หอยนางรมจากเมืองนอร์ฟอล์ก และ อาฟเตอร์นูน ที
วันนี้เป็นวันสบายๆ ที่ไม่ต้องรีบร้อนไปขึ้นรถไฟ ฉันจึงออกจากบ้านราว ๙ นาฬิกา หลังจากไปสำรวจสถาปัตยกรรมสวยๆ ในสถาบันการศึกษาเก่าแก่อย่างวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (The School of Economics and Political Science; LSE) แล้ว จึงขึ้นรถไฟใต้ดินสายเซ็นทรัลไลน์ (Central line) ไปลงสถานีบอนด์ สตรีท (Bond Street) เลี้ยวเข้าซอยเล็กๆ ไปเที่ยวตลาดชาวนามารีโบน (Marylebone Farmers Market)
ที่ตลาดเล็กๆ นี้ ร้านที่มาส่วนใหญ่เป็นร้านขายอาหารการกิน เช่น พายต่างๆ ขนมอบ ผักสด ผลไม้ แยม เบอร์เกอร์ ไส้กรอกชนิดต่างๆ ที่ปรุงกันสดๆ ตรงนั้นส่งกลิ่นหอมฉุยทีเดียว
แต่ไฮไลท์ของตลาดชาวนาคือ “หอยนางรม” หอยนางรมฝรั่งนี่มันตัวใหญ่สมกับรูปร่างชนชาติยุโรปเขาจริงๆ พ่อค้าหนุ่มใช้มีดแงะเปลือกหอยให้แยกจากกันอย่างคล่องแคล่ว ลูกค้าที่มารุมซื้อกันมีทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กเล็ก หนุ่มสาว และผู้สูงวัย

พ่อค้าหนุ่มเล่าว่าหอยนางรมพวกนี้มาจากเมืองแบลกนีย์ (Blackney) ในจังหวัดยอร์ฟอล์ก (Norfolk) คนทางนี้เขามีวิธีกินหอยนางรมสดที่ต่างจากประเทศไทยที่จะใส่น้ำพริกเผา หอมเจียว พริกสด บีบมะนาว กินแกล้มกับยอดกระถิน ในขณะที่ชาวลอนดอนเขาจะใส่น้ำส้มสายชูบัลซามิก หอมแดงสับหยาบๆ และบีบเลม่อนตามชอบ ซึ่งเข้ากันได้ดีกับน้ำทะเลเค็มๆ ที่ค้างอยู่ในเปลือกหอยอร่อยไปอีกแบบ เป็นการผจญภัยในรสชาติก็ว่าได้
หอยนางรมตัวใหญ่ไม่กี่ตัวก็อิ่มจนกินมื้อเที่ยงไม่ไหวแล้ว งั้นก็สคิปข้ามไปกิน “อาฟเตอร์นูน ที” (Afternoon tea) เลยดีกว่า การดื่มชายยามบ่ายเป็นวัฒนธรรมทีชาวอังกฤษนิยมกันมาอย่างยาวนาน ใครที่มาเยือนอังกฤษการดื่มชายามบ่ายเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะพลาดไม่ได้ เล่าย้อนกลับไปในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ เป็นช่วงที่ประเทศอังกฤษเริ่มดื่มชา
โดยผู้ที่นำประเพณีการดื่มชาเข้ามาในประเทศอังกฤษ คือ สมเด็จพระราชินีในสมเด็จพระเจ้าชาร์ลที่ ๒ แห่งอังกฤษ พระนางแคทเธอรีน แห่ง บราแกนซา ในตอนนั้นเพื่อควบคุมการผลิตชาในประเทศอินเดีย จึงทำให้เริ่มมีการดื่มชากันในประเทศอังกฤษ ซึ่งแต่เดิมการดื่มชายามบ่ายนั้นเป็นกิจกรรมของชนชั้นสูงเท่านั้น ภายหลังราคาชาถูกลงตามยุคสมัย จึงทำให้การดื่มชาแพร่หลายขึ้น ทั้งยังมีการจัดสวนชา และงานเต้นรำด้วย
ร้านที่ฉันจองไว้เป็นบ้านโบราณกึ่งพิพิธภัณฑ์ นาม “เดอะ วอลเลซ คอลเลคชั่น” (The wallace collection) ตัวอาคารทาสีชมพูอ่อนหวาน ขลิบบริเวณคิ้วด้วยสีขาวเสริมความสง่างามให้แก่ตัวอาคาร สวยสง่าราวกับเลดี้ท่านหนึ่งก็ไม่ปาน บริเวณที่เสิร์ฟชาเดิมคงเป็นลานเอนกประสงค์ของตัวบ้าน หลังจากพนักงานต้อนรับตรวจสอบรายชื่อการจองแล้วจึงพาฉันไปยังโต๊ะที่เหมาะสมกับจำนวนคน
บริกรที่มารับออเดอร์ถามชนิดชาที่ต้องการอย่างสุภาพ แล้วจึงนำชุดน้ำชามาจัดวางอย่างมีพิธีรีตรอง เรียบร้อยแล้วจึงได้เวลาน้ำชา…
วิธีรับประทานคือ ไล่ลำดับจาก แซนด์วิช สโคน และเค้ก โดยแซนด์วิชจะจัดเรียงในถาดชั้นล่างสุด ชั้นกลางเป็นสโคน และชั้นบนเป็นเค้ก
แซนด์วิชในเซ็ทวันนี้มีทั้งไส้ทูน่า ไข่ และแซลม่อนรมควัน ปรุงมาได้รสกลมกล่อม แค่ชั้นแรกพุงก็ชักจะตึงๆ เสียแล้ว ชั้นที่ ๒ เป็นขนมสโคน เสริฟมาพร้อมคลอทครีมและแยมสตรอวเบอร์รี่
เจ้าคลอทครีมนี่ แรกทีเดียวคิดว่าเป็นเนยประเภทหนึ่ง แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ มันเป็นครีมที่ได้มาจากหัวน้ำนม ทั้งหอมทั้งมัน จนลืมอิ่ม ป้ายคลอทครีมลงบนสโคนคำแล้วเล่า ส่วนแยมสตรวเบอร์รี่ก็หอม หวาน กำลังดี อร่อยจนที่บอกตัวเองว่า ขอคำสุดท้าย ไม่มีจริง ส่วนชั้นบนสุดเป็นขนมประเภทเค้กเนื้อนุ่ม หวานกำลังดีไม่เลี่ยนเกินไปโดยเฉพาะมูสช็อคโกแลต เข้ากันได้ดีกับชาคาโมมายด์หอมกรุ่นช่วยผ่อนคลายความกังวลต่างๆ
แก๊งแหม่มโต๊ะข้างๆ คุยกันอย่างออกรส ครื้นเครงเฮฮา แก้มแดงสดใส ปัจจุบันนี้นอกจากชาแล้วก็มีกระแสดื่มแชมเปญยามบ่ายเข้ามาด้วย เป็นการเลื่อนไหลเติบโตทางวัฒนธรรมไม่อย่างนั้นแล้ว วัฒนธรรมดั้งเดิมคงจะแคระแกร็นและตายไป
ไม่ไกลจากร้านน้ำชาเป็นพิพิธภัณฑ์ “บริทติช มิวเซียม” (Britsh meuseum) เนื่องจากเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่การจะชมให้ครบทุกห้องแค่บ่ายเดียวคงไม่พอ จึงต้องเลือกชมสิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับตนเอง
ห้องที่ฮอตฮิทที่สุดเห็นจะเป็นห้องอียิปต์ มีการจัดแสดงมัมมี่พระเอกของห้อง ข้าวของเครื่องใช้สำหรับโลกหน้า โลงศพอันวิจิตร ภาพ CTscan อุปกรณ์ทำมัมมี่ และคัมภีร์อักษรเฮโรกริฟฟิก เห็นแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าจะเป็นคัมภีร์มนตราสำหรับคืนชีพหรือไม่
ถึงเวลาพิพิธภัณฑ์ปิดในเวลา ๑๘ นาฬิกา ทุกคนทุกชาติทุกภาษาพร้อมใจกันออกจากพิพิธภัณฑ์อย่างรวดเร็วไม่มีใครโอ้เอ้อิดออดแบบเวลาที่ห้างสรรพสินค้าจะปิดเลย คงเป็นเพราะไม่มีใครอยากอยู่กับสิ่งที่ทำให้ขนลุกทั้งคืนกระมัง
พายปลา
ท้องฟ้าไร้ฝนเมื่อวานทำให้ฉันตายใจ วันนี้ก็กลับโรยละอองลงมาอย่างกับแกล้งกันเสียอย่างนั้น ยังโชคดีที่แค่ตกลงมาเพียงปรอยๆ หมวกที่พกมาด้วยจึงยังพอจะเอาอยู่ ฉันเดินเท้าจากบ้านพักไปเช็คอินที่ “แอ๊บบี้ สตูดิโอ” (Abbey Studio) ห้องอัดเสียงของหนุ่มๆ วงเดอะบีทเทิล (The Beatles) วงดนตรียอดนิยมของวัยรุ่นยุค ๕๐ ปัจจุบันแอ๊บบี้ สตูดิโอ กลายเป็นอู่ซ่อมรถไปแล้ว ในชื่อ “แอ๊บบี้ โร้ด สตูดิโอ” (Abbey Road Studio)
ที่ด้านหน้าของสตูดิโอมีทางม้าลาย ที่หนุ่มๆ สี่เต่าทองเดินข้ามแล้วถ่ายรูปไว้นำมาทำเป็นปกอัลบั้มที่ได้รับความนิยมสูงสุดของพวกเขา ซึ่งพวกเราสามารถข้ามทางม้าลาย เพื่อถ่ายรูปเลียนแบบปกอัลบั้มขายดีได้ โดยไปดาวน์โหลดภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดเป็นที่ระลึกได้ที่เว็ปไซต์ของแอ๊บบี้ สตูดิโอ
จากสตูดิโอแห่งความทรงจำเดินต่อไปไม่ไกลเป็นสถานีเซ็นต์ จอหน์ วู้ด (Saint Johns wood) เพื่อขึ้นรถไฟสายจูบิลี่ (Jubilee) ไปลงสถานีคานารี วอร์ฟ (Canary Wharf) ต่อรถดีแอลอาร์ (DLR) ไปลงสถานีเฮรอน (Heron) เดินออกประตูคัทตี้ ชาร์ก (Cutty Sark) ไปก็เป็นเมืองกรีนิช (Greenwich) แล้ว
ไม่ไกลจากสถานีมีเรือเดินสมุทรคัทตี้ ชาร์ก จอดแสดงอยู่ ในอดีตเรือเดินสมุทรลำนี้ยิ่งใหญ่มาก เพราะเดินทางค้าขายสินค้า โดยเฉพาะใบชาไปไกลถึงทั่วโลกทีเดียว มาถึงเมืองกรีนิชทั้งที หากไม่ได้ไปชม “เส้นแบ่งเวลาเมอริเดียน” คงน่าเสียดาย ด้วยเคยแต่ได้เรียนได้ฟังมาจากวิชาสังคมศึกษา ฉันจินตนาการถึงเส้นเมอริเดียนนี้ไปต่างๆ นานาว่ามันจะเป็นอย่างไร
ทางไปชมเส้นเมอริเดียนนั้นต้องเดินผ่านสวนกว้างใหญ่ ทั้งขึ้นเนินสูงพอได้เหงื่อซึม ที่แท้แล้วเส้นเมอริเดียนไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเนื้อ ทางเจ้าหน้าที่ดูแลสถานที่จึงได้จำลองเส้นสมมติขึ้นมาที่ตำแหน่งของเส้นเมอริเดียน เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปกัน
เมื่อลงจากเนินมาก็เป็นเวลาเที่ยงแล้ว ร้านอาหารที่จองไว้อยู่ไม่ไกลจากจุดชมเส้นแบ่งเวลามากนัก ออกจากสวนไปไม่ไกลร้านบิล ‘ส เรสตัวรองต์ (Bill ’s restaurant) ก็อยู่ที่เบื้องหน้านี่เอง และเมนูพื้นบ้านที่ฉันหมาายตาไว้คราวนี้เป็น “พายปลา”
พายปลามีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “พายชาวประมง” เป็นอาหารแบบดั้งเดิมของอังกฤษ ตามประวัติอาหารจานนี้ถูกรังสรรค์ขี้นเพื่อใช้เศษปลาในช่วงเทศกาลมหาพรต พายปลานั้นทำด้วยปลาสดและปลารมควัน เช่น ปลาค็อด ปลาแฮดค็อก ปลาแซลม่อน และปลาฮาลิบัต ทั้งยังสามารถปรุงได้จากอาหารทะเลในซอสขาว และ ซอสเชดดาร์ ชีส ที่ทำจากนมที่ใช้ลวกปลา ยังมีผักชี มันฝรั่ง กุยช่าย เป็นส่วนประกอบ แต่แทนที่จะใช้แป้งพายทบซ้อนชั้นอย่างพายไก่ที่กินไปเมื่อวันก่อน กลับใช้มันฝรั่งผสมแป้งปิดปลาแล้วอบในจานก้นลึก
ไม่นานเกินรอพายปลาของฉันก็ถูกส่งมาขึ้นโต๊ะ เมื่อราดครีมสดลงไป ภายใต้แป้งพายกรุบกรอบอุดมไปด้วยปลาแซลม่อน ปลาค็อด และปลาเทร้าต์ ทั้งยังมีหัวแชลลอต (shallot) ที่คล้ายกับหอมแดงหัวเล็กๆ เมื่อสุกแล้วมีรสหวานตามธรรมชาติ หอมมันครีมสด ฉันยกให้เป็นจานเด็ดทีเดียว
หลังมื้ออาหารฉันเดินย้อนกลับมายังบริเวณท่าเรือใกล้กับเรือคัทตี้ชาร์กเพื่อนั่งเรือเทมส์คลิปเปอร์ (Thame clipper) สาย RB1 ไปลงท่าเรือทาวเวอร์ (Tower) โดยมีจุดหมายอยู่ที่หอคอยลอนดอน (Tower of london)
ตึกบางตึกริมฝั่งแม่น้ำเทมส์บางหลังในอดีตเคยเป็นอาคารในสมัยโรมันเรืองอำนาจ ต่อมาในยุคอุตสาหกรรมจึงแปรสภาพเป็นโกดังและกลายเป็นที่พักอาศัยในปัจจุบัน
หอคอยลอนดอนอยู่ไม่ไกลจากท่าเรือมากนัก พื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้แต่ละห้องแต่ละหอคอยจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับพื้นที่นั้นๆ เมื่อครั้งอดีต เช่น ห้องจัดแสดงเครื่องประดับ ห้องกิจการทหาร ห้องประวัติศาสตร์ราชวงศ์ สวนสัตว์ และคุก เป็นต้น
ฉันออกจากหอคอยลอนดอนทางประตูฝั่งแม่น้ำเมส์ ผ่านสะพานทาวเวอร์ (Tower bridge) มุ่งไปยังพิพิธภัณฑ์ลอนดอน (Museum of London) ซึ่งกำลังมีการจัดแสดงนิทรรศการพิเศษ “เมืองใต้ดินในลอนดอน”
เรื่องราวเมืองใต้ดินในลอนดอนบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่ถูกกลบฝั่งนับตั้งแต่อาณาจักรโรมันที่เคยรุ่งเรืองในแถบนี้ก่อนจะถูกกาลเวลากลบฝังไป ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงแผนที่ตำแหน่งที่พบร่องรอยของโรมัน อุปกรณ์การแพทย์หลายอย่างที่ในปัจจุบันหน้าตายังไม่เปลี่ยนแปลงจากอุปกรณ์ในยุคโรมันแม้แต่น้อย ยังมีเครื่องใช้ไม้สอยของชาวลอนดินิอุม (Londondium) อุปกรณ์การช่าง อุปกรณ์ การทำครัว รถม้า อุปกรณ์การใช้ชีวิต เรียกว่ายกมาทั้งเมืองก็ว่าได้
ยุคสมัยถัดมาเป็นเรื่องราาวเกี่ยวกับเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในลอนดอน (Great Fire of London) ที่กินพื้นที่ถึง ๘๐ เปอร์เซนต์ ของเมือง ตามด้วยการระบาดของกาฬโรค นิทรรศการจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับการเกิดโรคระบาดและการรักษาในยุคนั้น จนกระทั่งห้องสุดท้ายเป็นเรื่องราวของอังกฤษในยุคพัฒนา
แสงสุดท้ายของวันหมดลงที่ร้านอาหารเฟรนด์ชายน์สไตล์คำละ ๑๐ บาทนี่เอง คืนนี้ฉันเข้านอนเร็วเพื่อเตรียมเดินทางไกลแต่เช้า
ปลาเทร้าต์อบเนย
วันนี้เป็นวันที่ต้องตื่นเช้าเป็นพิเศษ ฉันใช้วิธีเดินเท้าไปยังย่านเบลกราเวีย (Belgravia) เพื่อไปขึ้นรถบัสที่สถานีวิคตอเรีย (Victoria) วันนี้มีนัดกับเมืองมรดกโลกแบบวันเดย์ทริป ที่กลุ่มเมืองโบราณคอสเวิล์ด (CotsWolds)
คอสเวิล์ดประกอบไปด้วยเมืองเล็กๆ หลายเมืองที่บ้านเมืองล้วนสร้างด้วยหินปูนสีน้ำผึ้ง เรียงซ้อนกันแบบจิ๊กซอว์ เมืองแรกที่แวะชมคือเมืองเบิร์ฟฟอร์ด (Burford) ถือว่าเป็นประตูสู่คอสเวิล์ดก็ว่าได้ มีร้านขายของที่ระลึกมากมายสมกับเป็นเมืองท่องเที่ยว
เมืองต่อไปคือเมืองไบเบอรี่ (Bibury) เป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นคลองแห่งคอสเวิล์ด ที่นี่มีฟาร์มปลาเทร้าต์ที่มีชื่อเสียง จัดเป็นฟาร์มที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษก็ว่าได้ ไกด์พาฉันเดินไปตามทางเล็กๆ ร่มครึ้มเหมือนบรรยากาศในนิทานกริมม์ เส้นทางนี้เป็นเส้นทางอนุรักษ์ (The national trust) เมื่อเดินข้ามลำธารเล็กๆ ไป ก็เป็นเขตค้าขายของเมืองแล้ว เรารับประทานอาหารเที่ยงที่โรงแรมสวอน (Swan hotel) ซึ่งเป็นโรงแรมท้องถิ่น
บนโต๊ะอาหารมีตะกร้าจัดวางขนมปังอบหลากชนิดไว้คอยต้อนรับนักเดินทางผู้หิวโหย บางชนิดโรยเมล็ดแฟล็ก บางชนิดโรยเมล็ดงา ทั้งหอมทั้งนุ่ม หยิบทีละหมุบทีละหมับเผลอแป๊บเดียวขนมปังหอมกรุ่นทั้งตะกร้าก็ว่างเปล่า
ไม่นานปลาเทร้าต์อบเนยราดด้วยครีมชีสข้นมันก็ถูกส่งมาขึ้นโต๊ะ เนื้อปลานั้นสดหวานสมกับเป็นเมืองที่มีฟาร์มปลาขนาดใหญ่ระดับประเทศ เข้ากันได้ดีกับรสเค็มๆ มันๆ ของครีมชีสจนอยากจะขอเพิ่มอีกสักจาน ตบท้ายด้วยของหวานเป็นไอศกรีมวนิลาราดซอสตรอวเบอร์รี่หอมหวานโรยครัมเบิ้ลกรุบกรอบ
หลังเดินย่อยสักพักจึงบ่ายหน้าสู่เมืองเบอร์ตัน อูคอน วอลเตอร์ (Bourton on the water) มีแม่น้ำไวด์ รัช (Wind rush) ไหลผ่านเมืองเป็นแลนด์มาร์ก ที่นี่มีร้านเครื่องปั้นเซรามิก (Cotswolds pottery) ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่คริสต์ศักราช ๑๙๗๒ แต่เดินหาค่อนข้างยาก ต้องเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา เลี้ยวขวาแล้วก็เลี้ยวซ้าย ซับซ้อนวกวนจนเหนื่อย
โชคดีที่เดินมาเจอร้านไอศกรีมท้องถิ่น เห็นเจ้าของร้านโฆษณาว่าเป็น “เทรดดิชันนัล คอสเวิล์ด ไอศกรีม” (Traditional Cotswolds Ice Cream) เห็นแล้วก็อดไม่ได้ ต้องชิมสักโคนหนึ่ง อื้อหือ! หอมกลิ่นนม รสชาติเข้มข้น หวานมัน สมกับเป็นดินแดนปศุสัตว์ผลิตภัณฑ์นม
ทีแรกคิดว่าเที่ยวเมืองหลักแค่ ๓ ก็จบทริปแล้ว แต่ไกด์สาวใจดีแถมให้อีก ๑ เมือง คือ สตอว ออน เดอะ เวิล์ด (Stow-on-the-wolds) ชมโบสถ์ และสภาเมืองที่สวยงาม
ขากลับเข้าเมืองนั้นรถติดอย่างมหาศาลฉันจึงตัดสินใจขอลงที่สถานีเชิฟเฟิร์ด บุช (Shepherd Bush Station) แวะไปซื้อเสบียงที่ห้างเวสต์ฟิลด์ ลอนดอน (West Field London) ที่อยู่ไม่ไกลจากสถานีนัก เรียบร้อยแล้วจึงขึ้นรถไฟสายแฮมเมอร์ สมิทธ์ แอนด์ ซิตี้ (Hammer Smith and City) ไปลงสถานีเวสต์ บอร์น พาร์ค (West Bourn Park) ทางเดินมืดๆ ไฟสลัวๆ ทำให้ฉันรู้สึกไม่ปลอดภัย ต้องรีบจ้ำอ้าว เข้าที่พักปิดประตูใส่กลอนเรียบร้อยจึงได้ระบายลมหายใจโล่งอก



