท่านั้น ลิขสิทธิ์การจัด Miss Thai Universe ก็ซื้อขายเปลี่ยนมือกันไปจากสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธฯ ไปหลายทอดแล้วแม้แต่การจัดประกวด Miss Universe เองก็ซื้อขายลิขสิทธิ์เป็นทอดๆ เช่นเดียวกัน มันคือธุรกิจชนิดหนึ่ง

ปัจจุบันนางสาวไทยที่ไม่ใช่นางงามไทยจักรวาลก็ยังเป็นลิขสิทธิ์ของสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัยต่อไป เป็นกิจกรรมหาทุนบำรุงกิจกรรมสมาคมฯ แต่ล่าสุดก็ได้ร่วมมือกับผู้ชำนาญการจัดการประกวดคือ บริษัท ทีพีเอ็น โกลบอล (ซึ่งถือลิขสิทธิ์จัดการประกวดนางงามไทยจักรวาลด้วย) มาจัดการประกวดให้
นางสาวไทยคนล่าสุดเป็นคนที่ ๕๓ จัดเมื่อต้นปี ๒๕๖๕ นี้คือ นางงามจากภูเก็ต “นิต้า” มานิตา ดวงคำ ฟาร์เมอร์ แม้เธอเป็นไทยลูกครึ่งอเมริกัน หน้าตาจะออกไปทางฝรั่ง แต่เธอก็พูดชัดคล่องทั้งภาษาอังกฤษและไทย
หน้าที่ของนางสาวไทย และรองทั้ง ๔ จะทำหน้าที่เป็นทูตวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของประเทศไทยเป็นหลัก แม้จะไม่ได้เข้าประกวด Miss Universe อีกต่อไป แต่ก็คงไปประกวดเวทีสากลอื่นได้ที่ไม่ติดลิขสิทธิ์ นางสาวไทยคนที่ ๕๑ (เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว) ไปคว้านางงามนานาชาติ Miss International ที่ประเทศญี่ปุ่น และรางวัลราชินีแห่งทวีปเอเชียมาแล้ว
นางสาวไทยเกิดขึ้นมา ๘๘ ปีแล้ว แม้จะผ่านการเปลี่ยนแปลงมามากมาย นางสาวไทยก็ยังคงเป็นขวัญใจของคนในชาติ และยังคงทำหน้าที่ “เพื่อชาติ” อยู่ต่อไป
ขอบคุณภาพถ่าย :
ดาราภาพยนต์ http://missosology.org www.thaimiss.com www.pinterest.com www.facebook.com/missthailand.tpn


