
เทคนิค สีน้ำมันบนผ้าใบ
ขนาด 561 x 153 เซนติเมตร
‘วันนี้อาจารย์จะไปงานเลี้ยง
แสดงความยินดี
ของหม่อมถนัดศรีไหม?’
ลูกศิษย์ท่านหนึ่งถาม
ถวัลย์ ดัชนี ด้วยความสงสัย
ถวัลย์พลันตอบว่า
‘ไม่ไป เพราะผมไม่ถนัดสี
ผมถนัดแต่ขาว-ดำ’
ถวัลย์พูดอย่างติดตลก อารมณ์ดี แต่ที่กล่าวมานั้นคือเรื่องจริงที่ใครๆก็รู้ เพราะหนึ่งในชุดผลงานอันกลายเป็นภาพซิกเนเจอร์ในสายตาสาธารณชนของศิลปินไทยที่มีชื่อเสียงมากที่สุด จนถึงกับถูกยกย่องให้เป็นจักรพรรดิแห่งผืนผ้าใบท่านนี้ คือภาพสิงห์สาราสัตว์ที่ใช้สีดำเพียงสีเดียว วาดด้วยการตวัดพู่กันขนาดใหญ่ไม่กี่ครั้งอย่างฉับพลันลงบนฉากสีขาว ทิ้งทีแปรง ปล่อยละอองสีเอาไว้อย่างมีอารมณ์

ผลงานเทคนิคนี้เรียกกันว่า ซูมิเอะ (Sumi-e) ริเริ่มโดยพระสงฆ์นิกายเซนในญี่ปุ่นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14 เพื่อใช้เป็นหนทางในการฝึกสมาธิ โดยได้รับอิทธิพลมาจากจีน คำว่า ‘ซูมิ’ (Sumi) ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่าหมึกสีดำ และ ‘เอะ’ (E) แปลว่าภาพวาด ซูมิเอะเป็นศิลปะการวาดภาพด้วยน้ำหมึกสีดำแบบดั้งเดิม ที่เน้นความเรียบง่าย สมาธิ ใช้เทคนิคการตวัดพู่กันเพียงครั้งเดียวอย่างรวดเร็วเพื่อถ่ายทอดอารมณ์โดยไม่มีการร่างภาพ ไม่ลงสีซ้ำซ้อน ฝีแปรงที่เกิดขึ้นเหนือการควบคุมสะท้อนการยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบ หรือ วาบิ-ซาบิ (Wabi-Sabi) ซึ่งชื่นชมความงามที่แฝงอยู่ในความเรียบง่าย และสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
นอกจากหมึกสีดำแล้ว พื้นที่ว่างสีขาว หรือ โยฮากุ (Yohaku) ซึ่งเป็นฉากหลังของภาพ ยังนับเป็นองค์ประกอบสำคัญในหลักซูมิเอะ เพราะสิ่งนี้มีหน้าที่รักษาสมดุล และปลดปล่อยจินตนาการ

แต่ก่อนที่ถวัลย์จะถนัดขาวดำ ถวัลย์นั้นเคยเป็นศิลปินที่ถนัดสีมาก่อน และถนัดมากๆเสียด้วย ตั้งแต่สมัยที่เรียนศิลปะอยู่ที่โรงเรียนเพาะช่าง ต่อด้วยมหาวิทยาลัยศิลปากร ไปเรียนปริญญาโทและเอกที่ยุโรป จนถึงสมัยเพิ่งจบการศึกษามาใหม่ๆ ผลงานจิตรกรรมส่วนใหญ่ของถวัลย์นั้นประกอบไปด้วยสีฉูดฉาดมาโดยตลอด แต่ในขณะเดียวกันถวัลย์ก็ซุ่มวาดภาพซูมิเอะดำขาวนี้แบบเงียบๆควบคู่ไปกับการซ้อมยิงธนู ปามีดที่ออกแบบขึ้นเองเพื่อเข้าถึงจิตวิญญาณแห่งตะวันออก ฝึกฝนสมาธิ และเพิ่มพูนความแม่นยำ
เมื่อพรั่งพร้อมสมบูรณ์แบบทั้งแนวคิด และเทคนิคแล้ว ในที่สุดถวัลย์จึงตัดสินใจหักดิบเลิกสร้างสรรค์ผลงานด้วยสีสันที่หลากหลาย ดังที่ถวัลย์เคยเล่าไว้เมื่อ พ.ศ. 2543 กับนิตยสาร People ว่า
‘พอ 35 ผมไม่ใช้สีเป็นเครื่องปรุงแต่งอีกต่อไป ใช้แต่ดำกับขาวเท่านั้น…ความอยากที่มันน้อยลง ทำให้ผมมุ่งตรงไปสู่จุดสะเทือนใจ…ผมพยายามทำเรื่องราวที่ให้ความรู้สึกสะเทือนอารมณ์โดยไม่ใช้สีสันเลย และให้อารมณ์สะเทือนใจอย่างแท้จริง ไม่ต้องการเครื่องปรุงแต่งจากสภาวะภายนอก
อย่างรูปเขียนจีน เขาเขียนเรื่องจักรวาลทั้งหมดด้วยสีดำเพียงสีเดียว…ถือเป็นอภิปรัชญา ไม่ต้องใช้สีแต่ให้ความรู้สึกสะเทือนอารมณ์ ถ้าเราฟังเพลงออร์เคสตร้า เครื่องดนตรี 200 กว่าชิ้นให้ความรู้สึกสะเทือนอย่างหนึ่ง แต่บางคราว…ขลุ่ยเลาเดียว…ก็ให้ความรู้สึกสะเทือนอารมณ์มากกว่า’

เพื่อให้ถลำลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณอย่างถ่องแท้จนกลายเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกันกับผลงานที่ตนเองสร้างสรรค์ ถวัลย์เลือกที่จะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์สีดำสนิท อยู่อาศัยในบ้านสีดำทั้งภายนอก ภายใน ใช้เครื่องเรือนเป็นสีดำทั้งหมด รายล้อมตนเองไว้ด้วยเขา กระดูก หนัง เขี้ยว เล็บ ของสัตว์นานาชนิด ถวัลย์จึงคุ้นเคยกับทุกเฉดของสีดำ รวมถึงกายวิภาคของสิ่งมีชีวิตแทบทุกชนิดเป็นอย่างดี
จากภาพสไตล์ซูมิเอะยุคบุกเบิกที่มีฝีแปรงตวัดซ้อนทับกันเยอะๆ ถวัลย์ช่ำชองเทคนิคการควบคุมพู่กันขึ้นเรื่อยๆ และแตกฉานทุกสรีระท่วงท่าของสัตว์ จนสามารถลดทอนทีแปรง ตัดส่วนที่ไม่จำเป็น คงไว้แต่ส่วนที่เป็นสาระ จนเหลือเพียงการตวัดสีดำสีเดียวไม่กี่ครั้งก็สามารถเกิดเป็นภาพเสือร้องคำราม กระทิงโค้งขวิด ม้าโจนทะยาน ซึ่งล้วนอัดแน่นเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังราวกับจะพุ่งออกมาจากเฟรมที่พันธนาการไว้ได้ทุกเวลา

และในบรรดาสิงห์สาราสัตว์ทั้งหมด นกอินทรี คือหนึ่งในสัตว์ที่ถวัลย์นิยมชมชอบมากที่สุด ด้วยความที่เป็นราชาแห่งฟากฟ้า รูปทรงของปีกที่สามารถหุบกางได้ตามใจนึกคิด มีร่างกายที่ไม่ยึดติดอยู่กับแผ่นดิน หรือแกนโลก จะบินถลาหมุนวนกลับหัวกลับหางไปในทิศทาง ในท่าทางใดก็ได้ เมื่อนำมาถ่ายทอดลงเป็นผลงานจิตรกรรมจึงมีความอิสระ อ่อนช้อย พลิ้วไหว แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงไว้ซึ่ง แววตา จะงอยปาก และกรงเล็บ ที่คมกริบแข็งแกร่ง น่าเกรงขาม ไม่ประนีประนอม
ดังเช่นภาพ ‘นกอินทรี’ ชิ้นหนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นถึงจุดสูงสุดของภาพชุดซูมิเอะ หรือในวงการศิลปะไทยเรียกว่าภาพชุดฝีแปรง (Brushwork) ที่ถวัลย์สร้างสรรค์ขึ้นมาตั้งแต่ พ.ศ. 2543 ที่ต้องยอมรับว่าภาพนี้คือที่สุดของที่สุดเพราะประกอบไปด้วยคุณสมบัติพิเศษหลายประการหลอมรวมไว้อยู่ในผลงานชิ้นเดียว
คุณสมบัติประการแรกที่ปะทะสายตาผู้ชมทุกคนก่อนคือขนาด ในขณะที่ภาพชุดฝีแปรงแทบทั้งหมดถวัลย์มักวาดลงบนกระดาษเปล่าสีขาวขนาดยาวราวๆ 1 เมตร ภาพนกอินทรีชิ้นนี้ถวัลย์จัดหนักเลือกวาดลงบนผืนผ้าใบสั่งทำพิเศษขนาดยาวเกือบ 6 เมตร นับเป็นหนึ่งในภาพที่มโหฬารที่สุด และการที่จะวาดภาพด้วยฝีแปรงให้มีขนาดใหญ่เยี่ยงนี้ให้ลงตัวพอดิบพอดีเป็นเรื่องที่ยากมาก ถวัลย์ต้องเอื้อมกวาดวาดสุดแขนโดยใช้เรี่ยวแรงทั้งตัว แต่ละฝีแปรงยิ่งต้องแม่นยำกว่าปกติเพราะขณะปาดป้ายไม่สามารถถอยห่างออกไปมองภาพรวมได้ ในขณะเดียวกันการตวัดพู่กันยังต้องรวดเร็วเพื่อให้รอยทีแปรงมีความเคลื่อนไหว ไม่นิ่งตาย

อีกคุณสมบัติของภาพอินทรีชิ้นนี้คือองค์ประกอบที่แปลกตาไม่เหมือนกับผลงานของถวัลย์ชิ้นไหน เพราะโดยปกติแล้วในภาพเทคนิคซูมิเอะถวัลย์มักวาดสัตว์ตัวเดียวเพียงลำพังลงไป แต่ในภาพนี้ถวัลย์วาดนกอินทรีขนาดเต็มเฟรมถึง 2 ตัว ทั้งคู่ใช้กรงเล็บขยุ้มเกี่ยวกันไว้ในขณะที่บินกลับหัวกลับหางซึ่งกันและกัน หากใครไม่คุ้นเคยกับอุปนิสัยของนกอินทรีอาจมองว่าภาพนี้ดูผิดธรรมชาติ แต่จริงๆแล้วเวลานกอินทรีต่อสู้ประลองกำลังกันพวกมันจะใช้เล็บเกาะกันลักษณะนี้ไม่มีผิด แล้วบินหมุนวนสลับไปมาในทุกทิศทุกทาง นั่นหมายความว่าภาพนกอินทรีคู่จะอยู่ในมุมใดก็ได้อย่างอิสระ ผลงานชิ้นนี้แม้เดิมทีจะถูกวาดในแนวตั้ง แต่ตอนที่ถวัลย์แสดงให้นักสะสมคนสนิทได้เห็นภาพนี้ถูกแขวนอยู่ในแนวนอน ยิ่งน่าสนใจว่าต่างองศาต่างมุมมองต่างก็ให้อารมณ์ลงตัวไปคนละแบบซึ่งภาพวาดน้อยชิ้นนักจะมีคุณสมบัตินี้
ถ้าเป้าหมายทางปรัชญาของงานศิลปะคือความสะเทือนทางอารมณ์ ถวัลย์ ดัชนี นั้นได้บรรลุแล้วเป็นอย่างดีโดยใช้สีเพียงสีเดียวได้ เพราะภาพนกยักษ์สีดำทะมึนคู่นี้ดูราวกับกำลังกระพือปีกขยับเขยื้อน เกิดลม เกิดเสียงกึกก้องกัมปนาทขึ้นฉับพลันในจินตนาการ ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็รู้สึกถึงพละกำลัง จังหวะของฝีแปรง ที่แรง เร็ว เด็ดเดี่ยว และแม่นยำ เฉกเช่นการบินโฉบตะปบคู่ต่อสู้กลางเวหาของเหล่าพญาอินทรี
เรื่อง ภาพ ตัวแน่น
ศิลปิน: ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปี พ.ศ.2544
คลิก ⊳ อ่านบทความอื่น ๆ เกี่ยวกับ ถวัลย์ ดัชนี




