เรื่อง/ภาพ: นัทธ์หทัย วนาเฉลิม

พระไม้สกุลช่างพื้นบ้าน ลักษณะฝีมือค่อนข้างหยาบแต่กลับดูแล้วซื่อบริสุทธิ์อย่างศิลปะไร้มารยา (Naive)
คนอีสานสมัยก่อนเชื่อว่าการซื้อขายพระนั้นเป็นบาป จึงนิยมที่จะแกะสลักจากไม้ขึ้นมาเพื่อใช้เอง เจ้าเมืองหรือคหบดีที่มีกำลังทรัพย์ก็จะจ้างช่างฝีมือให้แกะสลักให้ ส่วนชาวบ้านทั่วไปจะใช้เวลาว่างจากงานในเรือกสวนไร่นาหรือการเลี้ยงสัตว์มาแกะสลัก พระไม้จึงมีอีกชื่อเล่นว่า “พระเลี้ยงควาย” แต่เนื่องจากไม่ได้ฝึกหัดฝีมืออย่างประติมากร พระพุทธรูปไม้ที่สลักออกมาหน้าตาจึงดูเด๋อด๋า พุทธลักษณะไม่ได้สัดส่วน แต่กระนั้นผู้สร้างก็เปี่ยมไปด้วยศรัทธา
เมื่อเวลาล่วงเลยพระพุทธรูปไม้ในกาลปัจจุบันแบ่งเป็นพระใช้และพระเก็บ พระใช้ คือพระที่เอามาประดิษฐานบนแท่นบูชาเพื่อพิธีทางสังฆกรรมต่างๆ ส่วนพระเก็บ คือ ทั้งเก็บไว้ด้วยความอายว่าไม่ทันสมัย และเก็บไว้เพราะมีค่าเกรงว่าจะถูกโจรกรรมไปจึงซุกงำไว้
จากตำนานพระไม้องค์แรกของโลกสู่พระไม้องค์แรกในภาคอีสาน

เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรกำลังถ่ายรูปเพื่อขึ้นทะเบียนพระพุทธรูปไม้ภายในสิม (โบสถ์) โบราณแห่งหนึ่ง
ตามตำนานกล่าวว่าเมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นเวลา ๓ เดือน ขณะเดียวกันพระเจ้าปเสนธิโกศลซึ่งเป็นสหชาติของพระพุทธเจ้าได้คิดถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างมาก จึงได้แกะสลักรูปพระพุทธเจ้าจากไม้แก่นจันทน์ขึ้นมา แต่เนื่องจากไม่มีใครพบหลักฐานนั้น เรื่องพระแก่นจันทน์จึงกลายเป็นเพียงมุขปาฐะที่เล่าต่อกันมา
จนกระทั่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ไปแล้วกว่า ๓๐๐ ปี ก็ยังไม่มีการสร้างพระพุทธรูป มีเพียงสิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ เช่น
“ดอกบัว” เป็นสัญลักษณ์ของการประสูติ
“บัลลังก์ กวางและต้นโพธิ์” เป็นสัญลักษณ์ของการตรัสรู้
“ธรรมจักร” เป็นสัญลักษณ์ของการประกาศธรรม
และสุดท้าย คือ “เจดีย์ สถูป” เป็นสัญลักษณ์ของการปรินิพพานว่าเมื่อมีการถวายพระเพลิงสรีระพระพุทธองค์ก็จะเหลือเพียงพูนดิน

พระพุทธรูปไม้สวมกระโจมหัวทรงเครื่องอย่างกษัตริย์ ในภาพยนตร์ดูน่ากลัวด้วยการจัดแสง แต่องค์จริงหน้าตาใจดีน่าเอ็นดูมาก
หลักฐานเกี่ยวกับความระลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าในยุคนั้นจึงปรากฏเพียงเท่านี้ จนกระทั่งระหว่างพุทธศักราช ๕๐๐-๕๕๐ “พระยามิลินท์” หรือ “พระเจ้าเมนันเดอร์ที่ ๑” ได้ทรงกรีฑาทัพเพื่อแผ่ขยายอาณาเขตไปทั่วบริเวณด้านตะวันตกเฉียงเหนือของชมพูทวีปและตั้งราชธานีที่เมืองสากล
หลังจากได้พบ “พระนาคเสน” กษัตริย์เชื้อสายกรีกได้ทรงบังเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงได้สร้างสถาปัตยกรรมและประติมากรรมทางพุทธศาสนาขึ้นมากมายในแคว้นคันธาราฐ พระพุทธรูปองค์แรกที่มีหลักฐานการค้นพบสร้างขึ้นในสมัยนี้เอง โดยมีพระพักตร์อย่างชาวยุโรป จีวรมีริ้วคล้ายเครื่องนุ่งห่มของเทวรูปกรีก เรียกพระพุทธรูปแบบนี้ว่า “พระพุทธรูปแบบคันธาราฐ”
แต่ในส่วนการสร้างพระไม้ครั้งแรกของภาคอีสานยังไม่มีหลักฐานที่ปรากฏชัดเจน…
แหล่งข้อมูลมักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เกิดมาก็เห็นแล้ว” แต่จากการลงพื้นที่สำรวจพระพุทธรูปไม้จากวัดต่างๆ ในภาคอีสาน พบว่ามีอายุไม่เกิน ๒๐๐ แม้ว่าพระพุทธศาสนาจะเข้ามายังดินแดนแถบนี้ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๓ (ยุคแรกของวัฒนธรรมทวารวดีฟ้าแดดสงยาง) ก่อนจะค่อยๆ เสื่อมโทรมลงตามกาลเวลา และได้เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านช้าง
กระทั่งหลังจากพระเจ้าสุริยวงศาธรรมมิกราชแห่งอาณาจักรล้านช้างเสด็จสวรรคต ในพุทธศักราช ๒๒๓๘ นครเวียงจันทน์เกิดความวุ่นวาย ผู้คนอพยพข้ามแม่น้ำโขงมายังฝั่งขวาเรื่อยมาจนถึงยุคกรุงธนบุรีที่มีกลุ่มของพระวอและพระตาขอเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี และยุคต้นรัตนโกสินทร์ที่ดินแดนล้านช้างตกเป็นส่วนหนึ่งของสยาม มีการกวาดต้อนผู้คนเข้ามาอยู่อาศัย ทำให้ดินแดนอีสานมีการตั้งบ้านเรือนกันหนาแน่นขึ้น อิทธิพลจากศิลปะล้านช้างจึงแพร่มาทางการอพยพโยกย้ายถิ่นฐาน หรือการสืบทอดงานฝีมือเชิงช่างมาทางเครือญาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานทางพุทธศิลป์
คติธรรมในการสร้าง

“ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชอบ ดีสวนโคก” อดีตผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยขอนแก่นและอดีตอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ได้เมตตาเล่าเรื่องเกี่ยวกับคติการสร้างพระพุทธรูปขึ้นว่า เพื่อเป็นการระลึกถึงพระคุณขององค์มหาบุรุษในเรื่องปัญญาคุณ วิสุทธิคุณ และกรุณาธิคุณ
นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างเพื่ออุทิศส่วนบุญ ส่วนกุศลให้ผู้ที่ล่วงลับ และต่ออายุพระพุทธศาสนาด้วย โดยเชื่อว่าอานิสงจะได้ไปเกิดในยุคพระศรีอารยเมตไตรย
ไม้ที่นำมาแกะสลักนิยมใช้ต้นไม้ที่มีชื่อเกี่ยวพันในพุทธประวัติ รวมทั้งมีชื่อพ้องเสียงกับสำเนียงท้องถิ่นที่มีความหมายมงคล เช่น
“ไม้โพธิ์” ถือว่าเป็นโพธิ์บัลลังก์ในการตรัสรู้
“ไม้คูน” ในภาษาอีสานมีคำว่า “ค้ำคูน” มีความหมายว่าค้ำจุนให้อยู่เย็นเป็นสุข
“ไม้ยอ” ใช้ได้ทั้งยอป่าและยอบ้าน โดยหวังอานิสงส์ให้คนยกย่องสรรเสริญ
“ไม้จันทน์” ตำนานที่เกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ
“ไม้พยูง” เชื่อว่าจะช่วยให้ผู้อื่นเกื้อกูล
“ไม้ขนุน” มีความหมายอยากให้มีผู้เกื้อหนุน
“ไม้กระโดน” คำว่า “โดน” ในภาษาอีสาน แปลว่า “นาน” การนำมาแกะสลักพระไม้ เชื่อว่าจะได้รับอานิสงส์ให้ผู้แกะมีอายุยืนนาน
“ไม้มะขาม” เนื้อไม้ที่อายุมากจะมีสีดำ เชื่อว่าผู้ที่สร้างพระพุทธรูปจากไม้มะขามจะเป็นที่เกรงขาม และมีรูปร่างแข็งแรง มีอายุยืนดังต้นมะขาม
“ไม้ติ้ว” พ้องกับหน่วยนับที่มีค่าสูงสุดในภาษาอีสาน (หน่วย สิบ ร้อย พัน หมื่น แสน ล้าน โกฏิ กือ ตื้อ ติ้ว ตัง)
“มูกเกี้ย มูกมัน” ความเป็นมงคลอยู่ที่ความหอม

พระพุทธรูปไม้ปางนาคปรกอย่างศิลปะพื้นบ้าน

พระพุทธรูปไม้ปางสมธิศิลปะแปลกตา
แต่มีไม้อยู่ชนิดหนึ่งที่ชื่อไม่ได้บอกบอกถึงความเป็นมงคลแต่นิยมนำมาสร้างพระเพราะเรื่องราวของมัน ไม้นั้นคือ “พญางิ้วดำ” อาจารย์ชอบท่านเป็นผู้ที่มีความสามารถในการจดจำตำนาน นิทานท้องถิ่นต่างๆ ได้อย่างเป็นเลิศ ท่านได้เล่าตำนานถึงความเป็นมงคลของไม้พญางิ้วดำว่า…
มีชายคนหนึ่งนามว่า “ท้าวศรีโคตร” เป็นคนที่ร่างกายผ่ายผอม อ่อนแอ แต่ก็อยากเป็นทหาร จึงไปสมัครเข้าร่วมกองทัพ แม้ว่าคุณสมบัติทางกายจะไม่ผ่านแต่ด้วยความตั้งใจทางกองทัพจึงรับไว้โดยมอบหมายหน้าที่ให้เป็นคนครัว
วันหนึ่งขณะที่เพื่อนทหารออกไปรบ ท้าวศรีโคตรได้เตรียมอาหารไว้ให้เพื่อนๆ ตามปกติ พอดีหม้อข้าวเดือดแต่ท้าวหาไม้คนหม้อข้าวไม่เจอ ด้วยความเกรงข้าวจะไหม้ จังหวะรีบร้อนจึงคว้าเอาไม้ที่วางพิงอยู่แถวนั้นมาคน
ปรากฏว่าคนไปแล้วข้าวเกิดกลายเป็นสีดำ ก็เกรงว่ากินแล้วจะเกิดปัญหา จึงลองชิมดู หลังกลืนลงท้องจู่ๆ ก็รู้สึกคึกคักปึ๋งปั๋งมีกำลังวังชา ท้าวศรีโคตรได้ลองกำลังโดยเหนี่ยวเอายอดยางลงมา เอาหม้อข้าวแขวนไว้ แล้วปล่อยยอดยางดีดกลับคืนขึ้นไป
เมื่อเพื่อนๆ รบกลับมาทั้งเหนื่อยทั้งหิวไม่เห็นมีข้าวปลาอาหารต่างก็โมโหหิว ท้าวจึงยิ้มแบบเป็นต่อพลางชี้ไปบนยอดยางใหญ่ เพื่อนๆ ต่างพากันตกใจว่าท้าวเอาหม้อข้าวขึ้นไปแขวนได้อย่างไร
ท้าวจึงแสดงการเหนี่ยวเอายอดยางลงมา เพื่อนๆ ต่างตกใจตาค้าง ท้าวศรีโคตรจึงเล่าว่าตนเองร่างกายแข็งแรงและมีพละกำลังเนื่องจากกินข้าวสีดำในหม้อนี้ เมื่อเพื่อนๆ ทหารพากันกินข้าวสีดำที่อยู่ในหม้อต่างก็พละกำลังขึ้นมากมายจนรบชนะ เมื่อมาดูว่าไม้สีดำที่ท้าวศรีโคตรนำไปคนหม้อข้าวนั้นเป็นไม้อะไร ก็พบว่าคือ “ไม้พญางิ้วดำ” นี่เอง
จึงเป็นที่มาในเรื่องความเป็นมงคลของไม้พญางิ้วดำว่าทำให้ร่างกายแข็งแรง มีพละกำลัง

พระพุทธรูปประธานสร้างจากไม้กันเกรา ประดิษฐานภายในพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านของวัดโบราณในภาคอีสาน
ไม่สวยสะ แต่สวยซื่อ
หากพิจารณาความงดงามละเอียดประณีตแล้ว จะแบ่งลักษณะเชิงทัศนศิลป์ออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ “กลุ่มช่างพื้นบ้าน” และ “กลุ่มอิทธิพลช่างหลวง”
“กลุ่มช่างพื้นบ้าน” ดังที่เคยกล่าวไปเมื่อตอนข้างต้นว่า “แต่เดิมคนอีสานเชื่อว่าการขายพระนั้นเป็นบาป” ลักษณะการแกะสลักพระจึงเป็นการสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในครัวเรือน ไม่ได้แกะกันเป็นอุตสาหกรรม ผลงานค่อนข้างเรียบง่าย อิสระ ตามข้อจำกัดของไม้เป็นสำคัญ ฝีมือและลวดลายค่อนข้างหยาบ
“กลุ่มอิทธิพลช่างหลวง” พระไม้ในกลุ่มอิทธิพลช่างหลวงผู้ที่จะสร้างได้ ต้องเป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ เช่น เจ้าเมืองหรือเจ้าแขวงจึงจะสามารถจ้างให้ช่างหลวงมาแกะ หรือไม่เช่นนั้นก็เป็นช่างพื้นบ้านที่รับเอาอิทธิพลช่างหลวงมา อาจจะมีโอกาสเข้าไปเรียนหนังสือในบางกอก แล้วครูพักลักจำ หรือมีโอกาสได้ฝึกฝีมือ ทำให้พระไม้ที่แกะสลักมีความงดงามตามสัดส่วนพุทธศิลป์ โดยอิทธิพลที่ได้รับมักมาจากเวียงจันทน์ หลวงพระบาง และบางกอก อาจมีส่วนน้อยที่ได้รับมาจากสุโขทัย
โดยปางที่นิยมในการแกะสลักพระไม้ คือ ปางมารวิชัย และปางสมาธิ เนื่องจากทำได้ง่ายที่สุด และมีความแข็งแรงมั่นคง โดยตรงส่วนเปราะบางอย่างแขนไม่หักโดยง่ายเหมือนปางประทับยืน
ขั้นตอนในการสร้าง
๑. วาดแบบและเลือกท่อนไม้ หากเลือกบริเวณที่มีตาไม้จะแกะยากเนื่องจากความแข็ง แต่จะได้งานที่มีลายไม้สวยงาม
๒. กำหนดความสูงของส่วนฐาน แล้วใช้ปากกาวงเส้นให้รอบ และความกว้างของลำตัวองค์พระ โดยวาดสี่เหลี่ยมลงบนหน้าตัดของไม้
๓. ใช้สิ่วสกัดส่วนเกินส่วนเกินทั้งสี่ด้านออกจนถึงบริเวณที่ทำเครื่องหมายไว้เป็นฐาน
๔. วาดเค้าโครงองค์พระแล้วค่อยๆ สกัดให้เกิดมิติ และเก็บรายละเอียด

วิธีการแกะสลักพระไม้คือ เริ่มจากการวาดแบบ แล้วกำหนดความกว้างของลำตัวองค์พระโดยการวาดสี่เหลี่ยมบนหน้าตัดท่อนไม้ แล้วสลัดเนื้อไม้ออกลงมาให้ถึงบริเวณที่ต้องการให้เป็นส่วนฐาน

ลักษณะการสกัดไม้
มีช่างแกะไม้อยู่ท่านหนึ่งชื่อว่า “พ่อใหญ่น้อย ดรหมื่นนอ” (ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว) อยู่ที่บ้านโคกกลาง อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ท่านรับแกะสลักพระพุทธรูปไม้ให้กับผู้ที่ไปบนบานว่าหากหายป่วยจะสร้างพระพุทธรูป คล้ายๆ กับเป็นการต่ออายุ
ในขณะเดียวกันชาวบ้านก็เชื่อว่าหากให้ผู้ที่เคยบวชเรียนแล้วอย่างพ่อใหญ่น้อยสร้างให้จะหมดเคราะห์หมดโศก ท่านจึงยินดีที่จะช่วยแกะสลักให้โดยใช้อุปกรณ์เพียง ๓ อย่าง คือ มีดตอกสิ่ว สิ่วปากราบ และสิ่วโกบ
นอกจากความเชื่อของชาวบ้านแล้ว ยังเป็นเรื่องความผูกพันและความมีน้ำใจต่อกันระหว่างคนในหมู่บ้านด้วย เพราะตัวพ่อใหญ่เองก็ไม่ได้เรียกร้องค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

พระไม้ที่ชาวบ้านแกะสลักเสร็จแล้วนำมาวางไว้ที่ฐานพระประธานทั้งเพื่อแก้บนและเพื่อสืบทอดพระศาสนา
พิธีบ๋อตา (พิธีเบิกเนตรแบบอีสานโบราณ)
ถ้าหากแกะสลักพระสำเร็จแต่ไม่ทำ “พิธีบ๋อตา” ก็ไม่นับว่าองค์พระนั้นเสร็จสมบูรณ์ สาเหตุที่เราต้องทำพิธีบ๋อตาเป็นเพราะว่าในขั้นตอนการสร้างพระ ผู้สร้างอาจแสดงกิริยาที่ไม่สมควรต่อองค์พระที่สร้าง จึงเป็นกุศโลบายของคนโบราณว่า หากยังไม่เบิกเนตรถือว่ายังไม่ใช่พระพุทธรูปที่สมบูรณ์ การกระทำโดยไม่ตั้งใจระหว่างการสร้างถือว่าไม่บาป
ขั้นตอนพิธีบ๋อตา
นิมนต์พระสงฆ์ไม่น้อยกว่ากว่า ๔ รูป พานกะหย่องใส่พระไม้และดอกไม้ สายสิญจน์สำหรับโยงจากพระประธานที่โต๊ะหมู่บูชามายังพระไม้ที่จะทำพิธีบ๋อตา
สำหรับบทสวดนั้นให้ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วตามด้วย
๑. บทสวดสรรเสริญพุทธคุณ ธรรมคุณ และสังฆคุณ
๒. สวดคาถาเบิกเนตร (เป็นส่วนหนึ่งในพระธรรมจักรกัปวัตนสูตร โดยใช้ตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดปัญจวัคคี และทำให้พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม)
๓. สวดพาหุง และภะวะตุสัพ เพื่อให้พรเจ้าภาพ
พิธีกรรมทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียง ๑๐-๑๕ นาที ขณะสวดคาถาเบิกเนตร พระสงฆ์ผู้ทำพิธีจะใช้ดินสอดำขีดที่ดวงตาขององค์พระ อนุมานว่าเป็นรอยแยกเปลือกตาบนและเปลือกตาล่าง พิธีกรรมนี้จะทำในช่วงเวลาไหนก็ได้มิได้กำหนดตายตัว
ในสมัยก่อนหลังจากเสร็จพิธีกรรมบ๋อตาชาวบ้านจะนำพระไม้ไปวางไว้บนโต๊ะเล็กๆ ที่หน้าห้องของเจ้าอาวาส หรือตามฐานพระในโบสถ์ ไปจนถึงโคนต้นโพธิ์ เนื่องจากคนอีสานเดิมไม่นิยมนำพระพุทธรูปมาไว้ที่บ้านแต่จะเอาไปไว้ที่วัดแทน ส่วนหิ้งที่บ้านนั้นเป็นหิ้งเปล่าสำหรับบูชาเทวดา
แต่ปัจจุบันนี้เวลามีพิธีพุทธาภิเษกที่ไหนก็จะมีการนำองค์พระไปเข้าร่วม หรือเวลาที่ลูกหลานบวชก็เอาองค์พระพุทธรูป หรือแม้แต่พระเครื่องที่ห้อยคอนั้นใส่ในบาตรเข้าไปในโบสถ์ด้วย ถือว่าจัดการบวชไปพร้อมลูกหลานเลย นัยว่าเป็นการเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์

พระพุทธรูปไม้ที่ถูกปล่อยทิ้งในสิม (โบสถ์) เก่า อย่างน่าสงสาร
กระตุกชีพจรพระไม้
ในปัจจุบันค่านิยมเรื่องความงามเปลี่ยนไป พระไม้จึงไม่เป็นที่นิยมเสียแล้ว หลายๆ วัดในภาคอีสานบ้างเผาทำลาย บ้างนำไปซุกเก็บไว้ในส่วนที่ไม่ได้ใช้งาน หากต้องการให้คนในภูมิภาคอื่นได้เห็นถึงความสวยซื่อในพุทธศิลป์พื้นบ้านอีสานที่สร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยความศรัทธา เราต้องเข้าใจและภูมิใจในภูมิปัญญาของบรรพบุรุษเสียก่อน คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยรองศาสตราจารย์ดอกเตอร์นิยม วงศ์พงษ์คำ ท่านไม่เพียงแต่เป็นรองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แต่ยังเป็นอาจารย์ประจำวิชาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วย

รศ.ดร.นิยม วงศ์พงษ์คำ ให้ความสนใจศึกษาพระพุทธรูปไม้พื้นบ้านอีสานโดยลงพื้นที่วิจัยกว่า ๕๐๐ วัด
อาจารย์นิยมเล่าว่าเมื่อตอนที่ท่านลงภาคสนาม ๑๙ จังหวัด เพื่อเก็บข้อมูลทำงานวิจัย ท่านได้เห็นว่าภูมิปัญญาแขนงนี้กำลังถูกทอดทิ้ง เราจะทำอย่างไรให้ดำรงอยู่ อาจารย์จึงให้นักศึกษาในรายวิชาภูมิปัญญาท้องถิ่นได้ฝึกหัดแกะสลักพระไม้เพื่อให้เด็กๆ รู้ว่าคนสมัยก่อนเขาไม่มีความรู้แต่เขาแกะได้เพราะมีศรัทธา พวกเด็กๆ จะแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ พวกที่ลอกแบบมา และพวกที่แกะไปโดยอิสระ
“ในเรื่องความสำเร็จถ้าเป็นชิ้นงานก็ถือว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ ส่วนในเรื่องของจิตใจต้องดูอีกที แต่อย่างน้อยก็เป็นการให้เขาเรียนรู้ เป็นการเพาะต้นกล้า”
ในระหว่างนี้ชีพจรของพระไม้ดูเหมือนจะถูกกระตุกวูบวาบขึ้นมาเป็นระยะๆ อีกครั้งหนึ่งเมื่อตอนที่จังหวัดขอนแก่นจัดงานอบรมเชิงปฏิบัติการ “นำบุญใส่ใจสลักไม้ค้ำคูณ” โดยมีที่มาจากการตัดแต่งต้นคูน (ต้นไม้ประจำจังหวัด) ครั้งใหญ่ ด้วยความเสียดายท่อนไม้คูนที่มีชื่อพ้องไปในทางมงคลจึงเกิดงานอบรมเชิงปฏิบัติการนี้ขึ้น
นอกจากนี้ยังมีศิลปินอย่าง “คุณศักดา ปะกะตา” ที่มีการสร้างสรรค์พระไม้ไม่ต่างจากการเดินทางภายในใจของตนเอง และได้มีการจัดงานนิทรรศการเดี่ยว “สร้างพระสร้างใจ” ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ไปเมื่อวันที่ ๓-๒๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา
และในวันที่ ๑๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ นี้พบกับการตีความใหม่ในลักษณะภาพยนตร์เขย่าขวัญเรื่อง “พระไม้” ควบคุมการสร้างโดยปรัชญา ปิ่นแก้ว ไม่หวังว่าพระไม้จะกลายเป็นไอเท็มฮอทฮิต หวังใจเพียงว่าผู้ที่ได้ผ่านตาบทความนี้จะมองข้ามหน้าตาที่ด๋อด๋าและมองเห็นความสวยซื่อที่ซ่อนอยู่ภายใน

สีทองอันตราย ด้วยความที่เป็นวัสดุสมัยใหม่ที่กันความร้อน ความชื้น แต่ข้อเสียของมันเมื่อทาลงบนวัสดุธรรมชาติที่มีรูพรุนสำหรับระบายความร้อน เมื่อรูพรุนต่างๆ ถูก

ศัตรูของพระพุทธรูปไม้ไม่เพียงแค่ปลวก แต่ยังมีความชื้นด้วย หากสถานที่จัดเก็บไม่มีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้น จะทำให้เนื้อไม้ปริแตก



