Tuesday, May 26, 2026
ชื่นชมอดีต

โสกันต์ เกศากันต์ พระราชพิธีที่หายไปหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ม.ล. ภูมิใจ ชุมพล
ในความประทับใจเกี่ยวกับพิธีโสกันต์

ไม่มีภาพจากอดีตชุดใดที่ยังสามารถสร้างความตื่นตาตื่นใจให้คนรุ่นหลังได้เท่ากับภาพชุดพระราชพิธีโสกันต์ ที่มียุวกษัตริย์และเจ้านายพระองค์เล็กๆ แต่งพระองค์ในชุดฉลองพระองค์แบบโบราณราชประเพณี ซึ่งสร้างขึ้นอย่างประณีตบรรจง จนอาจนิยามได้ว่าเป็นภาพของเทวดาองค์น้อยๆ ที่ถูกจารีตขึ้นตามความนึกคิดและจินตนาการอย่างไทยๆกล่าวกันว่าพระราชพิธีโสกันต์ของพระบรมวงศานุวงศ์ หรือถ้าจะเรียกอย่างสามัญว่าพิธีโกนจุกของเด็กซึ่งกำลังโตถึงวัยที่จะก้าวย่างสู่ความเป็นผู้ใหญ่นี้ มีความเป็นมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นราชธานี และค่อยๆ ตกทอดและวิวัฒนาการสูงส่งขึ้นเรื่อยๆ ในระบอบพระมหากษัตริย์สมมติเทวะของพระนครศรีอยุธยาซึ่งได้นำความเชื่อพื้นถิ่นของสุวรรณภูมิที่มีมาแต่เก่าก่อน เข้าผสมผสานความเชื่อของลัทธิพราหมณ์ที่แพร่มาจากอารยะภารตะของชมพูทวีป อีกทั้งการผนวกพิธีกรรมของพระพุทธศาสนาเข้าด้วยกัน จนดูกลมกลืนเหมือนขั้นตอนเดียว เฉกเช่นที่ปรากฏในพระราชพิธีสำคัญอื่นๆ ของราชสำนัก

เมื่อสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเป็นมหานครแห่งรัฐสยามใหม่ จึงมีความเร่งรัดที่จะปฏิสังขรณ์ระบบการปกครอง กฎหมาย และระเบียบแบบแผน ทั้งทางวัฒนธรรมและจารีตประเพณี ซึ่งล้วนแล้วแต่คัดลอกและเลียนแบบจากกรุงเก่า คือ กรุงศรีอยุธยาตอนปลายขึ้นมาใหม่ทั้งหมด โดยอาศัยหนังสือและตำราต่างๆที่ยังคงเหลืออยู่ตามหัวเมืองที่รอดจากการถูกทำลายโดยข้าศึก รวมถึงคำบอกเล่าจากความทรงจำของคนที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในนครหลวงเก่าเป็นเค้าร่าง

ในส่วนของการฟื้นฟูพระราชพิธีต่างๆในราชสำนักนั้น ได้ประมวลจากความรู้ที่ได้รับพระราชทานจากเจ้าฟ้าพินทุวดี พระราชธิดาในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศของกรุงศรีอยุธยาซึ่งทรงมีพระชนม์ชีพยืนยาวมาถึงในช่วงต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ จนสามารถนำมาตั้งเป็นกฎระเบียบอันเคร่งครัดของราชสำนักแห่งใหม่นี้ พระราชพิธีโสกันต์ตามแบบฉบับดั้งเดิมนั้นมีความวิจิตรพิสดารและละเอียดลออ ต้องใช้เวลานานถึง 7 วัน 7 คืน ที่จะดำเนินตามทุกๆขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อสะท้อนถึงความศักดิ์สิทธิ์ของระบบสมมติเทวะของพระมหากษัตริย์ไทย มีการก่อสร้างภูเขาไกรลาสจำลองและสระอโนดาตที่เชิงเขาเพื่อเป็นฉากเล่าเรื่องราวตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ให้เป็นรูปธรรม โดยมีเจ้านายพระองค์น้อยๆเสด็จเข้าร่วมในพิธีกรรมการอาบน้ำซึ่งถือเป็นน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ เพราะไหลรินมาโดยตรงจากองค์พระศิวะผู้ซึ่งประทับอยู่บนยอดเขาไกรลาสนั่นเอง โดยน้ำนี้จะพวยพุ่งออกจากปากของตุ๊กตาสัตว์ป่าหิมพานต์ที่สร้างไว้เหนือสระอโนดาตจำลอง คือ คชสีห์ ราชสีห์ ม้า และโค

พิธีกรรมทางพราหมณ์ที่ได้บรรยายถึงไปแล้วนั้น จะถูกจัดสลับซ้อนอย่างแนบเนียนกับพิธีกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับความเชื่อพื้นถิ่นดั้งเดิมรวมทั้งสะท้อนให้เห็นถึงปรัชญาทางพระพุทธศาสนา ซึ่งในสมัยช่วงต้นของกรุงรัตนโกสินทร์นั้น พระราชพิธีโสกันต์มักจะถูกจัดขึ้นในเดือน 4 พร้อมๆ กับพระราชพิธีสัมพัจฉรฉินทร์ ซึ่งเป็นพิธีขับไล่ภูตผีปีศาจ มีการทำเสียงดังจากการจุดประทัด และยิงปืนใหญ่ และเจริญบทสวดอาฏานาฏิยสูตรตลอดทั้งคืนจนรุ่งสางเพื่อเป็นการขจัดและชำระล้างความชั่วร้ายให้หมดสิ้นไป

งานเฉลิมฉลองสมโภชจัดรอบๆ กำแพงพระบรมมหราชวัง พ.ศ. ๒๔๔๒

การเจริญพระพุทธมนต์และการถวายอาหารและสิ่งของต่างๆ แด่พระภิกษุสงฆ์ตลอดช่วงเวลาหลายๆ วันของพระราชพิธีโสกันต์ และพิธีโกนจุกในบ้านของสามัญชนยังเป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญอันยิ่งยวด เพราะเป็นพิธีกรรมที่เชื่อกันว่าจะเสริมสร้างบุญบารมีและสิริมงคลต่อเด็กที่เข้าร่วมพิธี อีกทั้งวงศ์ตระกูลของเด็กคนนั้นด้วย ในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา ได้เกิดการปฏิรูประบบการปกครองระบบราชการ และขนบธรรมเนียมขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการเปิด และยกระดับสยามให้ทัดเทียมกับอารยะประเทศ ความเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นกับพระราชพิธีต่างๆ ในพระราชสำนักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

มีการตัดทอนและปรับปรุงขั้นตอนและขนาดของงานต่างๆ ให้เหมาะสมขึ้น อาทิการสร้างพระเมรุมาศฯ ในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์นั้น ลดขนาดความยิ่งใหญ่ลงจากเดิมเป็นอันมาก มีการผสมผสานรูปแบบและพิธีการ อีกทั้งเพิ่มเครื่องประดับประดา และการแต่งกายแบบตะวันตกเข้ามาด้วยในโอกาสต่างๆ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าพระราชพิธีโสกันต์นั้นนับเป็นพระราชพิธีหนึ่งซึ่งยังคงไว้ซึ่งความเป็นดั้งเดิมอย่างเคร่งครัดตราบจนปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงแม้ว่าจะถูกลดขั้นตอนและระยะเวลาของพระราชพิธีลงบ้าง เพื่อให้เหมาะสมกับยุคและสภาพคล่องทางเศรษฐกิจก็ตาม

ถ้าจะวิเคราะห์กันอย่างถ่องแท้แล้วเศรษฐกิจมีผลกระทบอย่างยิ่งใหญ่อลังการต่อพระราชพิธีโสกันต์ของยุวกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ หรือพิธีเกศากันต์ของเจ้านายชั้นรองลงมา และพิธีโกนจุกของเหล่าขุนนางและชาวประชาโดยทั่วไปเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากการจัดงานที่ยิ่งใหญ่นี้จะเปรียบเสมือนเป็นการประกาศสถานะความเปลี่ยนแปลงของลูกหลานในครอบครัวที่กำลังจะก้าวย่างสู่ความเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว และพร้อมที่จะออกเรือนไป ในที่สุดแล้วยังเป็นการแสดงความมั่งคั่งของราชวงศ์ และของต้นตระกูลนั้นอย่างเต็มพิกัด เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายของผู้เข้าพิธีจึงมีความสำคัญอันยิ่งยวด เพราะช่วยบ่งบอกถึงระดับฐานันดรของผู้สวมใส่เช่น ถ้าเป็นชั้นยุวกษัตริย์ หรือสมเด็จเจ้าฟ้าฉลองพระองค์จะทำจากพระภูษาไหมยกด้วยลายด้ายทองคำ ประดับประดาด้วยเพชรล้วนทั้งพระองค์ ส่วนเจ้านายชั้นรองๆลงมา จะลดหย่อนความอลังการของเครื่องประดับและอัญมณีตามสถานะ

กรณีศึกษาที่น่าสนใจอันหนึ่งคือพระราชพิธีโสกันต์ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯให้จัดพระราชทานพระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต พระราชโอรสบุญธรรมที่ทรงสิเน่หาประหนึ่งเป็นพระโอรสของพระองค์เอง และทรงตั้งพระราชหฤทัยเต็มที่ว่าจะทรงพระราชทานพระภูษาเครื่องทรงชุดเดียวกันกับที่พระองค์เคยทรงเข้าพระราชพิธีโสกันต์เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ อันมีพระนวมประดับอัญมณี และหงส์เพชรคู่ห้อยเพชรเม็ดใหญ่รูปทรงหยดนำ้าลำ้าค่าประดับอยู่บนพระอังษะทั้งสองข้าง แต่สิ่งที่เป็นที่สุดคือพระเกี้ยวยอดเพชร ซึ่งใช้ครอบพระเมาฬีอันบ่งบอกถึงพระอิสริยยศชั้นเจ้าฟ้า มีความจำเป็นต้องถอดยอดพระเกี้ยวออกเพื่อให้สะท้อนถึงพระสถานะชั้นพระองค์เจ้าของพระราชบุตรบุญธรรมพระองค์นั้น

สิ่งที่เป็นที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือถ้าในกรณีที่เจ้านายพระองค์นั้นเป็นราชกุมารี จะทรงได้รับเครื่องทรงเข้าพระราชพิธีโสกันต์แบบราชกุมาร จนกระทั่งเมื่อทรงตัดพระเมาฬีแล้วจึงทรงผลัดฉลองพระองค์เสียใหม่เป็นเครื่องทรงแบบราชนารี ซึ่งเป็นการยืนยันการก้าวเปลี่ยนจากวัยเด็กสู่วัยผู้ใหญ่อย่างชัดเจน ดังที่ปรากฏในภาพทั้งสี่ภาพของพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าเฉลิมเขตมงคล และพระองค์เจ้ารำไพประภา

ฉลองพระองค์และเครื่องทรงที่ใช้ในพระราชพิธีโสกันต์ยังบ่งบอกอย่างชัดเจนถึงการผสมผสานระหว่างความเชื่อต่างๆนอกจากหงส์เพชรคู่อันเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นของพระพาหนะแห่งพระพรหมแล้วในภาพหลายๆ ภาพ เราจะเห็นว่าเจ้านายจะทรงสวมมงคลทำจากสายสิญจน์ 108 เส้นรวบไว้บนพระเศียร และยังทรงถือกระบองเพชรทองคำที่ทำเลียนแบบดั้งเดิม ที่ทำจากใบตาลเหลาให้เพรียวยาวและพับปลายลง มีจารึกคาถาอักขระโบราณลงอาคม โดยอุปมาว่าเป็นอาวุธของท้าวเวสสุวัณ เจ้าแห่งยักษ์ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้เป็นของมงคลที่เจ้านายและข้าราชสำนักจะได้รับแจกในพระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์ ที่มีจัดในช่วงต้นของกรุงธนบุรีกระทั่งรัตนโกสินทร์ และถึงแม้ว่าพระราชพิธีดังกล่าวได้ถูกยกเลิกไปแล้ว ของมงคลทั้งสองสิ่งนี้ก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่ตลอดมาในพิธีโสกันต์ที่ได้จัดขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายในช่วงปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ขอบคุณภาพเก่า ม.ล. ภูมิใจ ชุมพล หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

About the Author

Share:
Tags: วัฒนธรรม / ฉบับที่ 1 / วัด ประเพณี วัฒนธรรม การละเล่น / โสกันต์ เกศากันต์ / เด็กหัวจุก / ผมจุก / พระราชพิธี /

เรื่องราวอีกมากมายที่คุณจะชอบ