Monday, February 2, 2026
ศิลปะ ชื่นชมอดีต บทความแนะนำ

มหาอุมมังคชาดก อวตารอยู่ในนกเค้าแมว

‘มหาอุมมังคชาดก’ พ.ศ. 2517 เทคนิค ปากกาลูกลื่นบนกระดาษ ขนาด 70 x 100 เซนติเมตร

ศีลเสมอกัน ในบริบทสมัยใหม่นั้นหมายรวมถึง ความศรัทธา ความรู้ ทัศนคติ รสนิยม ที่สอดคล้องพอดีกัน  และคงไม่เกินเลยหากจะนำคำนี้มาใช้นิยามความประทับใจอันเสมอเหมือนโดยบุคคลผู้คร่ำหวอด 2 ท่านที่มีต่อผลงานศิลปะชิ้นสำคัญของ ถวัลย์ ดัชนี 

เป็นที่รับรู้กันทั่ววงการว่าหนังสือศิลปะไทยที่ตีพิมพ์ออกมาด้วยคุณภาพล้ำเลิศเกินมาตรฐาน แถมยังมีจำนวนผลิตน้อย จนกลายเป็นหนังสือในตำนานสุดหายากที่มีมูลค่าสูงที่สุด นั่นคือหนังสือปกแข็งสีแดงเล่มเขื่องจากปี พ.ศ. 2524 ที่มีทั้งเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ และภาษาเยอรมัน ในชื่อว่า ‘The Buddhist Art of Thawan Datchani’ หรือ ‘Die buddhistische Kunst Thawan Datchanis’ โดยสำนักพิมพ์ Iñigo von Oppersdorff Verlag จากเมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งได้รวบรวมเรื่องราว และรูปถ่ายความละเอียดสูงของภาพวาดชุด ‘ทศชาติชาดก’ ผลงานชุดประวัติศาสตร์ที่สร้างชื่อเสียงให้กับถวัลย์จนถูกกล่าวขานในระดับนานาชาติ 

ในขั้นตอนการสร้างสรรค์หนังสือเล่มหนานี้ขึ้นมา เคลาส์ เวงค์ (Klaus Wenk) ผู้เขียนเนื้อหา ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในศิลปะตะวันออกเป็นอย่างดี ต้องพิจารณาผลงานจิตรกรรมหลายสิบชิ้นในหลากเทคนิคจากซีรีย์ทศชาติชาดกเพื่อนำมาตีความ และในบรรดาภาพวาดทั้งหมดเคลาส์ดูเหมือนจะถูกใจภาพ ‘มหาอุมมังคชาดก’ (Maha-ummagga Jakata) ซึ่งวาดด้วยวิธีการฝนปากกาลูกลื่นลงบนกระดาษเป็นพิเศษ จนถึงกับระบุลงไปในหนังสืออย่างตรงไปตรงมาว่า

‘In none of his other illustrations of this cycle of ten Jatakas has Thawan condensed the “perfection” which is the theme of the narrative so powerfully into a pictorial image of universal validity as in this picture…’
ถวัลย์ ดัชนี และภาพมหาอุมมังคชาดก

จับใจความได้ว่า ไม่มีภาพใดในชุดทศชาติชาดกที่กลั่นกรองออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบเยี่ยงผลงานชิ้นนี้ เนื้อหาอันทรงพลังถูกเล่าด้วยภาพที่มีความหมายเป็นสากล 

ในขณะเดียวกัน ฟรานซ์ ฮอริสเบอร์เกอร์ (Franz Horisberger) บรรณาธิการของหนังสือเล่มนี้ ที่ลงทุนลงแรงเดินทางมายังประเทศไทยเพื่อถ่ายภาพประกอบด้วยตนเอง รวมถึงเป็นผู้ออกแบบรูปเล่ม เมื่อได้เห็นผลงานในชุดทศชาติชาดกของถวัลย์ทั้งหมด ก็จับพลัดจับผลูไปถูกอกถูกใจภาพมหาอุมมังคชาดกเช่นเดียวกันกับเคลาส์ จนตัดสินใจเลือกใช้ภาพผลงานชิ้นนี้ให้เป็นหน้าปกหนังสือ ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือฟรานซ์ยังขอซื้อภาพมหาอุมมังคชาดกจากถวัลย์เพื่อนำกลับไปเก็บรักษาไว้ในคอลเลคชันส่วนตัวที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งกว่าจะได้รับผลงานชิ้นนี้ฟรานซ์ต้องตั้งหน้าตั้งตารอต่อไปอีกหลายปี เพราะช่วงเวลานั้นถวัลย์กำลังเป็นที่จับตามองในระดับอินเตอร์ ผลงานชุดทศชาติชาดกจึงมีคิวจะต้องถูกนำไปตระเวนจัดแสดงในสถานที่ต่าง ๆ ทั่วโลกก่อน 

แล้วผลงานชุดทศชาติชาดกอันรวมถึงภาพมหาอุมมังคชาดกนั้นมีความพิเศษอย่างไร เหตุใดผู้นิยมศิลปะไม่เพียงเฉพาะชาวไทยถึงให้ความสำคัญกับผลงานชุดนี้ถึงขนาดนำไปตีความทำเป็นหนังสือ หรือเชื้อเชิญถวัลย์ให้ไปจัดนิทรรศการในหลายประเทศ 

เพื่อไขข้อข้องใจ ก่อนอื่นต้องท้าวความว่าพุทธศิลป์ในประเทศไทยตั้งแต่ไหนแต่ไรมามักจะดูงดงาม ศักดิ์สิทธิ์ วิจิตรบรรจง ตัวละครในผลงานก็มักประกอบไปด้วยพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ เทวดา นางฟ้า ที่ศิลปินบรรจงสรรค์สร้างออกมาให้สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่อุดมคติของศิลปินจะมโนภาพขึ้นมาได้ และแล้วเมื่อ ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินหนุ่มหัวขบถผู้เพิ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านจิตรกรรมฝาผนัง อนุสาวรีย์และผังเมือง ผนวกด้วยปริญญาเอกด้านอภิปรัชญา และสุนทรียศาสตร์ จากราชวิทยาลัยศิลปะ Rijks Akademic van Beeldende Kunsten ณ กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์กลับมายังบ้านเกิดถวัลย์ก็เริ่มรังสรรค์ผลงานศิลปะแนวพุทธศิลป์อันแหวกล้ำไปจากกฎเกณฑ์ดั้งเดิมที่ลอกเลียนต่อ ๆ กันมาอย่างยาวนานจนกลายเป็นรูปแบบใหม่อันเป็นเอกลักษณ์

หนังสือ ‘The Buddhist Art of Thawan Datchani’ โดย Klaus Wenk

จิตรกรรมแนวพุทธศิลป์ในแบบฉบับของถวัลย์นั้นช่างแตกต่างจากประเภทสวย ๆ งาม ๆ ที่สาธารณชนคุ้นตาดั่งฟ้ากับเหว ผลงานของถวัลย์ที่เน้นสีมืดทะมึนหลายชิ้นเต็มไปด้วยตัวละครที่คนมองว่าขี้ริ้วขี้เหร่เช่นสัตว์เดียรัจฉาน สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ครึ่งน้ำครึ่งบก แมลง ซากกระดูก หัวกระโหลก อสูรกาย แหวกแนวไปจากพุทธศิลป์ในแบบที่ยึดติดอยู่ในกรอบเป็นที่สุด

ด้วยสัจธรรมที่ว่าปรัชญาคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นอยู่ในทุกสิ่งทั้งที่งดงามและอัปลักษณ์ถวัลย์จึงบรรจงเลือกตัวละครและองค์ประกอบในภาพโดยไม่สนว่าจะดูจรรโลงตาหรือไม่เพื่อสื่อถึงสิ่งที่อยากจะนำเสนอออกไปดัง ๆ ให้กระทบกระทั่ง สร้างแรงกระแทกในจิตใจของผู้ชมอย่างรุนแรงที่สุดเท่าที่ผลงานจิตรกรรมจะทำได้ ดังเช่นภาพมหาอุมมังคชาดกนี้ก็เช่นกันซึ่งถวัลย์ต้องการจะกล่าวถึงชาดกเรื่องที่ 5 ในทศชาติชาดก ขณะพระโคตมโพธิสัตว์เสวยพระชาติเพื่อบำเพ็ญปัญญาบารมีอันเป็นพื้นฐานที่นำไปสู่การตรัสรู้เป็นพระโคตมพุทธเจ้าในที่สุด 

โดยเรื่องราวมีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่งมีพระราชาผู้ครองกรุงมิถิลานามว่า พระเจ้าวิเทหะราช พระองค์ทรงมีบัณฑิตคู่พระทัยอยู่ 4 คนคือ เสนกะ, ปุกกุสะ, กามินทะ, และเทวินทะ อยู่มาคืนหนึ่งพระเจ้าวิเทหะทรงพระสุบินแปลกประหลาด จึงโปรดให้เสนกะหัวหน้าบัณฑิตทำนายพระสุบิน จึงทรงทราบว่าจะมีบัณฑิตคนที่ 5 ที่มีสติปัญญาเหนือกว่าบัณฑิตทั้ง 4 กำเนิดขึ้น ขณะเดียวกันในหมู่บ้านปาจีนยวมัชฌคาม พระโพธิสัตว์ได้ทรงถือปฏิสนธิในครรภ์ของนางสุมนา ภรรยาของสิริวัฒกเศรษฐี เมื่อครบกำหนดนางสุมนาก็ให้กำเนิดบุตรชายที่ถือแท่งยาออกมาขณะคลอด สิริวัฒกเศรษฐีนำยามาทาที่หน้าผาก ปรากฏว่าอาการปวดหัวที่ทุกข์ทรมานเรื้อรังเป็นเวลานานก็พลันหายเป็นปลิดทิ้งในทันที สิริวัฒกเศรษฐีจึงตั้งชื่อบุตรชายว่า ‘มโหสถกุมาร’ ซึ่งแปลว่า กุมารผู้มียาอันมีอานุภาพมาก

เมื่อวันเวลาล่วงเลยไปอีก 7 ปี พระเจ้าวิเทหราชทรงรำลึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อ 7 ปีก่อนทรงพระสุบินว่าจะมีบัณฑิตคนที่ 5 เกิดขึ้นมาในยุคของพระองค์ จึงโปรดให้เหล่าเสนาบดีออกไปตามหาในทิศทั้ง 4 ของกรุงมิถิลาซึ่งในที่สุดเสนาบดีท่านหนึ่งเดินทางมาถึงหมู่บ้านที่มโหสถอาศัยอยู่และได้ยินกิตติศัพท์ จึงกลับไปทูลรายงานว่าพบบัณฑิตคนที่ 5 แล้ว พระเจ้าวิเทหราชดีพระทัยหมายจะเรียกมโหสถเข้ามาเป็นบัณฑิตในราชสำนัก แต่ทรงถูกเสณกะบัณฑิตยับยั้งไว้เพราะกลัวจะเข้ามามีบทบาทเหนือตนเองจึงอ้างว่าต้องการพิสูจน์ปัญญาของมโหสถเสียก่อน แต่ด้วยปัญญาของมโหสถในที่สุดก็สามารถผ่านด่านทดสอบสุดหินได้ทั้งหมด และได้รับการสถาปนาให้เป็นมหาบัณฑิต 

ชื่อเสียงของมโหสถขจรขจายไปอย่างกว้างขวางจนไปเข้าพระกรรณของ พระเจ้าจุลนีพรหมทัต พระราชาแห่งกรุงพาราณสีที่หมายจะบุกยึดกรุงมิถิลา แต่ก็ถูกมโหสถยับยั้งไว้ พระเจ้าจุลนีพรหมทัตทรงขอร้องให้มโหสถมารับราชการที่ราชสำนักของพระองค์แต่มโหสถตอบปฏิเสธไป ในขณะเดียวกันก็ได้ให้สัญญากับพระเจ้าจุลนีพรหมทัตว่าถ้าหากพระเจ้าวิเทหราชสวรรคตเมื่อไหร่จะไปรับใช้ทันที และแล้วหลังจากพระเจ้าวิเทหราชสวรรคตมโหสถจึงได้ไปรับราชการในราชสำนักของพระเจ้าจุลนีพรหมทัตตามสัญญาตราบจนมโหสถสิ้นอายุขัย 

หนังสือ ‘Die buddhistische Kunst Thawan Datchanis‘ โดย Klaus Wenk

ภาพมหาอุมมังคชาดกที่ถวัลย์ใช้เล่าเรื่องมโหสถไม่มีภาพชายหนุ่มรูปงามผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ไม่มีภาพพระเจ้าวิเทหราช หรือ พระเจ้าจุลนีพรหมทัตผู้เกรียงไกร ไม่มีภาพบัณฑิตทั้ง 4 แห่งกรุงมิถิลา มีแต่ภาพอสูรครึ่งสัตว์ครึ่งคน หัวเป็นนกเค้าแมวตัวเป็นมนุษย์ นั่งชันเข่าผายแขนเหยียดหรา ดวงตาดำขลับเบิกโพลงเพ่งมาสบตาผู้ชม บริเวณร่างกายเต็มไปด้วยโหนกกล้ามเนื้อนูนหนา ประทับประดับประดาด้วยรอยสักลายสิงห์สาราสัตว์ต่าง ๆ พันเกี่ยวกลมเกลียวกันไปหมด 

ตรงหว่างขาของมนุษย์นกเค้าแมวมีหอยงวงช้างขนาดใหญ่ที่มีหัวนกไร้ขนโผล่ออกมา ในขณะเดียวกันนกตัวดังกล่าวก็กำลังกลืนกินปราสาทประดับด้วยลวดลายวิจิตรงดงาม ข้าง ๆ กันยังมีหอยสังข์ตัวมหึมายึดติดอยู่กับใบหูมนุษย์ มีหัวของคางคกฮาร์เลควิน (Harlequin toad) หัวกบต้นไม้ตาสีแดง (Red-eyed tree frog) และตรงมุมซ้ายล่างของภาพมีคนตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง

ถึงจะดูแปลกตาแต่ทุกตัวละครในผลงานมหาอุมมังคชาดก พุทธศิลป์แหกประเพณีชิ้นนี้ถวัลย์ได้เลือกสรรมาแล้วอย่างพิถีพิถัน เหตุที่ใช้นกเค้าแมวเป็นตัวเอกของภาพ เพราะทั้งในวัฒนธรรมตะวันตก และตะวันออกนกฮูกรวมถึงนกเค้าแมวนั้นสื่อถึงปัญญา ร่างกายอันกำยำนั้นแสดงถึงศักยภาพของมนุษย์ที่มีเหนือเดียรัจฉาน รอยสักที่เต็มไปด้วยภาพสัตว์ร้ายต่อสู้บดขยี้กันพัลวันเปรียบดั่งอุปสรรคที่มโหสถพบเจอจากบัณฑิตทั้ง 4 แห่งมิถิลานคร รวมถึงศัตรูจากต่างบ้านต่างเมือง ในอีกนัยยะนกเค้าแมวยังเป็นตัวแทนของความลึกลับยามค่ำคืน หากสังเกตดี ๆในภาพจะมีเส้นบาง ๆ พาดผ่านไปบนขาของร่างมนุษย์ เชื่อมไปยังพื้นที่รูปสามเหลี่ยมปลายแหลมทางด้านซ้าย สิ่งนี้คือปีกล่องหนแสนพิศวง สื่อความหมายเชิงสัญญะถึงพระสุบินประหลาดที่พระเจ้าวิเทหะราชทรงมีครั้นมโหสถปฏิสนธิในครรภ์มารดา

มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งที่พระเจ้าจุลนีพรหมทัตยกทัพมาล้อมเมืองที่พระเจ้าวิเทหะราชประทับอยู่ไว้ แต่ด้วยความเฉลียวฉลาดของมโหสถจึงสามารถพาพระเจ้าวิเทหะราชหนีผ่านอุโมงค์ที่ตระเตรียมไว้สำเร็จ มิหนำซ้ำมโหสถยังคิดอุบายเอาชนะพระเจ้าจุลนีพรหมทัตที่มีกองทัพขนาดใหญกว่ามากได้ ในภาพมหาอุมมังคชาดกถวัลย์วาดหัวลูกนกแรกเกิดที่ตายังไม่เปิด ขนยังไม่ขึ้น แหงนหน้าอ้าปากกว้างค้างไว้เหมือนปากอุโมงค์ใหญ่ นัยน์ตามืดบอดไม่เห็นอะไร แต่พร้อมที่จะกลืนทุกสิ่งที่ยื่นมาสู่ปาก ซึ่งบริเวณนั้นมีปราสาทอันเป็นสัญลักษณ์ของพระราชา ถวัลย์ต้องการจะเปรียบเปรยถึงพระเจ้าวิเทหะราชที่ถ้าหากปราศจากมโหสถก็ไม่สามารถผ่านพ้นภยันตภัยได้ จนทรงอยู่ในสถานะที่ต้องเปิดรับทุกโอกาสที่มโหสถหยิบยื่น 

ส่วนเหตุผลที่ถวัลย์เลือกวาดภาพกบขนาดใหญ่ประกอบไว้ เพราะกบในบริบทของถวัลย์นั้นสื่อถึงความเขลา ใช้ชีวิตอาศัยอยู่ในโคลนตมที่บดบังสิ่งสวยงาม หรือไม่ก็นั่งนิ่งอยู่บนใบบัวโดยก็ไม่ได้กลิ่นหอมของดอกบัวอันละเอียดอ่อนทั้ง ๆ ที่ผลิบานสยายเกษรอยู่ตรงหน้า 

ภาพวาดของถวัลย์เต็มไปด้วยดวงตาของสิงห์สาราสัตว์มากมาย อีกทั้งยังมีภาพใบหูขนาดใหญ่ยึดติดอยู่แต่กับเพียงเสียงกังวาลจากหอย เปรียบเปรยถึงปัญญาหาใช่ว่าเพียงมองเห็นหรือได้ยินก็จะเกิดขึ้นได้หากปราศจากสติไตร่ตรอง ดั่งเช่นเหตุการณ์เมื่อเกวัฏพราหมณ์นัดประลองปัญญากับมโหสถโดยมีกติกาว่าใครยอมก้มหัวให้อีกฝ่ายก่อนถือเป็นผู้แพ้ เมื่อทั้งคู่พบกันมโหสถนำมณีวิเศษที่เกวัฏพราหมณ์หมายปองมาด้วย และบอกว่าจะมอบให้เป็นของกำนัล ขณะที่เกวัฏพราหมณ์ยื่นมือมารับมโหสถกลับแกล้งทำมณีหล่นลงพื้น ด้วยความโลภเกวัฏพราหมณ์รีบก้มลงเก็บ มโหสถได้จังหวะกดหัวเกวัฏพราหมณ์ไว้ สักขีพยานในเหตุการณ์จึงเห็นพ้องกันว่ามโหสถเป็นผู้ชนะ ดังที่ถวัลย์ได้วาดภาพพราหมณ์ก้มเก็บมณีไว้บริเวณมุมซ้ายล่างของผลงานมหาอุมมังคชาดก

หากว่ากันถึงเรื่องเทคนิคในการสร้างสรรค์ ผลงานศิลปะของถวัลย์นั้นมีหลากหลาย ที่สาธารณชนคุ้นตามักจะเป็นผลงานสีน้ำมันชิ้นใหญ่ ๆ ที่วาดด้วยพู่กันเบอร์โต ๆ ปาดป้ายฉุบฉับรวดเร็วจนเกิดเป็นภาพ แต่หลาย ๆ ท่านอาจจะยังไม่รู้ว่าถวัลย์นั้นมีความสามารถเยี่ยมยอดเข้าขั้นไร้เทียมทานในการสร้างสรรค์ผลงานที่ละเอียดลออด้วยวัสดุง่าย ๆ ด้วยเช่นกัน อย่างภาพมหาอุมมังคชาดกนี้ถวัลย์วาดด้วยปากกาลูกลื่นสีดำสุดแสนจะธรรมดา ซึ่งต้องใช้ความพยายามมากกว่า และใช้เวลาสร้างสรรค์นานกว่าผลงานในรูปแบบอื่น ๆ 

เมื่อถวัลย์จะวาดรูปด้วยปากกาลูกลื่นที่มีรายละเอียดยุบยิบแบบนี้ เพื่อให้ทำงานครั้งละนาน ๆ ได้โดยไม่อ่อนล้า ถวัลย์จะนำหมอน และกระดาษเปล่ามาวางไว้กับพื้น แล้วนอนคว่ำใช้อกหนุนหมอนในขณะที่มือขวาก็ฝนปากกาลงบนกระดาษให้เกิดรูปร่าง เกิดน้ำหนักอ่อนแก่ ค่อย ๆ เล็ง ค่อย ๆ เพ่งอย่างแม่นยำ สลับกับเช็ดหมึกที่เยิ้มอยู่บนปลายปากกาอยู่เสมอเพื่อให้มั่นใจว่าเส้นแต่ละเส้นจะบางเบาพลิ้วไหว ไม่มีเส้นไหนที่หนาเกินไป และไม่มีหมึกหยดเลอะเทอะ การวาดภาพด้วยวิธีนี้ต้องมีสมาธิสูง หากพลาดพลั้งเพียงนิดภาพจะเสียหายทันที ต่างกับการระบายสีที่สามารถแก้ไขโดยการทาทับได้ ผลงานเทคนิคปากกาลูกลื่นของถวัลย์เมื่อแล้วเสร็จมีรายละเอียดมากจนต้องส่องด้วยแว่นขยาย ใครได้เห็นต่างแทบไม่เชื่อสายตาว่านี่คือภาพที่วาดขึ้นด้วยน้ำมือมนุษย์

ด้วยองค์ประกอบที่สะดุดตาลงตัว รายละเอียดปะทะอารมณ์ เรื่องราวที่ถ่ายทอดอย่างมีชั้นเชิง ผสมผสานกับฝีมือในการสร้างสรรค์เข้าขั้นเทพ  ผนวกด้วยความสำคัญของผลงานที่มีต่อประวัติศาสตร์ศิลปะไทย จากคุณสมบัติทั้งปวงจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ผู้รู้แจ้งในผลงานของถวัลย์ทั้ง 2 ท่านจะเห็นตรงกันด้วยศีลอันเสมอ ยกย่องให้ผลงานมหาอุมมังคชาดกในตำนานเป็นที่ 1 ในดวงใจ

About the Author

Share:
Tags: ศิลปะไทย / ถวัลย์ ดัชนี / thaiartist / พุทธศิลป์ / thawan duchanee / นิตยสารอนุรักษ์ / ศิลปะร่วมสมัย / อนุรักษ์ / Thai National Artist / painting / ตัวแน่น /

เรื่องราวอีกมากมายที่คุณจะชอบ