Monday, April 20, 2026
ชื่นชมอดีต บทความแนะนำ

ตะลุยอู่อารยธรรมล้านนา และประวัติศาสตร์นอกไมค์ (๑)

กู่บรรจุอัฐิเจ้านายฝ่ายเหนือ ที่สุสานหลวงวัดสวนดอก เริ่มขึ้นในสมัยเจ้าดารารัศมี

วัดเชียงมั่น

ความอยากรู้อยากเห็นนี่มีอานุภาพรุนแรง พอรู้ว่าเจดีย์หลวงนั้นขยายขนาดมาจากเจดีย์วัดเชียงมั่น ก็อดไม่ได้ที่จะต้องไปเห็นกับตา มุ่งหน้าสู่ถนนราชภาคินัย

วัดเชียงมั่นถือว่าเป็นวัดแห่งแรกของเชียงใหม่ ดังที่จารึกวัดเชียงมั่นบันทึกไว้ว่า พญามังรายเป็นกษัตริย์ที่มาจากโยนก เมื่อตีอาณาจากหริภุญชัยได้แล้ว พระองค์ทรงเล็งเห็นว่าเมืองหริภุญชัยนั้นเล็กเกินไป ไม่เหมาะแก่การเป็นเมืองหลวง จึงได้หาที่สร้างเมืองใหม่ คือที่เชียงใหม่ ก่อนที่จะมาสร้างเชียงใหม่ก็พักสร้างเมืองชั่วคราวอยู่ที่เวียงกุมกามอยู่ราว ๔ ปี

ในช่วงที่เรียกว่าเป็นช่วงก่อร่างสร้างตัว ขณะนั้นมีอาณาจักรที่เจริญรุ่งเรืองอยู่ คือ สุโขทัย และ พะเยา พญามังรายเกรงว่าจะไม่สามารถรับมือกับ ๒ อาณาจักรนี้ได้ จึงเกิดกุศโลบายเชิญ “พญาร่วง” และ “พญางำเมือง” มาปรึกษา มาดูชัยภูมิ แล้วก็วางแผนสร้างเมืองเชียงใหม่ ตามที่เราเห็นอนุสาวรีย์ ๓ กษัตริย์ นั่นคือเหตุการณ์ที่ปรากฏอยู่ในจารึกวัดเชียงมั่น

ในระหว่างสร้างเมืองเชียงใหม่ พระองค์ได้ใช้พื้นที่บริเวณวัดเชียงมั่นเป็นพลับพลาชั่วคราว พอสร้างบ้านแปงเมืองเสร็จ สร้างพระราชวังเสร็จ พระองค์จึงย้ายเข้าพระราชวังไป ที่ดินส่วนนี้จึงอุทิศเพื่อสร้างวัดขึ้น เรียกว่า “วัดเชียงมั่น” เป็นประเพณี ที่สร้างวัดที่มั่นของเมือง

กล่าวถึงวัดเชียงมั่นซึ่งมีองค์ประกอบของเจดีย์ประธาน และ วิหารหลวงอย่างครบถ้วน สมบูรณ์ที่น่าสนใจ คือ เจดีย์ประธานที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบเจดีย์ของวัดเจดีย์หลวง ในขนาดที่ย่อส่วนลงมา

แม้ตำนานจะกล่าวว่าวัดนี้สร้างขึ้นในสมัยพญามังราย แต่จากรูปแบบจัดเป็นเจดีย์ทรงปราสาทแบบล้านนาระยะหลังแล้ว เป็นวิวัฒนาการที่เกิดขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ประกอบด้วย ช้างล้อม หลังคาเอนลาดในผังยกเก็จ ๒ ชั้น ปลายหลังคาประดับหางวัน ถัดขึ้นไปเป็นองค์ระฆังแบบบัวถลาในผัง ๘ เหลี่ยม ๓ ชั้น องค์ระฆังมีบัลลังก์ในผังย่อมุมไม้สิบสอง เหนือบัลลังก์เป็นส่วนยอดแบบเจดีย์ทรงระฆังทั่วๆ ไป ที่ประกอบด้วยก้านฉัตร บัวฝาละมี ปล้องไฉน และปลี ตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับพัฒนาการของเจดีย์ทรงปราสาทยอดเดียวที่น่าจะเกิดขึ้นในสมัยพญาติโลกราช

เหตุใดจึงตำนานกับหลักฐานทางโบราณคดีย้อนแย้งเช่นนั้น

สันนิษฐานว่าเจดีย์เดิมสมัยพญามังรายแต่อาจจะเป็นองค์เล็กๆ แล้วถูกบูรณะปฏิสังขรณ์โดยการสร้างครอบมาเรื่อยๆ ตามประเพณีที่ผู้ปกครองเมืองจะต้องทำนุบำรุงศาสนา ซึ่งถ้าสังเกตจะพบว่างานประดับอย่างพวก ช้างล้อม ซุ้ม ดอกประจำยาม หรือ ดอกพิกุล นั้นเป็นงานศิลปะอิทธิพลรัตนโกสินทร์แล้ว ซึ่งน่าจะมาจากการบูรณะโดยเจ้านายฝ่ายเหนือ  

เจดีย์วัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม) มีลักษณะพิเศษที่พบไม่มากนัก คือ ฐานบัวอยู่ในผังกลมซ้อนกัน ๓ ชั้น รองรับองค์ระฆังขนาดใหญ่

ภายในวิหารวัดเชียงมั่นยังมีสิ่งที่น่าสนใจอื่นๆ เช่น พระเสตังคมณี พระพุทธรูปปางทรมาณช้างนาฬาคีรี และจารึกฐานพระที่เก่าที่สุดในล้านนา

“พระเสตังคมณี” หรือ “พระแก้วขาว” ตามตำนานกล่าวว่าสร้างจากหินสีขาว โดย “พระเจ้ารามราช” เจ้ากรุงละโว้ และ “พระกัสปเถระ” ราวพุทธศักราช ๓๐๐ ต่อมา “พระนางจามเทวี”  พระราชธิดาเจ้ากรุงละโว้เสด็จไปปกครองเมืองหริภุญชัย จึงทรงอัญเชิญไปประดิษฐานที่เมืองหริภุญชัยด้วย ต่อมาเมื่อพญามังรายยกทัพมาตีอาณาจักรหริภุญชัย ทหารได้ยิงธนูเพลิงเข้าไปในเมืองหริภุญชัย แต่หอพระที่ประดิษฐานพระเสตังคมณีกลับไม่โดนไฟไหม้ พญามังรายจึงเกิดความศรัทธาและได้ทรงอัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดเชียงมั่น

แต่เมื่อพิจารณาดูพุทธลักษณะ พระเสตังคมณีเป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิราบ พระพักตร์รูปไข่ พระวรกายบอบบาง นิ้วพระหัตถ์ยาวเสมอกัน และมีสังฆาฏิเป็นแผ่นยาวลงมาจรอพระนาภี เป็นพุทธศิลป์ล้านนาที่ได้รับอิทธิพลอยุธยาเข้ามาด้วย จัดอยู่ในรุ่นเดียวกับพระเจ้าเก้าตื้อวัดสวนดอก คือประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๑

เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้น

เพราะหากอิงตามตำนาน พระพุทธรูปในยุคหริภุญชัยจะต้องมีลักษณะตาโปน คิ้วเป็นสัน คล้ายทวารวดีนั่นเอง

ส่วนคติในการสร้างพระพุทธรูปจากหิน สันนิษฐานว่าน่าจะเริ่มภายหลังการพบพระแก้วมรกต ไม่ว่าจะหินขาว เขียว เหลือง แดง ด้วยความรู้สึกว่ามีความคงทน ซึ่งจากการบูรณะเจดีย์มักจะพบการถวายเป็นพุทธบูชาประดิษฐานอยู่ภายในกรุเสมอ

“พระพุทธรูปปางทรมาณช้างนาราคีรี”

เป็นพระพุทธรูปสำคัญที่อยู่คู่กับพระเสตังมณี เป็นปางประทับยืน สร้างจากพุทธประวัติตอนพระเทวทัติส่งช้างนาฬาคีรีที่กำลังตกมันให้มาทำร้ายพระพุทธเจ้า สลักจากหินทรายเป็นศิลปะแบบปาละ อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๗ น่าจะนำเข้ามาจากอินเดีย แต่ไม่พบบันทึกหลักฐานว่าช่วงไหน

นอกจากพระพุทธรูปสำคัญทั้ง ๒ องค์ ยังพบจารึกฐานพระที่เก่าแก่ที่สุดในล้านนาขณะนี้คือ พุทธศักราช ๒๐๐๘ นับจากการเริ่มต้นมีจารึกฐานพระครั้งแรกเมื่อพุทธศักราช ๒๐๐๐ สันนิษฐานว่าความนิยมจารึกไว้ที่ฐานพระเริ่มต้นในสมัยพญาติโลกราช เป็นช่วงที่สร้างวัดเจ็ดยอดเสร็จ มีการสังคายนาครั้งที่ ๘ และย้ายศูนย์กลางทางศาสนามาไว้ที่เชียงใหม่ เป็นช่วงฉลองศาสนา ๒๐๐๐ ปีพุทธกาล

โดยมากจารึกมักจะระบุศักราราชได้จ.ส.ที่เท่าใด ใครสร้าง อุทิศให้ใคร ขอให้ใครทำบุญให้บ้าง ขอให้เกิดชาติหน้ามีชีวิตที่ดีขึ้น ขอให้เกิดในยุคพระศรีอาริยเมตไตรย และสุดท้ายคือ ขอให้ถึงนิพพาน เป็นลำดับขั้นของการขอ

พืชเล็กๆ ที่ขึ้นบริเวณทางเข้าอุโมงค์ ถ้าเป็นฤดูฝนคงหนานุ่มเหมือนพรมสีเขียวทีเดียว ความสำคัญของหลักฐานทางศิลปกรรมของวัดนี้ คือ การสร้างเจดีย์ขนาดใหญ่อยู่บนเนินเขาและเจาะช่องอุโมงค์สำหรับเป็นทางเดินประทักษิณเข้าไปยังกึ่งกลางเจดีย์

วัดสวนดอก

เมื่อสักครู่พูดถึงพระเสตังคมณีว่าน่าจะร่วมยุคสมัยกับพระเจ้าเก้าตื้อวัดสวนดอก เพราะฉะนั้นเช่นเคยต้องตามไปดูให้เห็นกับตาเนื้อนี่ละ แต่ตอนนี้ดวงตะวันเคลื่อนมาตรงกับศีรษะ เสียงท้องประท้วงโดยไม่ได้ดูนาฬิกา ร้านข้าวซอยข้างทางจึงเป็นแหล่งพลังงานที่ดี เมื่ออิ่มท้องสมองก็จะพร้อมจะเรียนรู้

ที่วัดสวนดอกเดิมเป็นอุทยานหลวงในสมัย “พญากือนา”  ตามประวัติกล่าวว่าพญากือนาทรงได้กิตติศัพท์ของ “พระสุมนเถร” พระภิกษุชาวสุโขทัยที่ไปศึกษาพุทธศาสนาจากเมืองพัน (เมืองเมาะตะมะ) เมื่อสำเร็จกลับมาพำนักที่ศรีสัชนาลัย พญากือนาจึงไปทูลขอพระสุมนเถรจาก “พระมหาธรรมราชา” เพื่อมาทำสังฆกรรมภิกษุในล้านนา

โดยทรงอุทิศอุทยานหลวงสร้างเป็นวัด ชื่อ “วัดบุปผาราม” ภายหลังชาวบ้านจึงเรียกว่า “วัดสวนดอก” เพื่อเป็นที่พำนักของพระสุมนเถรมน เมื่อพุทธศักราช ๑๙๑๕ โดยพระสุมนเถรได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากเมืองสุโขทัยมา ๒ ดวง ดวงหนึ่งบรรจุไว้ที่วัดบุปผาราม อีกดวงหนึ่งพญากือนาโปรดให้อัญเชิญขึ้นหลังช้าง ช้างไปหยุดตรงไหนก็ให้สร้างพระธาตุขึ้นตรงนั้น ช้างก็บังเอิญมาหยุดบริเวณดอยสุเทพ พระองค์จึงสร้างพระธาตุดอยสุเทพขึ้น

ที่น่าสนใจคือแผนผังการสร้างเจดีย์ ซึ่งมีเจดีย์ประธานและบริเวณล้อมรอบ เป็นรูปแบบผังที่เราพบได้ที่สุโขทัย เช่น วัดมหาธาตุ ซึ่งสร้างตามคติของเขาพระสุเมรุมีเขาสัตบริภัณฑ์ล้อมรอบ

ณ ที่แห่งนี้ การขึ้นมาล้านนาของพระสุมนเถรได้กลายเป็นหลักฐานสำคัญของเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนา ที่มีทั้งอิทธิพลศิลปะพุกาม และศิลปะสุโขทัย แบบรวมมิตร ๓ ประสานอยู่ในองค์เดียวกัน

โดยส่วนที่เป็นศิลปะพุกาม อยู่ตรงส่วนรองรับองค์ระฆังที่เป็นชุดบัวคว่ำ-บัวหงาย ๓ ชั้น ที่น่าจะพัฒนามาจากสายเจดีย์ฉปัฏและเจดีย์วัดอุโมงค์ (สวนพุทธรรม) อีกอย่างคือ ลานประทักษิณที่ยกสูงและมีซุ้มทางเข้าทั้ง ๔ ด้าน นั้นคล้ายกับเจดีย์ฉปัฏเมืองพุกาม

ภายในอุโมงค์จะมีช่องเล็กๆ สำหรับนั่งวิปัสสนาอยู่เป็นระยะๆ ในส่วนลึกของอุโมงค์ยังหลงเหลือภาพจิตรกรรมหลงเหลืออยู่บนเพดาน

ส่วนที่เป็นศิลปะสุโขทัย คือ องค์ระฆังค่อนข้างใหญ่ มีการประดับพระพุทธรูปลีลารอบก้านฉัตร และจุดสังเกตที่มักพบบ่อยคือ การมีช้างล้อมที่ส่วนฐาน

และในส่วนที่เป็นล้านนาแล้ว คือ ชุดฐานรองรับองค์ระฆังประกอบด้วย ฐานบัวคว่ำ-บัวหงาย ประดับลูกแก้วอกไก่

ตามที่ได้กล่าวไว้เมื่อตอนไปวัดเชียงมั่นว่า พระเจ้าเก้าตื้อนั้นมีพุทธลักษณะที่ร่วมยุคร่วมสมัยกับพระเสตังคมณี แห่งวัดเชียงมั่น เดี๋ยวเข้าไปพิสูจน์กันภายในวิหารพระเจ้าเก้าตื้อ

พระเจ้าเก้าตื้อถือว่าเป็นพระพุทธรูปสำริดที่มีขนาดใหญ่และสภาพสมบูรณ์ที่สุดในศิลปะล้านนา ถ้าถามว่าใหญ่และหนักขนาดไหน ก็ต้องลองเทียบจากหน่วยนับโบราณ หน่วย สิบ ร้อย พัน หมื่น แสน ล้าน โกฐิ กือ ตื้อ ติ้ว ตัง (อนันต์) ซึ่งในเอกสารโบราณอย่างชินกาลมาลีปกรณ์ระบุไว้ว่า ๑ ตื้อ เท่ากับ ๑๒,๐๐๐ กิโลกรัม ทีเดียว ดังนั้น ๙ ตื้อ จะเป็นน้ำหนักเท่าใดก็ลองคูณดู

พุทธลักษณะของพระเจ้าเก้าตื้อนั้นเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบในศิลปะล้านนาแบบเชียงแสนสิงห์ ๒ คือ มีอืทธิพลของสุโขทัยเข้ามาปนแล้ว มีท่าประทับนั่งสามธิราบบนฐานกระดานเกลี้ยง พระพักตร์รูปไข่ค่อนข้างเล็ก ขมวดพระเกศาเล็ก พระรัศมีเป็นเปลวทรงสูง พระวรกายบอบบาง สังฆาฏิเป็นแผ่นใหญ่และยาวลงมาจรดพระนาภี ตามอย่างพระพุทธรูปล้านนาที่พบเป็นจำนวนมากในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่งตรงกับรัชสมัยของ “พระเมืองแก้ว”

วัดสวนดอกยังมีความสำคัญอีกอย่าง คือ เป็นวัดที่ตั้งสุสานหลวงของเจ้านายฝ่ายเหนือ ซึ่งประเพณีสุสานหลวงเริ่มมีปฏิบัติในช่วงรัชกาลที่ ๕ ที่ท่านมีพระราชดำริว่าเจ้านายน่าจะอยู่ด้วยกัน สุสานหลวงวัดราชบพิตรน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมสายตระกูลมาอยู่ด้วยกัน เจ้าดารารัศมีพระราชชายาในรัชกาลที่ ๕ ซึ่งทรงเป็นพระธิดาของเจ้าเมืองเชียงใหม่จึงอาจรับแนวคิดนี้มาใช้กับสุสานบรรพบุรุษของท่าน

ภาพดวงอาทิตย์ จำลองว่าครอบโค้งเพดานของอุโมงค์คือท้องฟ้า

วัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม)

ดูท่าทางทริปตะลุยภาคเหนือคราวนี้จะกลายเป็นทริปลูกโซ่ที่ต่อเนื่องไม่รู้จบเสียแล้ว เพราะเมื่อสักครู่ที่วัดสวนดอกได้ยกตัวอย่างว่า เจดีย์อิทธิพลศิลปะพุกามสามารถดูได้ที่วัดอุโมงค์สวนพุทธธรรม ที่สำคัญใครที่เป็นสายชมงานจิตรกรรมไม่ควรพลาด

ที่เขตอรัญญิก เชิงดอยสุเทพ…

ตามประวัติกล่าวว่าวัดนี้มีมาตั้งแต่สมัย “พญามังราย” เรียกว่า “วัดไผ่สิบเอ็ดกอ” ได้รับการบูรณะในสมัย “พญากือนา” เพื่อเป็นที่พำนักของ “มหาเถรจันทร์” จึงได้ชื่อว่า “วัดอุโมงค์เถรจันทร์” มีตำนานเล่าถึงมหาเถรจันทน์ว่า เป็นพระสงฆ์ที่พญากือนาทรงนับถือมาก พระองค์ทรงสร้างวัดให้ในเมืองเชียงใหม่ คือ “วัดอุโมงค์ในเมือง”

ต่อมาภิกษุท่านนี้บางเวลาก็มีอาการเสียสติ พญากือนาจึงทรงสร้างวัดขึ้นอีกวัดทางนอกเมือง ทางทิศตะวันตก และให้ชื่อว่า “วัดอุโมงค์เถรจันทร์” (อีกเหมือนกัน) สำหรับให้ภิกษุท่านนี้วิปัสนาสมาธิในเวลาสติไม่สู้ดี ในปัจจุบันเป็นที่รู้จักในชื่อ วัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม)

ความร่มครึ้มของวัดอุโมงค์ทำให้รู้สึกเหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก จิตใจรู้สึกนิ่งและสงบโดยอัตโนมัติ แล้วยิ่งเจดีย์ประธานที่เบื้องหน้าเต็มไปด้วยมอสเขียวและไคลอดีต ทำให้รู้สึกเหมือนกับย้อนเวลาไปในยุคล้านนาอย่างไรอย่างนั้น

เจดีย์วัดอุโมงค์นับว่าได้รับอิทธิพลจากศิลปะพุกาม สังเกตที่ฐานเป็นลักษณะฐานบัวอยู่ในผังกลมซ้อนกัน ๓ ชั้น รองรับองค์ระฆังขนาดใหญ่ บัวแต่ละชั้นประดับลูกแก้ว ๒ แนว ส่วนท้องไม้ระหว่างแนวของลูกแก้วประดับด้วยช่องสี่เหลี่ยมโดยรอบ เป็นลักษณะอย่างเจดีย์ฉปัฏที่พุกามซึ่งรับอิทธิพลจากลังกามาอีกต่อ

มีความพิเศษตรงลูกแก้วที่ปกติจะโค้งมน แต่ช่างล้านนาได้ดัดแปลงให้แหลมมีเส้นตรงกลางคล้ายกับอกไก่ อย่างที่เรียกว่า “ลูกแก้วอกไก่” ถ้าใครมีโอกาสได้สัมผัสไก่หรือสัตว์ปีกที่ยังไม่ได้กินอาหารหรืออดอาหารหลายวันจะพบว่าอกแหลมเปี๊ยบทีเดียว

คราวนี้จากหลักฐานบัว ๓ ชั้น ที่รองรับองค์ระฆังที่เจดีย์วัดอุโมงค์ได้กลายเป็นต้นแบบให้กับเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนาที่เกิดขึ้นในช่วงหลัง อย่างเจดีย์วัดสวนดอก และมีพัฒนาการสูงสุดจะลงตัวที่สุด คือ พระธาตุหริภุญชัย (ต้องตามไปดูต่อที่ลำพูนอีกล่ะสิคราวนี้)

เหนือส่วนฐานขึ้นไปเป็นองค์ระฆังขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นลักษณะที่นิยมในศิลปะลังกา มีบัลลังก์ในผังสี่เหลี่ยม ส่วนยอดประดับด้วยปล้องไฉนและปลียอด ที่ก้านฉัตรมีความพิเศษคือประดับแถวเทวดา จึงน่าจะรับอิทธิพลมาจากลังกา

ภาพนกกระเรียน ดอกไม้และใบไม้ร่วง

สำหรับจิตรกรรมภายในกรุและอุโมงค์

ดังที่เคยเล่าไว้ตอนไปวัดเจดีย์หลวงว่า การสร้างเจดีย์ขนาดใหญ่ในล้านนามักจะมีการเจาะช่องทำทางเดินประทักษิณเข้าไปนมัสการพระธาตุที่ใจกลางเจดีย์ เจดีย์วัดอุโมงค์ก็เช่นกัน

อากาศภายนอกว่าร่มครึ้มแล้ว เมื่อเข้ามาภายในอุโมงค์ทั้งเย็นและชื้น กอรปกับแสงไฟภายในอุโมงค์นั้นมลังเมลืองสร้างบรรยากาศขรึมขลังอย่างประหลาด เมื่อเดินลึกเข้าไปภายในอุโมงค์จะมีการทำเป็นช่องเล็กๆ เป็นที่วิปัสสนาสำหรับพระภิกษุอยู่เป็นระยะ ภายในห้องกรุมีจิตรกรรมที่เขียนเรื่องอดีตพระพุทธเจ้า แต่ปัจจุบันห้องกรุชำรุดจนไม่สามารถเข้าไปภายในได้

สำหรับภาพจิตรกรรมที่เพดานอุโมงค์ทางเข้า จำลองว่าความโค้งของเพดานเป็นท้องฟ้า วาดลายพรรณพฤกษาเป็นรูปดอกโบตั๋น ดอกทานตะวัน ใบไม้ พระอาทิตย์ และนกกระเรียน เป็นภาพที่เขียนขึ้นหลังพุทธศตวรรษที่ ๒๒ เพราะภาพเขียนใช้สีสดอย่างแดง ดำ และเขียว

ภาพบนโค้งเพดานนั้นมีลายเส้นพลิ้วไหว อ่อนหวาน งาม ราวกับเป็นเส้นทางสู่สรวงสวรรค์ทีเดียว

ภาพนกกระเรียน ดอกโบตั๋น ใบไม้ร่วง สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลมาจากเครื่องถ้วยกระเบื้องเคลือบจากจีน

เจดีย์วัดป่าแดง

ภายหลังจากคณะภิกษุกลับมาจากลังกา ๓๓ รูป เกิดเป็นนิกายวัดป่าแดง ความที่เคร่งครัดในพระวินัยมาก จึงทำให้ “พญาติโลกราช” ทรงศรัทธาและให้การบูรณะอุปถัมภ์วัดป่าแห่งนี้ พร้อมกับสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชฝ่ายวัดป่าขึ้น

ในพงศาวดารโยนกกล่าวว่าพระเจ้าติโลกราชได้สถาปนาสถูปเพื่อบรรจุอัฐิพระราชบิดา คือ “พญาสามฝั่งแกน” เมื่อพุทธศักราช ๑๙๘๐ ในส่วนชินการณ์มาลีปกรณ์กล่าวถึงเฉพาะการสร้างพระอุโบสถของวัดป่าแดงมหาวิหาร ว่าเป็นที่ปลงพระศพพระราชมารดาของพญาติโลกราช เมื่อพุทธศักราช ๑๙๙๕

วัดป่าแดงหลวงกลายเป็นวัดร้างนับจากอาณาจักรล้านนาล่มสลายคราวพม่ามาตี ในช่วงยุคฟื้นฟูทำได้เพียงเลือกวัดที่จำเป็น ปัจจุบันส่วนของวิหารและอุโบสถถูกทำลายกลายเป็นที่ตั้งบ้านเรือนราษฎรแล้ว คงเหลือเพียงเจดีย์ประธาน

ความที่เคยเป็นวัดป่าที่พระมาหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่แห่งยุคมาอุปถัมป์ เนื้อที่เดิมคงกว้างใหญ่มาก แต่ปัจจุบันทางที่จะเข้าไปศึกษาเจดีย์โบราณนั้นแคบเหลือเกิน เป็นที่รกร้างที่ไม่น่าพิศมัยเท่าใดนัก เนื่องเพราะทางกรมศิลปากรสามารถเขียนทะเบียนได้เพียงตัวโบราณสถาน แต่ไม่มีกำลังพอที่จะซื้อพื้นที่โดยรอบกลับคืนมา

วัดป่าแดงหลวงได้กลายเป็นศูนย์กลางศาสนา “ลังกาใหม่” หรือ “นิกายวัดป่าแดง” ซึ่งพญาติโลกราชทรงอุปถัมภ์ ปัจจุบันเป็นวัดร้างเหลือเพียงเจดีย์ประธาน ซึ่งเป็นรูปแบบศิลปะของเจดีย์ที่เป็นทรงระฆังแบบสุโขทัย

ซึ่งหลักฐานทางศิลปะที่ยังหลงเหลืออยู่พบว่าได้รับอิทธิพลมาจากศรีสัชนาลัย โดยสังเกตจาก ๑. ช้างล้อม ที่แม้ว่าปัจจุบันช้างจะหายไปแล้ว แต่ก็ยังพอจะเห็นร่องรอยอยู่บ้าง ๒.การเจาะช่องจระนำ สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป จะคล้ายกับที่วัดช้างล้อม รวมถึงฐานบัวที่อยู่ในผังสี่เหลี่ยมจตุรัส และส่วนรองรับองค์ระฆังที่เป็นชุดบัวถลา ๓ ชั้น ด้วย

มีเทคนิคเล็กๆ น้อยสำหรับเวลาที่เราดูเจดีย์ในประเทศไทย “ให้ดูที่ใต้องค์ระฆัง” สำหรับประเทศอื่นฐานจะเป็นลักษณะอย่างไรก็แล้วแต่ แต่สำหรับฐานรองรับองค์ระฆังในบ้านเรานั้นมีอยู่ ๓ ตระกูล โดยมีจุดสังเกตคือ ถ้าใช้ “บัวคว่ำ” อย่างเดียวเป็นอิทธิพลสุโขทัย ถ้าใช้ “บัวคว่ำ-บัวหงาย ๓ ชั้น” จะเป็นศิลปะล้านนา แต่ถ้าเป็น “ลูกแก้ว” อย่างเดียวอย่างที่เรียก “มาลัยเถา” จะเป็นรูปแบบอยุธยาแล้ว

แสงสุดท้ายของวันหมดไปที่วัดป่าแดงหลวงนี่เอง วันนี้เห็นจะต้องกลับไปพักผ่อนออมแรงไว้ตะลุยลำปางต่อในวันรุ่งขึ้น ไปตามหาสถานที่ซึ่งเคยประดิษฐานพระแก้วมรกต และพระแก้วคู่แฝดกัน (โปรดติดตามต่อตอนหน้า)

About the Author

Share:
Tags: เจดีย์ประธาน / travel / พระอุโบสถ / เที่ยว / วิหารลายคำ / เชียงใหม่ / หอไตร / ท่องเที่ยว / วัดเจดีย์หลวง / วัดเชียงมั่น / vacation / วัดสวนดอก / วัด ประเพณี วัฒนธรรม การละเล่น / วัดอุโมงค์ / พระพุทธสิหิงค์ / เจดีย์วัดป่าแดง / ฉบับ พย 66 / วัดพระสิงห์ /

เรื่องราวอีกมากมายที่คุณจะชอบ