

ตลอดพระชนม์ชีพ เจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ ได้ถวายงานสนองพระเดชพระคุณด้วยความเข้มแข็งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในราชการสงครามป้องกันพระราชอาณาจักรหลายครั้ง ที่ดุเดือดและมีชื่อเสียงที่สุด ก็คือ การรบที่ปากพิง หนึ่งในสมรภูมิสำคัญของสงครามเก้าทัพ
สงครามครั้งนั้น กรมหลวงอนุรักษ์เทเวศน์ถือพล ๑๕,๐๐๐ คน ขึ้นไปตั้งทัพสกัดพม่าที่บ้านปากพิง นครสวรรค์ ซึ่งเป็นชัยภูมิสำคัญ เพื่อสกัดทัพพม่าที่ลงมาจากทางเหนือจะต้องผ่านทางนี้หรือถ้าเข้ามาทางด่านอุทัยธานีสู่ชัยนาท ไทยก็สามารถเคลื่อนทัพลงมารับ แม้กระทั่งพระนครเกิดคับขันเพราะกาญจนบุรี ราชบุรีแตก จะถอยทัพลงมาเสริมกำลังก็สามารถทำได้ทันท่วงที แต่ปรากฏว่าทัพไทยมีชัยชนะทุกสมรภูมิ
กรมพระราชวังบวรสถานพิมุขมีพระนามเดิมว่า “ทองอิน” ทรงถือกำเนิดตอนปลายกรุงศรีอยุธยาทรงเป็น “หลานน้า” ของรัชกาลที่ ๑ เพราะพระมารดาคือท่านสา (ต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี) เป็นพระพี่นางในสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
ทั้งกาญจนบุรี ราชบุรี สมเด็จกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ก็นำทัพต่อลงไปตีหัวเมืองปักษ์ใต้ที่กำเริบแข็งเมือง เหลือแต่ทัพพม่าทางเหนือด้านเดียว ที่รัชกาลที่ ๑ กำลังจะนำทัพขึ้นมาด้วยพระองค์เอง ดังนั้นในวันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๒๘ เวลาเช้า ทัพไทยจึงเข้าโจมตีทัพพม่าทุกค่าย ที่ปากน้ำพิง จนค่ำทุ่มหนึ่งทัพพม่าก็แตกฉานหนีข้ามแม่น้ำไปฟากตะวันตก ศพลอยเต็มแม่น้ำจนกินน้ำไม่ได้ ที่ถูกจับเป็นเชลยก็มาก
จากนั้นทัพไทยก็ขึ้นไปช่วยเมืองนครลำปางที่ถูกทัพพม่าล้อมอยู่ รบกันได้รับชัยชนะอีก เสร็จสงครามเก้าทัพแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชพระราชทานบำเหน็จแก่แม่ทัพนายกองตามสมควรแก่ความชอบ และโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ ขึ้นเป็นกรมพระดำรงพระเกียรติยศเป็น กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข พระองค์ที่สอง
ของประเทศไทย



กรมพระราชวังหลัง มีพระราชศรัทธาในพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์อารามน้อยใหญ่ เช่น วัดบางว้าน้อยวัดเก่าแก่ริมคลองบางกอกน้อย ก็โปรดให้ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ทั้งพระอาราม
ต่อมา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯพระราชทานนามวัดนี้ว่า วัดอมรินทราราม นอกจากนั้นยังมีวัดเชิงเลน หรือวัดบพิตรพิมุขอีกวัดหนึ่ง ที่โปรดให้บูรณะขึ้นใหม่ทั้งพระอารามเช่นกัน ส่วนในต่างจังหวัดก็มีวัดกษัตราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดค้างคาว วัดท้ายเมือง จังหวัดนนทบุรี วัดกลาง วัดบูรพา จังหวัดนครราชสีมา เป็นอาทิ
กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข มีพระอัครชายาชื่อ ทองอยู่ เรียกกันทั่วไปว่า เจ้าครอกข้างใน หรือเจ้าครอกทองอยู่ ได้รับยกย่องว่าเป็นเจ้านายที่มีฝีพระหัตถ์เป็นเลิศด้านอาหารคาวหวาน
พระองค์หนึ่ง ที่ลือชื่ออย่างยิ่งก็คือ ‘ขนมค้างคาว’ ทางด้านอักษรศาสตร์ก็ทรงพระปรีชายิ่ง ดังปรากฏผลงานด้านวรรณกรรมสำคัญ ๒ ชิ้น ได้แก่ กลอนบทละครเรื่องพระศรีเมือง และบทพระนิพนธ์แปล เรื่อง “ไซ่ฮั่น”

ภูมิภักดีแผ่นดิน ดิลกหล้า
ภูมิพระเกียรติพระนามิน ทรามาศ
ภูมิพระราชวังหลังฟ้า ฝากพื้น ภูมิสมัย

เมื่อมีพระชนมายุมากถึง ๕๖ ปี ก็ยังขอพระบรมราชานุญาตออกทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วเสด็จไปประทับที่วัดระฆังโฆสิตาราม จนทรงลาผนวช
เมื่อพระชนมายุได้ ๖๑ พรรษา กรมพระราชวังบวรสถานพิมุขก็เสด็จทิวงคต ในวันเสาร์ เดือนอ้าย ขึ้น ๑๐ คํ่า ปีขาล จุลศักราช ๑๑๖๘ ตรงกับวันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๔๙
ครั้นถึงเดือน ๖ ขึ้น ๑๐ คํ่า ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดพิธีพระเมรุที่ท้องสนามหลวง มีมหรสพสมโภช ๓ วัน แล้วได้พระราชทานเพลิง
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว สร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องอุทิศพระราชทาน ประดิษฐานไว้ที่ฐานชุกชีพระแก้วมรกต
ตลอดพระชนม์ชีพ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข ทรงเป็นแบบอย่างของเจ้านายที่อุทิศพระองค์ปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกิจสนองพระเดชพระคุณด้วยความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และต่อแผ่นดินสยาม อย่างหาที่สุดมิได้



