น้ำพุ…ภูมิปัญญาแห่งศตวรรษที่ ๑๘

เมื่อชื่นชมโบราณวัตถุต่างๆ ภายในพระราชวังจนเปรมใจแล้ว ไฮไลต์หนึ่งที่จะพลาดไม่ได้คือ “น้ำพุ” ซึ่งไม่ได้มีแค่ความงดงามอย่างเดียว แต่ยังมีภูมิปัญญาอันน่าทึ่งของศตวรรษที่ ๑๘ ที่น่าเรียนรู้อีกด้วย
วิศวกรรมการสร้างน้ำพุของพระราชวังปีเตอร์ฮอฟ เป็นผลงานชิ้นเอกที่ใช้แรงโน้มถ่วงเป็นหลักโดยไม่มีการใช้เครื่องปั๊มน้ำเลย น้ำพุแรงโน้มถ่วงนี้ใช้วิธีกักเก็บน้ำไว้ในอ่างเก็บน้ำที่อยู่บนเนินเขา ส่งผ่านท่อมายังน้ำพุต่างๆ ร่วมกับช่วงเวลาน้ำทะเลหนุน ทำให้น้ำสามารถกระจายไปยังระบบต่างๆ ที่ซับซ้อนสำหรับน้ำพุหลายรูปแบบที่ซ่อนอยู่ในสวนถึง ๑๗๐ แห่ง โดยสามารถพ่นน้ำได้สูงถึง ๑๐-๑๕ เมตร และสำหรับน้ำพุหลักอย่างแกรนด์ คาสเคด (Grand cascade) และ น้ำพุแซมซั่น (Fountain of Samson) ที่มีหัวฉีดพิเศษ จึงสามารถพ่นน้ำได้สูงถึง ๒๐ เมตร ทีเดียว
เมื่อถึงเวลา ๑๑ นาฬิกาตรงน้ำพุอันตระการตาก็พวยพุ่ง นักท่องเที่ยวต่างยึดครองจุดที่ดีที่สุดในการชมน้ำพุแกรนด์ คาสเคด และ น้ำพุแซมซันฉีกปากสิงโต ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ครบรอบ ๒๕ ปีแห่งชัยชนะเหนือสวีเดนที่ทุ่งโปลตาวา เป็นการออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาลี บาร์โตเลมีโอ คาร์โล ราสเทรลลิ
หากกล่าวถึงความงดงามทางศิลปะของน้ำพุแห่งพระราชวังปีเตอร์ฮอฟ นับว่าเป็นการรวมเอาวิศวกรรมผนวกเข้ากับศิลปะได้อย่างลงตัว ทำให้ระบบน้ำพุเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้พระราชวังปีเตอร์ฮอฟงดงาม ไม่เพียงเท่านี้ด้วยระบบที่ไม่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าหรือเครื่องจักรใดๆ หากจะเรียกว่า “น้ำพุแห่งความยั่งยืน” (sustainable fountain) ก็ไม่ผิด



งานฟื้นลมหายใจราชินี
เสียงไกด์ชี้ให้ดูจุดสังเกตว่า “หากเห็นร่องรอยกระดำกระของงานประดับภายในพระราชวังแสดงว่าเป็นของเก่า ส่วนที่เห็นแวววาวจะเป็นของใหม่”
ร่องรอยหายนะจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในช่วงพุทธศักราช ๒๔๙๐-๒๔๘๗ กองทัพเยอรมันได้เข้าทำลายพระราชวังปีเตอร์ฮอฟอย่างหนัก จนตัวพระราชวังหลัก (Grand palace) กลายเป็นซากปรักหักพัง พวกทหารได้ปล้นสมบัติและทำลายงานศิลปะ มีการนำเฟอร์นิเจอร์ล้ำค่าไปเป็นเชื้อเพลิง น้ำพุจำนวนมากในพระราชวังได้ถูกทำลายไปด้วย ทั้งนี้เป็นเพราะพระราชวังปีเตอร์ฮอฟเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจของรัสเซีย
งานบูรณะพระราชวังปีเตอร์ออฟเริ่มต้นขึ้นทันทีหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ จบลง และยังดำเนินต่อมาจนถึงปัจจุบัน เรียกได้ว่า “เที่ยวไป ซ่อมไป” โดยมุ่งเน้นเป็นพิเศษในการรักษาวัสดุดั้งเดิมโดยเริ่มจาก
“การวิจัยและวางแผน” ศึกษาเอกสารทางประวัติศาสตร์เพื่อทำความเข้าใจการสร้างและการออกแบบดั้งเดิมของพระราชวัง จากนั้นจึงเริ่มทำการสำรวจสภาพอย่างละเอียดโดยนักอนุรักษ์และภัณฑารักษ์ เพื่อประเมินสภาพขององค์ประกอบต่างๆ เช่น ไม้ปิดทอง แผงปัก และสถาปัตยกรรมโดยระบุพื้นที่เสียหายและเสื่อมสภาพ
ในขั้นตอนต่อมาจึงเป็น “การเสริมโครงสร้างและรักษาความมั่นคงต่างๆ” มีการประกอบนั่งร้านขึ้นรอบๆ โครงสร้าง เพื่อเสริมความมั่นคงให้กับส่วนที่บอบบางหรือเสียหาย จากนั้นจึงทำการซ่อมแซมในเบื้องต้น ด้วยความร่วมมือของพิพิธภัณฑ์วิคตอเรีย และ อัลเบิร์ต ให้ข้อมูลว่าพื้นผิวปิดทองที่มีการชำรุดเสียหาย จะถูกรวบรวมก่อนที่จะเริ่มงานบูรณะที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

มาถึงขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของกระบวนการ คือ “การอนุรักษ์และฟื้นฟู” แบ่งออกเป็นหลายส่วน ได้แก่
งานอนุรักษ์เฉพาะทาง ที่ต้องมีการจัดการกับวัสดุเฉพาะ เช่น พวกสิ่งทอ ในขณะที่นักอนุรักษ์ทั่วไปจะจัดการกับปัญหาทางสถาปัตยกรรมและโครงสร้าง
งานอนุรักษ์กับการสร้างใหม่ ถือว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทาย ระหว่างงานอนุรักษ์ชิ้นส่วนดั้งเดิมที่เสียหายกับสร้างสิ่งที่เสียหายหนักหรือสูญหายขึ้นมาใหม่ ว่าทำอย่างไรจึงทำให้ทั้งสองประเภทนี้สมดุลกัน
งานอนุรักษ์เชิงกลยุทธ์ ในช่วงสงครามงานประติมากรรมล้ำค่าบางอย่างได้ถูกฝังไว้ใต้ดินเพื่อป้องกันความเสียหาย เป็นกลยุทธ์ที่ใช้รักษางานศิลป์เพื่อการบูรณะในอนาคต
หลังจากทำการอนุรักษ์แล้วจึงเป็นขั้นตอน “การฟื้นฟูและประกอบใหม่” แต่กระนั้นงานก็ยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ ยังต้องมี “การตรวจสอบและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง” ทั้งนี้เพราะการบูรณะเป็นกระบวนการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพราะยังมีวัตถุหรือคุณลักษณะบางอย่างยังคงได้รับการบูรณะมาจนถึงทุกวันนี้ โดยในช่วงทศวรรษ ๑๙๕๐ และ ๑๙๖๐ รัฐบาลรัสเซียได้มอบทุนในการบูรณะพระราชวังและบริเวณโดยรอบขึ้นมาใหม่ และในพุทธศักราช ๒๔๘๙ รัฐบาลไทยได้ร่วมสมทบทุนจำนวน ๑๒๐ ล้านบาท เพื่อใช้ในการบูรณะปีกตะวันตกและส่วนอื่นๆ ของพระราชวัง
งานอนุรักษ์พระราชวังปีเตอร์ฮอฟเรียกว่าเป็นงานที่มีความยืดหยุ่นที่สุดงานหนึ่งในโลกก็ว่าได้ เพราะต้องทำงานร่วมกันกับอาสาสมัครและหน่วยงานความร่วมมือจากหลายประเทศ พระราชวังปีเตอร์ฮอฟในวันนี้จึงกลับมางามสง่าควรค่าแก่การมาชม แต่ควรเลือกฤดูกาลที่เหมาะสม เพราะถ้าไปฤดูหนาวน้ำจะกลายเป็นน้ำแข็ง จะพลาดชมน้ำพุอันตระการตาไปอย่างน่าเสียดาย

ภาพปรังหักพังเมื่อครั้งพระราชวังถูกทหารเยอรมันทำลาย (ภาพจากพิพิธภัณฑ์พระราชวังปีเตอร์ฮอฟ)



