Thursday, April 23, 2026
ชื่นชมอดีต

ฝรั่งเขียน(ถึง)ไทย ตั้งแต่ยังเป็นสยาม

ภาพที่ 12

(ภาพที่ 12) จะเริ่มเป็นที่สังเกตได้ว่าตั้งแต่ในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้นมานั้น ภาพพิมพ์แบบเอนแกรฟวิ่งมักจะถูกสร้างขึ้นจากภาพถ่ายแบบ Photography ซึ่งเป็นของที่เพิ่งคิดค้นขึ้นได้ใหม่ในยุโรป เมื่อราวๆปี พ.ศ. ๒๓๙๑ และผู้ที่มีบทบาทในการนำเทคนิคการถ่ายภาพแบบใหม่นี้เข้ามาเผยแพร่ในสยามคือ บาทหลวงมองซิเออร์ปาลากัวส์ ผู้ในภายหลังได้รับการสถาปนาเป็นท่าน Archbishop of Siam ในภาพพิมพ์แบบเอนแกรฟวิ่ง ที่สร้างโดย นายมอรัลด์

จากภาพถ่ายต้นฉบับที่ของช่างภาพชาวสยามชื่อว่า นายฟรานซิสจิตร (ซึ่งจะขอกล่าวถึงในช่วงต่อไป) ที่ได้ขายต่อไปให้บริษัทเนเกร็ททิเอท์ซามบราแห่งลอนดอน ได้แสดงให้เห็นถึงขบวนแห่พระศพของ บาทหลวงมองซิเออร์ปาลากัวส์ มาตามถนนในพระนคร โดยมีผู้คนนุ่งขาวห่มขาวเพื่อเป็นการไว้ทุกข์ให้แก่ท่านตามประเพณีของไทยที่มีมาแต่โบราณ ภาพพิมพ์นี้ได้รับการตีพิมพ์เพื่อประกอบในบทความเกี่ยวกับการเดินทางมาสยามของ นายเอ็มบาคูท ในหนังสือพิมพ์ Le Monde Illustre เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๑๓

ภาพที่ 13 และ 14

(ภาพที่ 13 และ 14) ในขณะที่ บาทหลวงมองซิเออร์ปาลากัวส์ ยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้สอนวิชาการถ่ายภาพให้กับเด็กหนุ่มไทยชื่อนายฟรานซิสจิตร ซึ่งในภายหลังได้กลายเป็นช่างภาพที่มีชื่อเสียงและได้เข้ารับราชการในพระราชสำนักเล่ากันว่า นายฟรานซิส จิตร มีห้องถ่ายภาพอยู่บนเรือนแพ ที่ผูกไว้ริมตลิ่งในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณหน้าโบสถ์ซานตาครูซ เรือนแพนี้มีหลังคาที่มีกลไกพิเศษสามารถปิดเเละเปิด เพื่อนำแสงแดดให้เข้ามาพอเหมาะกับงานถ่ายภาพในแต่วัน จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ นายฟรานซิสจิตรจะผูกพันกับวิถีชีวิตบนแม่น้ำเป็นอย่างยิ่ง

ในภาพพิมพ์แบบเอนแกรฟวิ่งสองภาพที่สร้างขึ้นจากภาพถ่ายของ นายฟรานซิสจิตร ที่ได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ Illustrated London News เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๑๐ แสดงให้เห็นถึงทัศนียภาพริมแม่น้ำที่มีเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชพร้อมด้วยฝีพายชายฉกรรจ์ แต่งเครื่องแบบโบราณจำนวนมาก ภาพอีกภาพเป็นภาพที่ถ่ายจากมุมสูงที่มองจากพระปรางค์วัดอรุณที่มองเห็นทัศนียภาพมุมกว้างของกรุงรัตนโกสินทร์อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ มีกลุ่มสิ่งปลูกสร้างของ วัดพระเชตุพนฯ และอาคารอื่นๆ ในบริเวณเดียวกันสวยเด่นงดงามในแสงแดดยามบ่าย

ภาพที่ 15

(ภาพที่ 15) ภาพพิมพ์แบบเอนแกรฟวิ่งอีกภาพหนึ่งฃึ่งน่าจะสร้างขึ้นโดยเทราออนแอนด์ทริชิอองเมื่อราวๆ ปี พ.ศ. ๒๔๑๒ จากภาพถ่ายของ นายฟรานซิสจิตร คือ ภาพพระเมรุมาศ ของ สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๔ ที่ได้สร้างอย่างยิ่งใหญ่โอฬารตามโบราณราชประเพณีมีการประดับประดาด้วยฉัตรเงิน ทอง นาก ที่ทำจากโลหะ ตั้งรายรอบอยู่บนลานรอบพระเมรุซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในพระเมรุมาศขนาดใหญ่รุ่นสุดท้าย เพราะในสมัยรัชกาลถัดมาคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นั้นได้มีการปรับทอนขนาดของงานพระเมรุมาศกลางท้องสนามหลวง และขนาดของพระเมรุมาศลงมากด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ

(ภาพที่ 16) อีกเหตุผลหนึ่งที่การถ่ายภาพหรือ Photography ได้รับความนิยมในสยามอย่างรวดเร็วก็คือองค์พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงให้ความสนพระราชหฤทัยต่อวิทยาการแขนงใหม่นี้เป็นอย่างมาก ซึ่งอาจช่วยลบล้างความเชื่อเดิมๆ ของคนในสมัยนั้นว่าการถ่ายภาพจะนำมาซึ่งความอัปมงคลต่างๆ ทั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทานวโรกาสให้ช่างภาพชาวต่างชาติเข้าฉายพระบรมฉายาลักษณ์ และรวมไปถึงพระรูปของ สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี และพระราชโอรสทั้งสามพระองค์หลายครั้งหนึ่งในนั้นคือช่างภาพชาวอังกฤษที่มีชื่อว่านายจอห์น ทอมสัน ผู้ซึ่งมีห้องถ่ายภาพอยู่ที่เมืองสิงค์โปรและได้ขยายกิจการ เพื่อระดมทุนทรัพย์ที่จะเดินทางเข้ามาถ่ายภาพในเมืองสยาม และหนึ่งในผลงานของเขาได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพพิมพ์แบบเอนแกรฟวิ่งภายใต้ชื่อ The King of Siam in State Costume ที่ได้รับการตีพิมพ์บนหน้าที่ ๓๙๕ ของวารสาร Illustrated London News ฉบับที่เดือนเมษายนปี พ.ศ. ๒๔๐๙

ภาพที่ 16 และ 17
ภาพที่ 18

(ภาพที่ 17) ยังมีภาพแบบเอ็นแกรฟวิ่งอีกภาพหนึ่งที่ได้สร้างขึ้นจากภาพถ่ายของ นายจอห์น ทอมสัน นั่นคือภาพที่มีชื่อว่า Amazons of the King of Siam’s Guard ฃึ่งได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร Illustrated London News ฉบับที่เดือนเมษายนปี พ.ศ. ๒๔๐๙ เช่นเดียวกันกับภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ ๔ ที่ได้กล่าวถึงแล้ว

(ภาพที่ 18) นอกจากช่างภาพชาวอังกฤษนายจอห์น ทอมสัน ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปถ่ายภาพในเขตพระราชฐานแล้ว ยังมีช่างภาพคนอื่นๆ อีกเช่น นายเอ็มแชปแมน ที่ถ่ายภาพถนนที่มุ่งสู่ลานด้านข้างของพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ฃึ่งในปัจจุบันเป็นถนนที่วิ่งขนานกับลานเบื้องหน้าของพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทนั่นเอง ภาพนี้ได้แสดงให้เห็นกลุ่มเขาไกรลาสขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ทางเบื้องซ้ายของภาพ เขาไกรลาสนี้จะถูกสร้างขึ้นเพื่อพระราชพิธีโสกันต์ในพระราชสำนัก ซึ่งเป็นงานที่ยิ่งใหญ่และคงเป็นที่ตื่นตาตื่นใจของชาวต่างประเทศที่ได้เข้ามาเห็นเป็นอันมาก และน่าจะเป็นไปได้ว่ายังมีภาพงานพระราชพิธีนี้หลายภาพที่ได้ถูกนำไปตีพิมพ์ในวารสารต่างๆ ในยุโรปอีกด้วย

ภาพที่ 20

(ภาพที่ 20) ภาพพิมพ์แบบเอนแกรฟวิ่งสองภาพชื่อ The king in his coronation robes และ The king as colonel of his body guard ที่สร้างขึ้นจากภาพถ่ายของช่างภาพของพระราชสำนักสยาม ที่ได้รับการตีพิมพ์ประกอบกับบทความชื่อ Re-Coronation of the King of Siam ลงในวารสาร The Graphics เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๑๗ นั้นแสดงให้เห็นภาพ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในฉลองพระองค์แบบโบราณราชประเพณี และฉลองพระองค์เครื่องแบบผู้บัญชาการทหารกรมทหารรักษาพระองค์

ภาพที่ 21

(ภาพที่ 21) ภาพพิมพ์อีกภาพที่น่าสนใจจากราชสำนักสยามคือภาพที่มีชื่อว่า A Titled Elephant ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสารเล่มเดียวกันกับพระบรมฉายาลักษณ์ทั้งสองรูปของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ได้กล่าวถึงมาแล้ว ชาวตะวันตกคงไม่มีวันเข้าใจในขนบธรรมเนียมของไทยที่ยกย่องช้างเผือกว่าเป็นของศักดิสิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองและคู่พระบารมีขององค์พระมหากษัตริย์ จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เทียบเท่าขุนนางชั้นสูงท่านหนึ่ง

About the Author

Share:
Tags: แม่น้ำเจ้าพระยา / Siam / ฉบับที่ 2 / Siamese / Bangkok / กรุงรัตนโกสินทร์ / Siamese Twins / แฝดอินกับจัน / กรุงเทพ / นิตยสารอนุรักษ์ / พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว / ชื่นชมอดีต / วัดอรุณ / anurakmagazine / เอนแกรฟวิ่ง / สยาม /

เรื่องราวอีกมากมายที่คุณจะชอบ