สายธุรกิจเบียร์ ประเทศไทย

นางนงนุช บูรณะเศรษฐกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อํานวยการใหญ่ และผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจเบียร์ ประเทศไทย กล่าวว่า “เรายังคงมุ่งมั่นเสริมแกร่ง ช้าง ซึ่งเป็นตราสินค้าหลักของเรา และเบียร์อันดับ 1 ของประเทศไทย พร้อมเสริมสร้างการมองเห็นตราสินค้าและการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องผ่านการขับเคลื่อนนวัตกรรมและกิจกรรมการตลาดที่ทรงพลัง ภายใต้กลยุทธ์หลัก 6 ประการ ที่ครอบคลุมการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์พรีเมียม เพิ่มศักยภาพการกระจายสินค้า ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน และพัฒนาการดำเนินงานด้านความยั่งยืน”
กลยุทธ์หลักทั้ง 6 ประการ ประกอบด้วย
- การบริหารจัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์ (Brand Portfolio Management):
- มุ่งมั่นเสริมแกร่งความเป็นผู้นำตลาดของช้างคลาสสิก ผ่านการขยายช่องทางจัดจำหน่ายและกิจกรรมการตลาดเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมาย โดยเน้นการสร้างการรับรู้ผ่านแพลตฟอร์มดนตรีและกีฬา
- ยกระดับกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้วยการเสริมแกร่งตราสินค้าช้างโคลด์บรูว์ เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตในตลาดแมสพรีเมียม (mass premium) ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
- นอกจากนี้ เบียร์ช้างยังเป็นที่ยอมรับในด้านมาตรฐานการผลิตที่เป็นเลิศ โดยช้างคลาสสิกและช้างเอสเปรสโซ่ลาเกอร์ สามารถคว้ารางวัลเหรียญทองจากเวทีอันทรงเกียรติอย่าง World Beer Championship 2025 จัดโดย Beverage Testing Institute ขณะที่ช้างโคลด์บรูว์ คว้ารางวัลเหรียญทองจาก British Bottlers’ Institute Awards 2025 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเวทีที่ทรงเกียรติที่สุดในอุตสาหกรรมและมีประวัติยาวนานกว่า 70 ปี
- เสริมแกร่งด้านช่องทางการจัดจำหน่าย (Strengthen Route-to-Market): เดินหน้าขยายช่องทางการจัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่องทั้งการบริโภคที่บ้านและการบริโภคที่ร้าน ด้วยการเสริมสร้างการมองเห็นสินค้า การมีสินค้าพร้อมจำหน่าย การใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัล การสร้างตราสินค้าที่ทรงพลัง และการผสานความร่วมมือกับร้านค้าและสถานที่จำหน่าย
- ความเป็นเลิศด้านการปฏิบัติงาน (Operational Excellence): การใช้วัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด การเพิ่มประสิทธิภาพในห่วงโซ่อุปทาน การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายทางการค้าอย่างเหมาะสม การนำระบบอัตโนมัติมาใช้กับกระบวนการทำงานที่สำคัญ รวมถึงการพัฒนาระบบการส่งมอบสินค้าถึงผู้บริโภคให้ดียิ่งขึ้น
- เสริมศักยภาพบุคลากร (Unlock People Capability): ลงทุนในการพัฒนาบุคลากรผ่านการฝึกอบรม การเสริมสร้างทักษะ การสนับสนุนด้านเครื่องมือและทรัพยากร เพื่อยกระดับศักยภาพการดำเนินงาน พร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ
- ความยั่งยืน (Sustainability): ยกระดับการดำเนินด้านความยั่งยืนด้วยการใช้พลังงานสะอาดและวัสดุบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำมารีไซเคิลได้
- สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ตราสินค้าช้าง (Unlock Value of the Chang Brand): มองหาโอกาสการเติบโตในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ด้วยน้ำแร่ธรรมชาติตราช้างและโซดาช้าง
สายธุรกิจเบียร์ ประเทศเวียดนาม
อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศเวียดนามเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง ท่ามกลางสภาวะการบริโภคที่ชะลอตัว อันเป็นผลกระทบจากข้อกำหนดตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 100 (Decree 100) และฉบับที่ 168 (Decree 168)
นายเลสเตอร์ ตัน เต็ก ชวน กรรมการผู้จัดการของซาเบโก้ กล่าวว่า “แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทาย แต่ Bia Saigon ยังสามารถครองความเป็นผู้นำตลาดเบียร์ในประเทศเวียดนาม โดยเรายังคงให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อเสริมสร้างตราสินค้า ขับเคลื่อนวัตกรรมผ่านการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ พัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงาน และผลักดันเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (“ESG”) เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง พร้อมรองรับการฟื้นตัวของตลาดในอนาคต โดยมุ่งเน้นดำเนินกลยุทธ์หลัก 4 ประการ อันจะช่วยส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนและมีความรับผิดชอบ”
กลยุทธ์หลัก 4 ประการ ประกอบด้วย
- เสริมแกร่งความเป็นผู้นำตลาด (Strengthen Market Leadership): รักษาความเป็นเบียร์อันดับ 1 ในประเทศเวียดนามของ Bia Saigon พร้อมทั้งเดินหน้าเสริมแกร่งความเป็นผู้นำตลาดสินค้าเมนสตรีม (mainstream) อย่างต่อเนื่อง
- ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อการเติบโต (Accelerate Innovation to Drive Growth): เดินหน้าลงทุนด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมทั้งสร้างโอกาสในการเติบโตของรายได้ โดยกลุ่มได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์เบียร์ 333 Pilsner และ Bia Saigon Chill ในรูปแบบกระป๋องขนาด 250 มล. เพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับราคาเป็นพิเศษ และผู้ที่ต้องการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่น้อยลง นอกจากนี้ยังได้เปิดตัว Bia Lac Viet รูปโฉมใหม่ที่มีความทันสมัยมากขึ้น เพื่อสร้างความน่าสนใจให้กับตราสินค้า รวมถึงจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาแห่งใหม่ขึ้นเพื่อพัฒนาสูตรและบรรจุภัณฑ์โดยเฉพาะ
- การดำเนินงานที่เป็นเลิศ (Operational Excellence): เสริมสร้างความสามารถในการทำกำไรและความเป็นเลิศในการปฏิบัติงานด้วยการใช้วัตถุดิบและพลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพิ่มประสิทธิภาพด้านการขนส่งสินค้าด้วยการพัฒนาการบริหารคลังสินค้าและกระบวนการขนส่ง และขยายช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านระบบอีคอมเมิร์ซและโมเดิร์นเทรด โดยหนึ่งในการดำเนินการที่สำคัญในปีนี้คือการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของซาเบโก้ในบริษัทร่วม Saigon Binh Tay Beer Group JSC (Sabibeco) จากร้อยละ 21.8% เป็น 65.9% ซึ่งจะช่วยเสริมประสิทธิภาพจากการทำงานร่วมกัน และขยายกำลังการผลิต โดยเฉพาะการผลิตกระป๋อง อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มตราสินค้า Sagota ของ Sabibeco เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์ อันจะช่วยเสริมแกร่งความเป็นผู้นำของซาเบโก้ ในฐานะบริษัทผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ที่สุดในเวียดนาม
- ขับเคลื่อนผลลัพธ์ที่ดีตามหลัก ESG (Drive Positive Impact through ESG Commitments):เดินหน้าสู่เป้าหมายด้าน ESG โดยทยอยเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน เพิ่มสัดส่วนการใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ บริหารจัดการน้ำตามแนวทางการใช้น้ำอย่างรับผิดชอบ ยกระดับด้านการกำกับดูแลกิจการและความโปร่งใส และร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นในด้านการบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงให้การสนับสนุนด้านกีฬาและวัฒนธรรม
ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์
ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์มีรายได้จากการขายช่วง 9 เดือน ปี 2568 ลดลงร้อยละ 0.7 จากปีก่อน เป็น 49,326 ล้านบาท แม้ปริมาณขายรวมจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 โดยการลงทุนในตราสินค้าและกิจกรรมทางการตลาดที่เพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคในทุกช่องทาง ประกอบกับส่วนแบ่งกำไรของบริษัทร่วมที่ลดลง ส่งผลให้ธุรกิจมี EBITDA ลดลงร้อยละ 6.3 เป็น 8,718 ล้านบาท
นายโฆษิต สุขสิงห์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่และผู้บริหารสูงสุดปฏิบัติการประเทศไทย ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานดิจิทัลและเทคโนโลยี กล่าวว่า “กลุ่มผลิตภัณฑ์ของเรายังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่การบริโภคชะลอตัวลง เราจะเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้ตราสินค้าหลัก พร้อมขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และนำเครื่องมือดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงผู้บริโภคทุกที่ ยิ่งไปกว่านั้น การรวมธุรกิจและการดำเนินงานของ F&N เข้ามาอยู่กับกลุ่มไทยเบฟ ยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งจากการผนึกกำลังกัน และยกระดับกลยุทธ์ด้านช่องทางการจำหน่ายให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เพิ่มศักยภาพของกลุ่มให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคด้วยผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่หลากหลาย ครอบคลุมทุกโอกาสของการดื่ม ควบคู่ไปกับการยึดมั่นดำเนินธุรกิจด้วยความยั่งยืน”
กลุ่มเดินหน้าตามกลยุทธ์ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่องผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่
- เสริมแกร่งตราสินค้าหลัก (Strengthen Core Brands):
- กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เดินหน้าลงทุนด้านการตลาดและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมและแข็งแกร่งในทุกตลาด รวมถึงสามารถตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพมากยิ่งขึ้น
- โออิชิ กรีนที ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดผ่านแคมเปญ “โออิชิ กรีนที รู้สึกดีทุก TEA เลย” ซึ่งเน้นสื่อสารถึงคุณประโยชน์ของสารแอลธีอะนีน (L-Theanine) ในชาเขียวที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ภายใต้แนวคิด “Positivi-Tea” ที่สนับสนุนให้ทุกคนค้นหาความสุขในทุกช่วงเวลา พร้อมทั้งขยายการเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ ๆ ด้วยการผลักดันโออิชิให้เป็นอีกหนึ่งเครื่องดื่มทางเลือกที่เหมาะกับหลากหลายโอกาส
- คริสตัลเดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำและจุดยืนอันเป็นเอกลักษณ์ในตลาดน้ำดื่มของประเทศไทย ด้วยกระบวนการผลิต 19 ขั้นตอนที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตระดับสากล ซึ่งมุ่งเน้นการใส่ใจรักษาสิ่งแวดล้อม โดยคริสตัลได้ดำเนินโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ อาทิ การเปิดตัวแคมเปญ “คริสตัล เซฟพื้นที่สีฟ้า” และการเปลี่ยนไปใช้ฝาแบบติดอยู่กับขวดเพื่อลดปริมาณพลาสติกที่ลงสู่ท้องทะเลและทำลายสิ่งแวดล้อม การดำเนินการเหล่านี้สอดคล้องกับกลยุทธ์ของไทยเบฟในการขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม
- เครื่องดื่มอัดลมเอส ยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตที่เหนือกว่าตลาดผ่านแคมเปญที่ทันสมัยและเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยต่อยอดแนวคิด “Born to be Awesome เกิดมาซ่า..กล้าเป็นตัวเอง” สู่การเปิดตัวแคมเปญ “เอส โคล่า เงยหน้าไปด้วยกัน” ที่สนับสนุนให้ผู้บริโภค Gen Z กล้าที่จะก้าวออกจากกรอบเดิม ๆ เพื่อเปิดรับประสบการณ์ใหม่ นอกจากนี้ เอสยังสร้างประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญในฐานะผู้สนับสนุนหลักของการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก FIVB ปี 2025พร้อมเปิดตัวแคมเปญ “เสิร์ฟเอส เชียร์ไทยให้ AWESOME” ที่มาพร้อมกระป๋องลายพิเศษในธีมวอลเลย์บอลให้ได้สะสม และกิจกรรมสุดพิเศษที่เปิดโอกาสให้แฟน ๆ วอลเลย์บอลได้มีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด
- กลุ่มได้ต่อยอดการผนึกกำลังจากการรวมธุรกิจและการดำเนินงานของ F&N ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์นมใหม่ ๆ ในประเทศไทย ซึ่งรวมถึง NutriWell (นิวทริเวล) เครื่องดื่มนมถั่วเหลืองพรีเมียม ซึ่งได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มทางเลือกเพื่อสุขภาพ (Healthier Choice) ภายใต้แนวคิด ‘Better Health and Wellness for a Better Life วิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีและสมดุล เพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น’ ที่มาพร้อมกับกิจกรรมส่งเสริมการขายทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงการขยายจุดจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อ เพื่อสร้างการรับรู้ การเข้าถึงสินค้า และการทดลองสินค้า ณ จุดขาย ในส่วนของ Magnolia กลุ่มยังคงเดินหน้าสร้างความตื่นเต้นกับตลาดอย่างต่อเนื่องด้วยการเปิดตัวไอศกรีม ‘Magnolia HERSHEY’s’ เพื่อขยายฐานผู้บริโภคไปยังกลุ่มใหม่ ๆ และมอบประสบการณ์สุดพิเศษแก่กลุ่มผู้ที่ชื่นชอบช็อกโกแลตโดยเฉพาะ
- การเข้าถึงผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ (Reach Competitively): เสริมสร้างขีดความสามารถในการเข้าถึงผู้บริโภคผ่านจุดขายในประเทศไทยกว่า 600,000 จุด รวมทั้งเครือข่ายการกระจายสินค้าในประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ ที่ครอบคลุมทั้งร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ร้านโชห่วย ตลอดจนช่องทางการให้บริการอาหารในโรงแรม ร้านอาหาร และบริการจัดอาหารนอกสถานที่ (HORECA)
- ดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนการเติบโต (Digital for Growth): เสริมสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคผ่านโซเชียลมีเดีย พร้อมทั้งนำข้อมูลเชิงลึกมาช่วยสนับสนุนการตัดสินใจ และขยายช่องทางการขายผ่านอีคอมเมิร์ซ ครอบคลุมทั้ง B2B ซึ่งรวมถึงแพลตฟอร์มตลาดออนไลน์รายใหญ่ และ D2C บนแพลตฟอร์มของกลุ่มเอง อาทิ Sermsuk Click ที่รวมผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ของกลุ่มไว้ในที่เดียวกัน
- สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Growth): กลุ่มได้ให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม การดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบ พร้อมทางสร้างประโยชน์ต่อสังคม นอกจากนี้ยังได้ขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณน้ำตาลน้อยและไม่มีน้ำตาล รวมถึงเครื่องดื่มที่ได้รับเครื่องหมาย ‘ทางเลือกเพื่อสุขภาพ’ พร้อมทั้งดำเนินโครงการด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และการติดตั้งแผงผลิตพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาของโรงงาน
ธุรกิจอาหาร
ธุรกิจอาหารมีรายได้จากการขายช่วง 9 เดือน ปี 2568 ลดลงร้อยละ 1.4 จากปีก่อน เป็น 16,563 ล้านบาท อันเป็นผลจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวลดลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายและความต้องการในตลาดโดยรวม นอกจากนี้ ต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงที่สูงขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจมี EBITDA ลดลงเป็น 1,578 ล้านบาท
นายไพศาล อ่าวสถาพร ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจอาหาร ประเทศไทย กล่าวว่า
“เราเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจอาหารด้วยกลยุทธ์ที่สมดุลระหว่างการขยายสาขาใหม่ การขับเคลื่อนการเติบโตของยอดขายที่แท้จริง การเสริมแกร่งพื้นฐานทางธุรกิจ และการพัฒนาด้านความยั่งยืน เพื่อมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารที่น่าประทับใจ พร้อมสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ลูกค้า พนักงาน และชุม”
กลยุทธ์หลัก 4 ประการที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจอาหารสู่ความสำเร็จในระยะยาว ได้แก่
- การขยายสาขาใหม่(New Store Expansion):
- เพิ่มจุดให้บริการร้านอาหารในพื้นที่ยุทธศาตร์ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงร้านอาหารของกลุ่มได้ดียิ่งขึ้น
- พัฒนารูปแบบร้านใหม่ ๆ ให้สอดคล้องกับทำเลและกลุ่มลูกค้าในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายและดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคใหม่ ๆ
- การขับเคลื่อนการเติบโตของยอดขายที่แท้จริง (Driving Organic Growth):
- ขับเคลื่อนการเติบโตของยอดขายในสาขาที่มีอยู่ ด้วยกิจกรรมส่งเสริมการขายที่น่าสนใจ และการสร้างสรรค์เมนูใหม่ ๆ
- ชาบูชิซึ่งเป็นร้านในกลุ่มโออิชิเดินหน้าปรับโฉมแบรนด์ครั้งใหญ่ โดยมุ่งเน้น 3 สิ่งสำคัญ ได้แก่ คุณภาพ ความสร้างสรรค์ และช่วงเวลาแห่งความสุข เพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับลูกค้าให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
- การเสริมแกร่งพื้นฐานทางธุรกิจStrengthen Business Fundamentals:
- พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้วยการบูรณาการหลักสูตรฝึกอบรมให้สอดคล้องกันสำหรับแบรนด์ร้านอาหารต่าง ๆ เพื่อรักษามาตรฐานในการให้บริการลูกค้าที่ดี และพัฒนาทักษะที่เหมาะสมให้แก่พนักงาน เพื่อให้สามารถทำงานในหลายแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- เพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินงานด้วยการจัดสรรจำนวนพนักงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดตามระบบวิเคราะห์การจัดการแรงงาน (labor matrix system) การสร้างรายงานสรุปภาพรวมของการดำเนินงานดิจิทัล (digital dashboards) และการลงทุนในระบบดิจิทัลต่าง ๆ เช่น ตู้จำหน่ายอาหารดิจิทัล ตลอดจนการจัดการห่วงโซ่อุปทานผ่านการผนึกกำลังภายในกลุ่มไทยเบฟเพื่อประสิทธิภาพให้การจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งต่าง ๆ
- การพัฒนาด้านความยั่งยืน(Embracing Sustainability):
- ร่วมมือกับเจ้าของพื้นที่ในการดำเนินโครงการจัดการขยะอาหารอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมความร่วมมือกับชุมชน
- ปลูกฝังและบูรณาการแนวปฏิบัติที่ยั่งยืนเข้ามาใช้ในการดำเนินธุรกิจอาหาร เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเสริมสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน


