ในช่วงชีวิตของจิตรกรคนใดคนหนึ่งถึงเขาจะวาดภาพมามากมายแค่ไหน แต่ผลงานที่ควรค่าพอจะบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ เพราะโดดเด่นจนเป็นที่จดจำ เต็มเปี่ยมด้วยเรื่องราว และมีความสำคัญยิ่งถึงขั้นศิลปินยอมตัดสินใจเปลี่ยนแนวทางการสร้างงานจนค้นพบรูปแบบที่เพียรตามหา นั้นมีน้อยชิ้นจนแทบจะนับนิ้วได้
ดั่งเช่น ถวัลย์ ดัชนี
ศิลปินหนุ่มหัวขบถชาวเชียงราย
ผู้พากเพียรเสาะหาสไตล์
อันเป็นเอกลักษณ์ที่ตกผลึกอย่างสมบูรณ์
ทั้งรูปแบบ และแนวความคิด
เพื่อจะประสบความสำเร็จ
เป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่
ในวงการศิลปะโลกให้ได้

‘ พ.ศ. 2514
เทคนิค สีน้ำมันบนผ้าใบ
ขนาด 200 x 150 เซนติเมตร
นับตั้งแต่วันที่แรกที่ถวัลย์มีโอกาสเข้าเรียนในสถาบันศิลปะ จากโรงเรียนเพาะช่าง สู่รั้วมหาวิทยาลัยศิลปากร จนได้ทุนไปเรียนต่อระดับปริญญาโทด้านจิตรกรรมฝาผนัง อนุสาวรีย์และผังเมือง ผนวกด้วยปริญญาเอกด้านอภิปรัชญา และสุนทรียศาสตร์ จากราชวิทยาลัยศิลปะ Rijks Akademic van Beeldende Kunsten ณ กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ถวัลย์เคยทดลองสร้างสรรค์ผลงานมาแล้วในทุกสไตล์เท่าที่มนุษย์จะรู้จัก ทั้งแบบสมจริง แบบนามธรรม แบบอิมเพรสชั่นนิสม์ แบบบคิวบิสม์ แต่ก็ยังไม่สามารถค้นพบตัวตนที่แท้จริงได้ จนอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่เนเธอร์แลนด์ให้ความเห็นว่า
‘นี่เป็นตัวอย่างที่แท้จริงของทาสที่ปลดปล่อยไม่ไป…มันทำเหมือนอิตาเลียน มันทำเหมือนฝรั่งเศส ทำเหมือนดัทช์…แต่เราไม่รู้เลยว่าอะไรที่เป็นตัวของมันเอง…’
พอได้ยินดังนั้นถวัลย์จึงหันเหมาวาดภาพที่มีเนื้อหาดูไทยจัดๆ เช่นเจดีย์วัดอรุณ เรือสุพรรณหงษ์ แต่พออาจารย์เห็นเข้ากลับตำหนิว่า
‘นี่มันหลงทางใหญ่แล้ว
ตอนแรกมันยังทำงานศิลปะ
ถึงแม้มันจะไม่เป็นไทย
เป็นอะไรแต่มันก็ทำงานศิลปะ
เดี๋ยวนี้มันกลายเป็น
เขียนโปสเตอร์ให้ อ.ส.ท. …
ความเป็นไทยน่ะไม่ได้อยู่ที่รูปแบบ
แต่อยู่ที่เนื้อหาเบื้องในภายใน
ว่าทำยังไงความเป็นไทยนั้น
จึงจะหายใจได้’
ในปีพ.ศ. 2511 เมื่อถวัลย์สำเร็จการศึกษาและเดินทางจากยุโรปกลับมายังประเทศไทย ถวัลย์ตัดสินใจค่อยๆถอยห่างจากสไตล์ของ ปิกัสโซ่ โมเนต์ แวนโก๊ะ รวมศิลปินชาวตะวันตกอื่นๆซึ่งมีอิทธิพลต่อศิลปะโลก ทั้งยังเลิกวาดภาพวิววัดวาอาราม พิธีรีตรอง ที่ถูกมองว่าถ่ายทอดความเป็นไทยได้เพียงแค่เปลือก ไม่ต่างจากป้ายประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว ถวัลย์กลับหลังหันมามองบ้านเกิด มาเอาจริงเอาจังกับการทำความเข้าใจแก่นแท้ของจิตวิญญาณแบบตะวันออกที่สั่งสมมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ซึ่งรวมถึง วรรณคดี ศาสนา คติความเชื่อ พงศาวดาร แล้วพยายามถ่ายทอดออกมาอย่างไม่เสแสร้งจากก้นบึ้งแห่งจิตใจที่เป็นไทย

ในงานแสดงเดี่ยวที่สถาบันเกอเธ่ เมื่อ พ.ศ. 2514
(ภาพจากหนังสือ Thai artist & the goethe 40 YEARS OF CULTURAL INTERACTION)
ในแผ่นดินสยามตั้งแต่อดีตกาลนานโพ้น ทั้งสมัยสุโขทัย อยุธยา เรื่อยมาจนถึงรัตนโกสินทร์ หนึ่งในแนวทางศิลปะที่มีความสำคัญที่สุดเปรียบได้ดังแก่นของศิลปะไทยนั่นก็คือผลงานแนว ‘ไทยประเพณี’ และด้วยคำสอนจากอาจารย์ชาวเนเธอร์แลนด์ที่แนะว่า
‘เราจะต้องเอาอดีตมารับใช้ปัจจุบัน ไม่ใช่เอาปัจจุบันนี่ไปรับใช้อดีต เราจะเดินถอยหลังกลับไปสู่มดลูกของโลกนั้นไม่ได้ เราจะต้องพัฒนา สิ่งใดที่หยุดนิ่งคือสิ่งที่ตายแล้ว’
ถวัลย์จึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะต่อลมหายใจศิลปะแบบไทยประเพณีที่มีมาแต่โบร่ำโบราณนี้โดยการคิดค้นให้ก้าวข้ามไปจากกฎเกณฑ์ดั้งเดิมที่ลอกเลียนต่อๆกันมาอย่างยาวนานจนเกิดเป็นเอกลักษณ์ของตนเองในฐานะศิลปินร่วมสมัยให้ได้
และในบรรดามหากาพย์ วรรณคดี คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ ศักดิ์สิทธิ์ และแฝงไว้ด้วยคติสอนใจ จนกลายเป็นที่นิยมมากที่สุดในการถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานจิตรกรรมโดยเหล่าบูรพศิลปินไทย คือเรื่อง รามเกียรติ์
จากหลายร้อยหลายพันฉากของสุดยอดมหากาพย์รามเกียรติ์ที่ถวัลย์ศึกษาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนขึ้นใจ ถวัลย์เลือกมาวาดเพียงฉากเดียว จากส่วนหนึ่งของบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1 ซึ่งเรื่องราวกล่าวเอาไว้ว่ามียักษ์ตนหนึ่งนามว่า ‘นนทกาล’ ซึ่งมีหน้าที่เฝ้าประตูสวรรค์ ไปแอบชอบนางในของพระอิศวร จึงถูกสาปให้ลงมาเกิดเป็นพญาควายเผือกชื่อ ‘ทรพา’ และให้ถูกลูกตัวผู้ของตนเองฆ่า
เมื่อทราบถึงคำสาปดังกล่าวทรพาจึงคอยฆ่าลูกตัวผู้ของตัวเองทั้งหมดตั้งแต่แรกเกิด จนวันหนึ่งควายตัวเมียในฝูงของทรพาชื่อ ‘นิลา’ เกิดตกลูกออกมาเป็นตัวผู้และกลัวว่าลูกจะถูกทรพาผู้เป็นพ่อฆ่าทิ้งจึงพาไปซ่อนในถ้ำ ตั้งชื่อให้ว่า ‘ทรพี’ และขอพรให้เทวดาในป่าเขาช่วยปกปักรักษาลูกของตน ด้วยความเวทนาสงสารเทวดาจึงเข้าประทับที่เขา และขาของทรพีเพื่อคุ้มครอง
เพราะได้พลังวิเศษจากเหล่าเทวดาผู้คอยอารักขา ทรพีจึงเติบใหญ่กลายเป็นควายที่มีพละกำลังมาก และคอยแอบวัดรอยตีนตัวเองกับรอยตีนของทรพาอยู่เสมอ จนวันหนึ่งเมื่อรอยตีนมีขนาดทัดเทียมกับผู้เป็นพ่อแล้วทรพีจึงบุกไปท้ารบกับทรพา และสามารถปลิดชีพทรพาดั่งคำสาปได้ในที่สุด
ด้วยความหยิ่งผยองจนลืมตัว ทรพีคิดว่าตนแข็งแกร่ง เก่งกาจจนไม่มีใครสามารถจะเอาชนะได้ จึงเดินทางไปพบพระอิศวรเพื่อท้ารบ แต่พระอิศวรไม่สู้ด้วยกลับบอกเพียงว่าให้เอาชนะ ‘พาลี’ พญาลิงที่ครองเมืองขีดขินให้ได้เสียก่อน
พาลี ผู้เป็นโอรสของพระอินทร์คือหนึ่งในตัวละครรามเกียรติ์ที่มีพละกำลังมากที่สุด พาลีเคยช่วยยกเขาพระสุเมรุให้กลับสู่ตำแหน่งเดิมได้และยังเป็นผู้เดียวที่สามารถคว้าศรของพระรามขณะพุ่งมาให้หยุดด้วยมือเปล่า อีกทั้งเวลาสู้รบยังสามารถดึงพลังศัตรูมาครึ่งหนึ่ง แล้วนำมาบวกเพิ่มกับพลังของตัวเองที่มีมหาศาลอยู่แล้วได้
ในที่สุดศึกหยุดโลกระหว่างพาลีกับทรพีก็เกิดขึ้นในถ้ำสุรกานต์ การต่อสู้ดำเนินไปถึง 7 วัน 7 คืนก็ยังไม่มีผู้ชนะผู้แพ้ พาลีจึงเกิดความสงสัยถามทรพีไปว่าที่เก่งกล้าสามารถขนาดนี้ เพราะมีเทวดาองค์ใดสถิตอยู่ในร่างหรือไม่ ด้วยความหลงตัวเองทรพีกลับตอบไปว่าข้าเก่งเองไม่ได้มีเทวดาหน้าไหนมาปกป้อง เมื่อเทวดาประจำกายได้ยินคำพูดคำจาที่อกตัญญูเยี่ยงนี้จึงไม่พอใจพากันผละออกจากเขา และขาของทรพีไป ส่งผลให้พาลีสามารถเอาชนะปลิดชีพทรพีได้โดยง่าย
เพื่อเนรมิตฉากรบพุ่งให้กึกก้องสมกับเป็นการต่อสู้ระหว่างสองพญาสัตว์ที่มีพละกำลังมากที่สุดทั้งสอง ถวัลย์จัดท่วงท่าให้เร้าอารมณ์ยิ่งไปกว่าแบบฉบับดั้งเดิมที่เคยมีมา พาลีในภาพของถวัลย์กำลังแยกเขี้ยวกู่ร้องคำรามอย่างเกรี้ยวกราด ในวินาทีเดียวกันก็โจนทะยานขึ้นไปเกาะอยู่บนหลังทรพี เท้าข้างหนึ่งของพาลียึดคอทรพีเอาไว้ ในขณะที่เท้าอีกข้างคว้าปลอกเขาของทรพี แล้วดึงรูดให้หลุดออกจากแกนเขาเพื่อปลดอาวุธ แขนทั้งสองของพาลียกขึ้นเหนือหัว ภายในมือกำด้ามพระขรรค์ไว้แน่น เงื้อง้างพร้อมพุ่งเสียบสังหารในจังหวะจะโคนที่พอเหมาะ ทรพีเองก็อยู่ในท่วงท่าพยศอย่างบ้าคลั่ง ขวิดเสยขึ้นใส่พาลีอย่างสุดกำลังด้วยเขาคู่งามโค้งยาว จนร่างทรพีที่ใหญ่มหึมาลอยขึ้นไปบนอากาศ
เพราะได้แรงบันดาลใจจากผลงานศิลปะไทยประเพณียุคเก่าก่อน อย่างตู้พระธรรม ตู้สำหรับเก็บสมุดไทย และคัมภีร์ใบลานซึ่งมักมีการวาดประดับอย่างวิจิตรด้วยลายทองรดน้ำ ถวัลย์บรรจงลงเส้นสายแบบไทยให้เกิดเป็นภาพอย่างช่ำชอง พาลีแต่งองค์ทรงเครื่องเต็มตัว ห่มกายด้วยอาภรณ์ระยิบระยับ ในขณะทรพีสีเข้มทะมึนเน้นเส้นสายของมัดกล้าม บนร่างทรพีมีลวดลายวิจิตรเพียงบริเวณที่เทพยดาสถิตย์อยู่คือตรงขาและเขา
ถวัลย์ไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาลอกเลียนอดีต แต่คิดค้นรูปแบบและผูกลวดลายขึ้นมาเองอย่างมีเอกลักษณ์ ด้วยภาพตัวละครในลีลาท่าทางใหม่ รวมถึงลายประดับที่ผสมผสานมาจากสิงห์สาราสัตว์ และหมู่แมลง สื่อถึงสิ่งมีชีวิตกลางป่ากลางเขาที่เป็นสักขีพยานในถ้ำสุรกานต์ โดยองค์ประกอบทั้งปวงยังคงความเป็นไทยไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยม
ในยุคที่ถวัลย์ริเริ่มสร้างผลงานในแนวไทยประเพณีเมื่อราวปี พ.ศ. 2511 ผลงานจิตรกรรมเทคนิคสีน้ำมันของถวัลย์ยังมีสีสันที่หลากหลาย เน้นความฉูดฉาด แต่ละภาพแทบจะเป็นสีรุ้งดูระยิบระยับ ครั้นเมื่อถวัลย์หันมาศึกษาปรัชญาตะวันออกอย่าง พุทธ และ เซน จนแตกฉาน สีในผลงานจึงเริ่มถูกลดทอนจนเหลือเพียงไม่กี่สีในการสื่อสารเรื่องราวเพื่อให้เข้าใกล้ความบริสุทธิ์แบบ ‘ไร้กระจกให้ฝุ่นจับ’ อย่างในการวาดภาพ ‘พญาพาลีปราบทรพี’ นี้ถวัลย์ลดทอนจนเหลือเฉพาะเฉดสีที่บรรพบุรุษไทยใช้ในการประดับตู้พระธรรมคือ สีทองคำเปลว สีแดงชาด สีน้ำเงินเข้ม หรือ สีขาบ และสีดำของยางรัก
ผลลัพธ์ที่เกิดจากการผนวกรูปแบบ เทคนิค แนวคิด ที่ถวัลย์ช่ำชองอยู่ก่อนแล้ว และที่เพิ่งจะค้นพบใหม่เข้าด้วยกัน คือผลงานจิตรกรรมสีน้ำมันบนผ้าใบอันทรงพลังมากที่สุดภาพหนึ่งเท่าที่ ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินหนุ่มในวัยเพิ่งจะ 30 ได้เคยสร้างสรรค์ขึ้นมา ภาพ ‘พญาพาลีปราบทรพี’ ขนาดสูงท่วมหัวชิ้นนี้ สามารถหยุดเวลาไว้ได้อย่างฉับพลันในเสี้ยววินาทีที่การต่อสู้กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม ทุกรายละเอียดสื่ออารมณ์ออกมาได้อย่างชัดเจนถึงความรุนแรงดุเดือดเลือดพล่าน ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถคงความสมดุลย์สอดประสานสัมพันธ์กัน เกิดมีชีวิตชีวาราวกับว่าตัวละครในภาพกำลังขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้ ลบคำวิจารณ์ที่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เคยกล่าวกับถวัลย์ไว้ว่า
‘…ปลาของนายว่ายน้ำไม่ได้ ไม่มีกลิ่นคาว ม้าของนายตายแล้ว ยืนตาย วิ่งไม่ได้ ร้องไม่ได้…’
ภาพวาด ‘พญาพาลีปราบทรพี’ ชิ้นนี้จึงเป็นหนึ่งในหัวเลี้ยวหัวต่อที่เปลี่ยนผลงานของถวัลย์ในแบบดั้งเดิมให้เป็นสไตล์ถวัลย์อย่างที่เราคุ้นตากัน เพราะหลังจากนั้นภาพวาดของถวัลย์ก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย จากที่เคยใช้สีแพรวพราวก็ลดทอนเหลือเพียง ขาว ดำ แดง ทอง ถวัลย์เริ่มนำเส้นสายแบบไทยอันเป็นเอกลักษณ์ของถวัลย์เองมาผสมผสานไว้ในผลงานอยู่เสมอๆ รวมทั้งยังต่อยอดไปสู่ลวดลายประดับประดาสถาปัตยกรรมอย่าง ‘บ้านดำ’ อันเลื่องชื่อ

ขณะยังตั้งอยู่บนถนนพระอาทิตย์
(ภาพจากหนังสือ Thai artist & the goethe 40 YEARS OF CULTURAL INTERACTION)
ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2514 เมื่อ ‘พญาพาลีปราบทรพี’ ผลงานอันเป็นความภาคภูมิใจสำเร็จลุล่วงอย่างที่คาดหวัง ถวัลย์ได้นำไปจัดแสดงในนิทรรศการเดี่ยว ณ สถาบันเกอเธ่ สถาบันด้านวัฒนธรรมของประเทศเยอรมันนีประจำประเทศไทย ซึ่งในขณะนั้นยังตั้งอยู่บนถนนพระอาทิตย์ นิทรรศการเดี่ยวในครั้งนี้ได้รับการชื่นชมเป็นอย่างดีในหมู่ผู้รักศิลปะชาวต่างชาติ อีกทั้งในปี พ.ศ. 2517 ภาพ ‘พญาพาลีปราบทรพี’ ยังถูกคัดเลือกไปประกอบเป็นภาพสีเต็มหน้าในหนังสือรวมผลงานของถวัลย์เล่มแรก ‘Forms of Man: The Buddhist Vision of Thawan Duchanee’ ที่เขียนโดย รัสเซลล์ มาร์คัส (Russell Marcus) ชาวอเมริกัน และตีพิมพ์ในประเทศญี่ปุ่น

สาเหตุที่ต้องพึ่งสถานที่จัดแสดง ผู้เชี่ยวชาญศิลปะ รวมถึงสำนักพิมพ์ต่างชาติทั้งหมด เนื่องจากในยุคนั้นถวัลย์ยังไม่ได้มีชื่อเสียงในหมู่ชาวไทยเหมือนสมัยอีกหลายสิบปีต่อมา ถวัลย์เคยเล่าว่ามีแต่ชาวต่างชาติที่ดูผลงานแล้วเข้าถึง ในขณะที่เพื่อนร่วมชาติไม่เข้าใจ แถมไม่ใส่ใจที่จะเข้าใจด้วยซ้ำ เพราะมองว่าศิลปะเป็นเรื่องไกลตัว ไม่นึกถึง ไม่พูดถึง ไม่สะสม ในงานแสดงสมัยแรกๆเมื่อถวัลย์กลับมาเมืองไทยใหม่ๆ แต่ละงานมีคนมาชม 200 ถึง 300 คน แทบทั้งหมดเป็นชาวต่างชาติ น่าประหลาดมีคนไทยมาดูแค่ 2-3 คน ถวัลย์เปรียบเปรยการเคี่ยวเข็ญชาวไทยให้รู้สึกถึงความสุนทรีย์ในงานศิลปะนั้นยากเย็นเหมือนกับการเล่นเปียโนให้ลา หรือเล่นกีตาร์ให้ควายฟัง
แต่แทนที่จะท้อแท้ ถวัลย์กลับยิ่งรังสรรค์ผลงาน เริ่มจากสร้างฐานแฟนคลับชาวต่างชาติให้กว้างขวางยิ่งขึ้น หมั่นจัดแสดงผลงานในสถานที่ที่ชาวต่างชาติในเมืองไทยเขาไปรวมตัวกัน ออกเดินทางรับงานคอมมิสชันให้กับปราสาทราชวังในยุโรป และจัดนิทรรศการนอกประเทศไทย ตระเวนไปจนแทบจะทั่วทุกทวีป ทั้งเอเซีย อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ยุโรป ออสเตรเลีย จนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ด้วยกลยุทธ์โลกล้อมเรา โกอินเตอร์ก่อนแล้วค่อยวกกลับบ้าน ในที่สุดถวัลย์ก็ประสบความสำเร็จผงาดเป็นจักรพรรดิแห่งผืนผ้าใบที่ทั้งชาวต่างชาติ และชาวไทยต่างโจษขานในฝีไม้ลายมือ

จากหนังสือ ‘Forms of Man: The Buddhist Vision of Thawan Duchanee’
เรื่อง ภาพ ตัวแน่น
ศิลปิน: ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปี พ.ศ.2544
คลิก ⊳ อ่านบทความอื่น ๆ เกี่ยวกับ ถวัลย์ ดัชนี


