Friday, July 3, 2026
เที่ยวไปรักษ์ไป บทความแนะนำ

ตะลุยกินถิ่นบริเตน

รสชาติจากร้านอาหารที่ไม่ได้จอง

          เช้าตรู่วันนี้เปลี่ยนจากขึ้นรถไฟใต้ดินไปขึ้นรถเมล์บ้าง ที่ป้ายรถเมล์วอร์วิค อเวนิว (Worwick avenue) ขึ้นรถเมล์สายบาเกอร์ ลู (Bager loo) ไปลงสถานีวอเตอร์ ลู (Water loo) ผู้คนพลุกพล่านอย่างเหลือเชื่อ ตารางการเดินรถบนหน้าจอดิจิตัลอัพเดตตลอดเวลาทำให้ฉันไม่อาจละสายตาจากจอภาพได้เลย ฉันขึ้นรถไฟสายเซาท์ เวสต์ เทรน (South West train) ไปยังเมืองซอลส์บรี  (Salibury) โดยมีหมุดหมายอยู่ที่แท่งหินในตำนาน สโตน เฮนจ์ (Stone henge)

          วันนี้เป็นวันเปิดเทอมวันแรก ผู้คนในสถานีรถไฟจึงค่อนข้างชุลมุนวุ่นวายเป็นพิเศษ แต่ก็ได้เห็นชุดเครื่องแบบของเด็กๆ นักรียนในลอนดอน หากสีสุภาพของอเมริกาคือสีดำ สุสุภาพของอังกฤษคือสีฟ้านี่เอง มาถึงเมืองซาลิเบอรี่ราวๆ ๙ นาฬิกา รถอูเบอร์ที่นัดไว้ตรงเวลามากถึงขั้นต้องโทรตามฉัน แต่ปรากฏว่าคลาดกันจึงต้องนัดกันใหม่ แค่เพียง ๑๐ นาที อูเบอร์คันใหม่ก็มาถึงและพาฉันมุ่งหน้าสู่สโตน เฮนจ์

          ถนนมุ่งสู่สโตน เฮนจ์ ค่อนข้างแคบ แทบไม่มีไหล่ทาง แต่ยังมีคนเดินเท้า คนขับรถอูเบอร์อธิบายว่าคนเหล่านี้จะเดินเท้าไปยังสโตน เฮนจ์  เนื่องจากมีโบราณสถานให้แวะเป็นระยะๆ

เมื่อแท็กซี่จอดให้ลงฉันถึงกับงงงวยด้วยมองไม่เห็นแท่งหินที่ตั้งใจมาตามหา ที่แท้ส่วนนี้เป็นส่วนหน้าด่าน สำหรับขายบัตรเข้าชม พิพิธภัณฑ์ ร้านขายของที่ระลึกและร้านอาหาร โดยผู้เข้าชมยังต้องนั่งรถชัตเตอร์บัสไปอีกไกลพอสมควร ระหว่างทางยังเห็นนักท่องเที่ยวเดินตามรายทาง บางคนพาหมามาด้วย บางกลุ่มเดินข้ามเนินที่มีทุ่งหญ้าเลี้ยงแกะกันทุ่งแล้วทุ่งเล่า เดินกันเก่งจริงๆ

          ในที่สุดรถไฟฟ้าก็หยุดนิ่งในบริเวณส่งผู้เข้าชม ทางหน่วยงานได้ใช้สายเคเบิ้ลล้อมแท่งหินในตำนานไว้เป็นวงไม่ให้ผู้ชมเข้าใกล้เกินไปนัก บังเอิญว่าวันที่เยือนเป็นวันศารทวิษุวัต (equinox) จึงมีกลุ่มคนที่เชื่อในปรากฏการณ์เหนือธรรมชาตินัดรวมตัวกันมานมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเขาเชื่อถือ ปัจจุบันนักโบราณคดีได้ข้อสรุปใหม่แล้วว่าสโตน เฮนจ์อาจจะสร้างขึ้นมาใช้สำหรับรวมชาวอังกฤษโบราณให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

          ฉันนั่งรถย้อนกลับไปยังต้นทาง เดินดูในส่วนจัดแสดงกลางแจ้ง เป็นที่อยู่อาศัยของคนในยุคนั้น รวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ในครัวเรือน ตัวอย่างหินและวิธีการเคลื่อนย้าย ส่วนพิพิธภัณฑ์ภายในอาคาร จัดแสดงโคงกระดูกมนุษย์ อาวุธ โครงกระดูกสัตว์โบราณที่ขุดค้นพบในยุคสมัยนั้น และพระเอกของพิพิธภัณฑ์คือแบบจำลองความเป็นมาและเป็นไปในแต่ละยุคของสโตน เฮนจ์

          รถแท็กซี่อูเบอร์มารับตรงเวลาเช่นเคย และพาฉันไปส่งในเมืองซอลส์บรี น่าเสียดายที่มัวแต่เดินชมเมืองจึงเลยเวลาร้านอาหารที่จองไว้เสียแล้ว จึงต้องมองหาร้านใหม่ ซี่งก็ได้ที่นั่งในร้านคาแรคเตอร์ 1227 เรสตัวรองต์ (Character 1227 restaurant) นี่เอง

          เริ่มต้นด้วยซุปตามธรรมเนียมใส่มาในแก้วทรงสูง น้ำซุปสีส้มนั้นมีรสชาติของหอมหัวใหญ่ แครอท และมะเขือเทศ กลมกล่อมแบบรสมือของแม่ไม่มีผิด ตามด้วยขนมปังอุ่นๆ นุ่มนิ่ม โรยหน้าด้วยเมล็ดป๊อบปี้น่าเอ็นดู พอขนมปังหมดปุ๊บราวิโอลี่เนื้อปูก็ถูกส่งมาขึ้นโต๊ะปั๊บ แผ่นแป้งราวิโอลี่นุ่มหนึบ เนื้อปูที่แกะมาปั้นเป็นก้อนกลม รสชาติสดหวาน เป็นความอร่อยแบบไม่คาดหวังจากร้านที่ไม่ได้จอง

          ไม่ไกลจากร้านอาหารเป็นวิหารซอลส์บรี แคทรีดรอล (Salibury Cathedral) วิหารแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นวิหารคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกแห่งแรกในอังกฤษ มีความวิจิตรสวยงาม มีสนามหญ้าสีเขียวสบายตาอยู่ใจกลางวิหาร และที่สำคัญวิหารแห่งนี้เป็นที่เก็บรักษากฎหมายแมคนาคาร์ต้า และถ้าใครยังประทับใจกับเรื่องราวของโรบินฮู้ด ที่นี่เป็นเหรียญอีกด้านของตำนานจอมโจร เดินเล่นชมเมืองอีกนิดหน่อยจึงขึ้นรถไฟกลับลอนดอน มาถึงที่พักในเวลาที่ไม่ค่ำเกินไปนัก เพื่อเตรียมตัวกลับบ้านในวันรุ่งขึ้น…เก็บของไปก็ชักจะคิดถึงน้ำพริกปลาทูขึ้นมาแล้วสิ

          บริเตนศูนย์รวมของผู้คนและวัฒนธรรม ผ่านยุคสมัยอันยาวนาน หากเปรียบสหราชอาณาจักรแห่งนี้เป็นขนม ก็คงจะเป็นขนมชั้น ค่าที่ประวัติศาสตร์ในแต่ละยุคสมัยถูกทับซ้อนกันไว้เป็นชั้น แน่นอนว่าต้องมีเรื่องราวของอาหารสอดแทรกอยู่ในแต่ละยุคสมัยด้วย อาหารที่นำมาเล่าในครั้งนี้จึงเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้นเอง ยังมีอาหารท้องถิ่นที่หลากหลายรอให้เราได้ไปลิ้มลอง

About the Author

Share:
Tags: ของกิน / นัทธ์หทัย วนาเฉลิม / เที่ยวไปรักษ์ไป / ท่องเที่ยว /

เรื่องราวอีกมากมายที่คุณจะชอบ