

ช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ผึ้งจะสะสมน้ำหวานไว้เต็มรังไม้และตัวอ่อนผึ้งก็ฟักเป็นตัวเกือบหมดแล้ว ชาวบ้านจะเก็บน้ำผึ้งในช่วงนี้ที่เรียกกันว่า “น้ำผึ้งเดือนห้า” นั่นเอง
พ้นจากป่าทึบ เราก็มาถึง “ไร่เหล่า” หรือไร่ที่ทิ้งไว้จากการทำข้าวไร่ซึ่งเป็นการทำเกษตรที่เรียกว่า “ไร่หมุนเวียน” (Rotational Farming) แตกต่างจากไร่เลื่อนลอยอย่างที่หลายคนรับรู้มา
ดอกสาบเสือกำลังร่วงโรย ใบหนาดเขียวขจี ไร่ข้าวเมื่อปีที่แล้วถูกห่มด้วยพืชพันธุ์นานาชนิด ตอไม้ที่ถูกเผาจนดำสนิทเมื่อปีที่แล้ว บัดนี้แตกกิ่งก้านสูงท่วมหัว กองฟางผุกร่อนกำลังย่อยสลายเป็นปุ๋ยอย่างดี พริกต้นมะเขือ ตะไคร้ และผักอื่นๆ กระจายอยู่

ทั่วพื้นที่ กระท่อมไม้ไผ่มุงหลังคาด้วยใบค้อหลังเดิมที่ผมเคยจิบชาร้อนนั่งดูฝนเมื่อปีก่อนเก่าโทรมลงไป ในนั้นมีรังผึ้งที่พ่อหลวงเอามาตั้งไว้ รังผึ้งทำด้วยไม้ประกอบขึ้นเป็นกล่องสี่เหลี่ยมบ้าง หรือนำท่อนไม้มาเจาะให้เป็นโพรงบ้าง แล้วปิดฝาหัวท้ายเจาะรูเล็กๆ ให้ผึ้งเข้าออกได้ ช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมผึ้งจะสะสมน้ำหวานไว้เต็มรังไม้และตัวอ่อนผึ้งก็ฟักเป็นตัวเกือบหมดแล้ว ชาวบ้านจะเก็บน้ำผึ้งในช่วงนี้ที่เรียกกันว่า “น้ำผึ้งเดือนห้า” นั่นเอง
ในไร่หมุนเวียนที่ทิ้งไว้ ๑-๒ ปีจะเต็มไปด้วยพืชผักและวัชพืชที่มีดอกหลากหลายชนิด ซึ่งเป็นแหล่งหาอาหารของผึ้ง พืชพรรณเหล่านี้ปราศจากสารเคมีทั้งยาฆ่าหญ้าและยาฆ่าแมลงจึงไม่เป็นอันตรายต่อผึ้ง ทำให้ชาวบ้านได้น้ำผึ้งที่บริสุทธิ์
พ่อหลวงจัดแจงใส่ชุดป้องกันผึ้งที่ทำขึ้นเอง โดยหมวกที่สานขึ้นด้วยหวายเย็บด้วยผ้าหนาและผ้ามุ้ง แล้วค่อยๆ ใช้ขวานหัวค้อนงัดตะปูออก ผึ้งแตกรังบินหึ่งไปทั่วกระท่อมแต่ไม่ต่อยเรา ผมยืนดูอยู่ห่างๆ ก่อนได้รับสัญญาณจากพ่อหลวงว่า “ผึ้งรังนี้ไม่ดุ” ให้เข้าไปใกล้ๆ ได้กลิ่นน้ำผึ้งหอมฟุ้ง พ่อหลวงค่อยๆ บรรจงใช้มีดปาดรังผึ้งออกจากกล่องไม้ทีละแผ่นแล้วตัดเอาไปแต่น้ำทิ้งรังไว้ให้ตัวอ่อนฟักออกจากรัง ราวครึ่งชั่วโมงพ่อหลวงก็เก็บน้ำผึ้งเสร็จ โดยทิ้งน้ำผึ้งไว้ส่วนหนึ่งเพื่อให้ผึ้งได้ใช้เลี้ยงตัวอ่อนและสร้างรังใหม่ต่อไป



