
เพชรบุรี — 2 มิถุนายน 2569 — บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ปักหมุดความสำเร็จในโอกาสครบรอบ 10 ปี กลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® พร้อมจัดกิจกรรม SeaChange® Day เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง โดยตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา การขับเคลื่อนความก้าวหน้าภายใต้กลยุทธ์ SeaChange® ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ มาตรฐานแรงงาน การดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงการลงทุนเพื่อสังคม และการลดขยะพลาสติกในทะเล
ปัจจุบัน อาหารทะเลถือเป็นแหล่งโปรตีนหลักของประชากรกว่า 3,100 ล้านคนทั่วโลก อุตสาหกรรมอาหารทะเลจึงมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อโภชนาการ ชีวิตความเป็นอยู่ และความมั่นคงทางอาหารในระดับโลก ท่ามกลางอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นอันเป็นผลมาจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ปัญหาการทำประมงเกินขนาด ตลอดจนความคาดหวังที่เพิ่มสูงขึ้นในด้านความโปร่งใสและสวัสดิภาพแรงงาน ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบในห่วงโซ่การผลิตอาหารทะเลทวีความซับซ้อนและท้าทายมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ไทยยูเนี่ยนได้เดินหน้าขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ภายใต้ SeaChange® กลยุทธ์ความยั่งยืนระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรม ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 2559 เพื่อประกาศเจตนารมณ์และพันธกิจด้านความยั่งยืนของบริษัท ก่อนจะต่อยอดสู่กลยุทธ์ SeaChange® 2030 โดยปัจจุบัน กลยุทธ์ดังกล่าวได้กลายเป็นกรอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในระดับองค์กร ซึ่งไม่เพียงช่วยยกระดับความความสามารถในการปรับตัวทางธุรกิจและกรอบการดำเนินงาน แต่ยังเชื่อมโยงเป้าหมายทางธุรกิจให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมาย Healthy Living, Healthy Oceans ที่มุ่งส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดี ควบคู่ไปกับท้องทะเลที่อุดมสมบูรณ์
นายอดัม เบรนนัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและการสื่อสาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “หัวใจสำคัญของกลยุทธ์ SeaChange® คือการดูแลปกป้องผู้คนและระบบนิเวศที่เป็นรากฐานของอุตสาหกรรมอาหารทะเล เรามุ่งสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ชาวประมง แรงงาน และเกษตรกรสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี ควบคู่กับการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลและชายฝั่ง เพื่อรองรับความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว ในระยะแรกของการดำเนินกลยุทธ์ SeaChange® ความคาดหวังด้านการตรวจสอบย้อนกลับและมาตรฐานแรงงานนั้นยังไม่สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั่วทั้งอุตสาหกรรม แต่ตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา เราได้ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ผ่านการยกระดับมาตรฐานด้านการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ การเพิ่มความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน และการส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต”

นายลูโดวิค การ์นิเยร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในฐานะองค์กรระดับโลกที่ดำเนินธุรกิจครอบคลุมในหลายประเทศและมีห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อน ความรับผิดชอบและความโปร่งใสถือเป็นหัวใจสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา กลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® ได้ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของเรา ผ่านการผสานแนวปฏิบัติที่มีความรับผิดชอบในทุกกระบวนการดำเนินงาน นับตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงการลงทุน ซึ่งไม่เพียงช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า นักลงทุน และพันธมิตร แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ไทยยูเนี่ยนพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต”
หนึ่งทศวรรษแห่งความก้าวหน้าภายใต้กลยุทธ์ SeaChange®
นับตั้งแต่การเปิดตัวในปี 2559 กลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารทะเล ผ่านพันธกิจด้านการจัดหาปลาทูน่าอย่างยั่งยืน นโยบายไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจัดหางาน การสรรหาแรงงานอย่างมีจริยธรรม การตรวจสอบย้อนกลับ ตลอดจนมาตรฐานแรงงานทั้งบนบกและในทะเล
ภายใต้กลยุทธ์ SeaChange® 2030 รากฐานดังกล่าวได้รับการต่อยอดสู่การดำเนินงานด้านความยั่งยืนในระดับองค์กร ซึ่งเชื่อมโยงการดำเนินงานทั้งในมิติที่เกี่ยวข้องกับผู้คน สิ่งแวดล้อม และผลการดำเนินงาน ผ่านการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างมีความรับผิดชอบ การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การฟื้นฟูระบบนิเวศ การจัดการขยะพลาสติกในทะเล การสร้างผลกระทบเชิงบวกในสังคม และการจัดหาเงินทุนที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน
ความก้าวหน้าด้านความยั่งยืนของไทยยูเนี่ยนได้รับการยอมรับในระดับสากลอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2569 บริษัทได้รับการจัดอันดับในกลุ่ม Top 1% จาก S&P Global Sustainability Yearbook ในกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร ด้วยคะแนนรวม 89 จาก 100 คะแนน ความสำเร็จนี้ต่อยอดจากผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในช่วงที่ผ่านมา อาทิ การได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมอาหารของโลก จากดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ ประจำปี 2561 2562 2565 และ 2567 การได้รับการปรับเพิ่มคะแนน ESG จาก FTSE Russell เป็น 4.3 คะแนน จากคะแนนเต็ม 5 การได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งใน หุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ระดับ AA รวมทั้งผลการประเมินดัชนีชี้วัดความยั่งยืนด้านการบริหารจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ CDP ประจำปี 2568 ในระดับ A-
ความก้าวหน้าที่โดดเด่นภายใต้กลยุทธ์ SeaChange® 2030
ไทยยูเนี่ยนยังคงเดินหน้ายกระดับมาตรฐานในอุตสาหกรรมอาหารทะเลระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการทำประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ การตรวจสอบย้อนกลับ ตลอดจนมาตรฐานแรงงานในระดับสากล โดยมีความก้าวหน้าและหมุดหมายความสำเร็จที่สำคัญ ดังนี้
- สนับสนุนโครงการปรับปรุงการประมง (Fishery Improvement Projects: FIPs) รวม 9 โครงการ ซึ่งถือว่ามากที่สุดในอุตสาหกรรมอาหารทะเลของโลก โดยโครงการเกือบทั้งหมดได้รับการรับรองมาตรฐาน MSC แล้ว และโครงการที่เหลือนั้นอยู่ระหว่างการประเมินเพื่อรับการรับรอง
- จัดหากุ้ง 68% จากแหล่งเพาะเลี้ยงที่มีความรับผิดชอบ ครอบคลุมทั้งฟาร์มที่ได้รับการรับรองและฟาร์มที่เข้าร่วมโครงการปรับปรุงการทำประมงที่น่าเชื่อถือ
- 95% ของห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่ามีการติดตามตรวจสอบขณะออกเดินเรือในทะเล ซึ่งช่วยเพิ่มความโปร่งใสและสนับสนุนการต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing)
- ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานลง 29% (ขอบเขตที่ 1 และ 2) เทียบกับปีฐาน 2564 ผ่านการใช้พลังงานหมุนเวียน การปรับเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ
- นำระบบตรวจสอบแหล่งที่มาบนบรรจุภัณฑ์ (Can Tracker) มาใช้ในแบรนด์ Chicken of the Sea, Genova, John West, Petit Navire และ Mareblu เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าได้ผ่านรหัสบนกระป๋อง
- ประกาศนโยบายไม่เก็บค่าธรรมเนียมการจัดหางานจากแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2559 และขยายสู่การดำเนินงานระดับโลกในปี 2565
- เปิดตัวโครงการกุ้งคาร์บอนต่ำในปี 2567 เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งได้สูงสุด 30% เมื่อเทียบกับการเพาะเลี้ยงแบบทั่วไป
- ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ เป็นโรงงานผลิตอาหารสัตว์แห่งแรกในเอเชียที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ASC Feed Standard ในปี 2567 สะท้อนความเป็นผู้นำด้านห่วงโซ่อุปทานอาหารสัตว์ที่มีความรับผิดชอบ
- 99% ของปริมาณวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่าของไทยยูเนี่ยน อยู่ภายใต้โครงการพัฒนาการทำงานและสวัสดิการแรงงานประมง (Fisher Work & Welfare) ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานแรงงานบนเรือประมง ผ่านการดำเนินงานตามโครงการพัฒนาเรือประมง และการตรวจประเมินตามแนวปฏิบัติด้านแรงงานบนเรือประมง (Vessel Code of Conduct) หรือโครงการอื่นๆ ที่เทียบเท่า
SeaChange® Day ฉลองครบรอบ 10 ปีกลยุทธ์ความยั่งยืน ต้อนรับวันมหาสมุทรโลก
บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้จัดงาน SeaChange® Day ขึ้นในวันที่ 2 มิถุนายน ณ อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ภายใต้แนวคิด “SEA the CHANGE. Be the CHANGE.” เพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีกลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® โดยมีวัตถุประสงค์ในการเชื่อมโยงพันธกิจภายใต้กลยุทธ์ SeaChange® 2030 สู่การลงมือปฏิบัติจริง ภายในงานมีคณะผู้บริหารและพนักงานของไทยยูเนี่ยน สื่อมวลชน พันธมิตร ตลอดจนครูและนักเรียน เข้าร่วมทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนของระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง






กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นในพื้นที่ป่าชายเลนที่ได้รับการฟื้นฟู โดยนำแนวคิดหลักของกลยุทธ์ SeaChange® มาถ่ายทอดผ่านกิจกรรม 4 แกนหลัก ได้แก่ กิจกรรม Shape the Shore ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศป่าชายเลน ปลูกต้นโกงกาง และดูแลเรือนเพาะชำกล้าไม้ร่วมกับนักเรียนและครูในท้องถิ่น กิจกรรม Sea Scan ซึ่งเป็นกิจกรรมทำความสะอาดชายหาด คัดแยกขยะ และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาขยะทะเล ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีโดรนบินสำรวจเพื่อตรวจจับอุปกรณ์ประมงที่ถูกทิ้งหรือสูญหาย (ghost gear) ตามแนวชายฝั่ง กิจกรรม ReLoop ReUse ที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านการนำอุปกรณ์ประมงที่ถูกทิ้งหรือหมดสภาพ มาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ใช้งานได้จริง ปิดท้ายด้วยกิจกรรม Tuna Lab ซึ่งแสดงให้เห็นการใช้ประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรอาหารทะเล นับตั้งแต่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารและโภชนาการ การสกัดแคลเซียมจากกระดูกปลา ไปจนถึงการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง
นอกจากนี้ กิจกรรมวัน SeaChange® Day ยังตอกย้ำถึงความร่วมมือระหว่างไทยยูเนี่ยนกับพันธมิตร ในการผลักดันพันธกิจSeaChange® 2030 ไปสู่การปฏิบัติจริง
- ศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษาประเทศไทย (EEC): ขับเคลื่อนการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมผ่านการลงมือปฏิบัติจริง นับตั้งแต่การศึกษาเกี่ยวกับระบบนิเวศป่าชายเลนและท้องทะเล ไปจนถึงกิจกรรมปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ในกลุ่มเยาวชน
- ARRI (Aerial Recon & Recovery Initiative): สาธิตการใช้โดรนและเทคโนโลยี AI เพื่อตรวจจับและระบุพิกัดอุปกรณ์ประมงที่ถูกทิ้งหรือสูญหาย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเภทขยะทะเลที่อันตรายที่สุด และการนำขยะทะเลกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่
- Second Life: นำเสนอแนวทางการคัดแยกและจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อแสดงให้เห็นถึงกระบวนการเก็บกู้ คัดแยกประเภท และส่งต่อขยะที่มีความเสี่ยงไหลลงสู่ทะเล (Ocean-Bound Plastic) ไปบริหารจัดการอย่างเหมาะสม
- Seven Clean Seas: สนับสนุนภารกิจลดขยะพลาสติกในทะเลของไทยยูเนี่ยน ผ่านโครงการ HIPPO ระบบเก็บขยะในแม่น้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ช่วยดักจับขยะพลาสติกในแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนไหลลงสู่ทะเล

ในโอกาสครบรอบ 10 ปีกลยุทธ์ SeaChange® กิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นแนวทางการต่อยอดกลยุทธ์ความยั่งยืนสู่การปฏิบัติจริง ผ่านการให้ความรู้ แนวทางการฟื้นฟูระบบนิเวศ การส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และการผนึกความร่วมมือกับพันธมิตรในภาคส่วนต่างๆ ภายใต้กรอบการดำเนินงานของกลยุทธ์ SeaChange® 2030 ไทยยูเนี่ยนยังคงมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารทะเลโลก ควบคู่ไปกับการปกป้องทรัพยากรทางทะเล ระบบนิเวศ และชุมชน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืนของอาหารทะเล


