การพัฒนาที่ยั่งยืน
นางต้องใจ ธนะชานันท์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานความยั่งยืนและกลยุทธ์ กล่าวว่า “ความยั่งยืนเป็นรากฐานสำคัญของทุกมิติในการดำเนินธุรกิจของไทยเบฟ โดยเราได้น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะทรง ‘สืบสาน รักษา และต่อยอด เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎร’ พร้อมด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) ทั้ง 17 ประการมาเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนการดำเนินงานของกลุ่ม เพื่อสร้างลัพธ์ที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม”
ไทยเบฟมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน และเดินหน้าสู่เป้าหมายในการ ‘สรรสร้างการเติบโต
ที่ยั่งยืน’ (Enabling Sustainable Growth) เพื่อบรรลุการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ครอบคลุม Scope 1 2 และ 3 ภายในปี 2593 กลุ่มได้ขับเคลื่อนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย โดยบรรลุผลด้านความยั่งยืนที่สำคัญ (ไม่รวมการดำเนินงานของ F&N) ดังต่อไปนี้
- นำบรรจุภัณฑ์ขวดแก้วที่เก็บมาได้ กลับมาใช้ใหม่และรีไซเคิลได้ถึงร้อยละ 97 ของปริมาณบรรจุภัณฑ์ขวดแก้วที่จำหน่ายในประเทศไทย
- นำขยะอาหารและของเสียอื่น ๆ จำนวนร้อยละ 50.48 กลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์เพื่อวัตถุประสงค์อื่น
- มีสัดส่วนผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในประเทศไทยได้รับเครื่องหมาย “ทางเลือกสุขภาพ (Healthier Choice)” เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 74
- นำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในองค์กรได้ร้อยละ 42.6 ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมด
- ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ 2 ลงได้ร้อยละ 5.12 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2566
- ลดการใช้น้ำต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ลงร้อยละ 5.33 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
นอกจากนี้ ไทยเบฟยังได้ขับเคลื่อนโครงการด้านความยั่งยืนในด้านต่าง ๆ ของการดำเนินงาน ดังนี้
โครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ติดตั้งแผงผลิตพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาและแผงพลังงานแสงอาทิตย์ลอยน้ำในโรงงาน 41 แห่ง และในสถานที่ปฏิบัติงานอีก 8 แห่งในประเทศไทย เมียนมา เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย และฝรั่งเศส ซึ่งรวมกำลังการผลิตไฟฟ้าได้สูงสุด 61.86 เมกะวัตต์ (MWp) ในประเทศไทย ได้มีการติดตั้งหม้อต้มก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ที่โรงงานเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการใช้พลังงานจากน้ำมันเตาได้ 207,912 ลิตร และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 207 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ประมาณ 1.05 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ยังได้สร้างโรงงานผลิตก๊าซชีวภาพแห่งที่ 8 ของกลุ่มในจังหวัดราชบุรี ซึ่งจะช่วยลดการใช้นำมันเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไอน้ำได้ถึง 1.77 ล้านลิตรต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 57,193 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
การจัดการบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนและการหมุนเวียนบรรจุภัณฑ์
โออิชิและคริสตัลได้พัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยฝาขวดที่ยึดติดกับขวด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรีไซเคิลและลดปริมาณขยะพลาสติก ขณะที่เอสได้เปิดตัวเอสโคล่าขนาด 515 มล. ที่ผลิตขึ้นจากพลาสติกรีไซเคิล (rPET) ร้อยละ 100 ปัจจุบัน กลุ่มประสบความสำเร็จในการดำเนินโครงการเก็บคืนบรรจุภัณฑ์ครอบคลุมเกาะทั้ง 9 แห่งในภาคตะวันออกและภาคใต้ของประเทศไทย โดยโครงการดังกล่าวมุ่งพัฒนาแนวทางการเก็บคืนบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภคที่มีประสิทธิภาพและประหยัดต้นทุน สำหรับเกาะและพื้นที่ที่มักประสบปัญหาการจัดการขยะจากข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ ซึ่งในปี 2567 โครงการสามารถเก็บคืนบรรจุภัณฑ์ได้มากกว่า 2,500 ตัน
โครงการบริหารจัดการน้ำ
กลุ่มได้ดำเนินโครงการเพื่อสังคม ‘แบ่งปันน้ำสู่ชุมชน’ ในประเทศไทยและเมียนมา และได้ขยายโครงการ ‘น้ำดื่มสะอาด’ สู่โรงเรียนรอบพื้นที่โรงงานในประเทศไทย และติดตั้งระบบกรองน้ำในโรงเรียน 15 แห่งในภาคกลางของเวียดนามเพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นได้เข้าถึงน้ำดื่มสะอาด นอกจากนี้ กลุ่มยังได้ร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในการดำเนินโครงการพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่ ณ อำเภอเชียงดาว ภายใต้แนวคิด ‘ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง’ โดยไทยเบฟได้ดำเนินโครงการบูรณะซ่อมแซมฝายน้ำขี้เหล็ก (ฝายแม่นะ) เพื่อส่งน้ำไปยังพื้นที่เพาะปลูกกว่า 1,630 ไร่ โดยโครงการสามารถกักเก็บน้ำได้ปีละประมาณ 123,000 ลูกบาศก์เมตร ถึง 205,000 ลูกบาศก์เมตร อีกทั้งยังได้จัดตั้งกองทุนน้ำเพื่อให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้กลุ่มยังได้สนับสนุนการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติจำนวน 72 สถานี ร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ป่าต้นน้ำในภาพเหนือ ครอบคลุมลุ่มน้ำปิง วัง ยม และน่าน ในพื้นที่ 11 จังหวัด
ความมุ่งมั่นในการดำเนินงานด้านความยั่งยืนและการยึดมั่นในมาตรฐานการรายงานะดับสูงของไทยเบฟ ยังคงได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนกรกฎาคม 2568 ไทยเบฟได้สร้างประวัติศาสตร์ในการเป็นบริษัทเครื่องดื่มรายแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับรางวัล Best Sustainability-Linked Loan – Beverage จาก The Asset Triple A Sustainable Finance Awards 2025 นอกจากนี้เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 ของไทยเบฟยังได้รับการรับรองจาก Science-Based Targets initiative (SBTi) อีกทั้งยังได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกในกลุ่มดัชนี Dow Jones Sustainability Index World (DJSI World) โดย S&P Global ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 และกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 และได้รับคะแนนประเมินจาก Carbon Disclosure Project (CDP) เพิ่มขึ้นเป็นระดับ A จากเดิมที่ได้ A- ในปี 2567 ทั้งในด้านการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความมั่นคงทางน้ำ
กลุ่มงานทรัพยากรบุคคล
นายโสภณ ราชรักษา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดกลุ่มธุรกิจสุรา และผู้บริหารสูงสุดกลุ่มงานทรัพยากรบุคคลและสมรรถนะองค์กร กล่าวว่า “ไทยเบฟมุ่งมั่นเป็นหนึ่งในองค์กรสำหรับพนักงานที่ดีที่สุดในอาเซียน พร้อมทั้งสร้างโอกาสไร้ขีดจำกัดเพื่อให้พนักงานได้เรียนรู้ เติบโต และประสบความสำเร็จท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ด้วยการผสานแนวทางการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สอดคล้องกับเป้าหมายของกลุ่ม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กรภายใต้ PASSION 2030”
ไทยเบฟเชื่อว่าความพึงพอใจในสายอาชีพและโอกาสก้าวหน้าจะเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้พนักงานพร้อมทุ่มเท
ให้องค์กรได้ในระยะยาว กลุ่มจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคลและการเสริมสร้างขีดความสามารถขององค์กร โดยถือเป็นหัวใจของกลยุทธ์ในการส่งเสริมบุคลากรให้แข็งแกร่งและมีความสามารถ พร้อมเติบโตเคียงข้างไปกับบริษัท
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ไทยเบฟได้ใช้กลยุทธ์การพัฒนาบุคลากรแบบองค์รวม (Holistic People Development) เพื่อส่งเสริมให้พนักงานมีทักษะความสามารถที่สำคัญและจำเป็นต่อบทบาทหน้าที่ในปัจจุบันและเส้นทางอาชีพในอนาคต ทั้งนี้ กลุ่มได้ใช้เครื่องมือที่ปรับให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลอย่างแผนการพัฒนารายบุคคล (Individual Development Plan หรือ “IDP”) เพื่อให้เป้าหมายด้านอาชีพสอดคล้องกับสิ่งที่สำคัญต่อธุรกิจมากที่สุด นอกจากนี้ กลุ่มยังได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ระดับโลกเพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานเข้าถึงองค์ความรู้ชั้นนำ รวมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเอง ช่วยให้พนักงานสามารถพัฒนาทักษะและปิดช่องว่างด้านความสามารถได้ตามจังหวะของตนเอง อีกทั้งยังสนับสนุนให้พนักงานเติมเต็มทักษะความสามารถของตนเองด้วยการเรียนรู้จากเพื่อนร่วมงานและประสบการณ์จริงควบคู่ไปกับการอบรม โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนารายบุคคล
ไทยเบฟมุ่งมั่นพัฒนาและขยายบุคลากที่มีศักยภาพควบคู่ไปกับการยกระดับกระบวนการพัฒนาผู้นำอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ความสำเร็จระดับองค์กรในอนาคต ในปี 2567 กลุ่มได้บรรลุเป้าหมายในการสร้างความผูกพันของพนักงานด้วยคะแนนรวมร้อยละ 86 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายประจำปีที่กำหนดไว้ โดยมีการพัฒนาที่โดดเด่นในด้านสำคัญต่าง ๆ ทั้งการบริหารผลงาน ตราสินค้า ความหลากหลาย การมีส่วนร่วม ตลอดจนลักษณะงาน
สำหรับอนาคตข้างหน้า กลุ่มจะมุ่งเน้นการยกระดับทักษะเดิมและพัฒนาทักษะใหม่ของพนักงานด้วยแผนการดำเนินงานภายใต้ PASSION 2030 เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถใหม่ ๆ ที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจทั้งในด้าน Reach Competitively (การเข้าถึงผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ) และ Digital for Growth (ดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนการเติบโต)



