Tuesday, July 16, 2024
ชื่นชมอดีต

นางสาวไทย เริ่มจากการเมือง

นิตยสารอนุรักษ์ ฉบับที่ 62
เรื่อง / ภาพวาด : ผศ.ประเทือง ครองอภิรดี

ศิลปิน ผศ. ประเทือง ครองอภิรดี

ใช้นางงามโปรโมทการเมือง? ใช่…เราเริ่มต้นเช่นนั้นจริงๆ

เมื่อประเทศสยามเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยในพ.ศ. ๒๔๗๕ ในขณะนั้นคนสยามส่วนใหญ่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าระบอบใหม่นั้นเป็นอย่างไร? รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนควรจะเห็นความสำคัญอย่างไร?

รัฐบาลของคณะราษฎรจึงได้สร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยขึ้น เพื่อเชิดชูให้เห็นความสำคัญ และใช้สัญลักษณ์ตัวรัฐธรรมนูญในลักษณะพับสมุดไทยตั้งอยู่บนพานสองชั้น หรือที่เรียกว่า พานแว่นฟ้า เพื่อให้ง่ายแก่การสื่อสารประชาสัมพันธ์

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยสร้างเสร็จในพ.ศ. ๒๔๗๗ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒ ปี ในปีนั้นรัฐบาลได้จัดให้มีงานฉลองรัฐธรรมนูญขึ้นที่วังสราญรมย์ เพื่อเป็นการดึงดูดให้คนสนใจมาเที่ยวกันครึกครื้น จึงมีงานมหรสพออกร้านต่างๆ ที่ท้องสนามหลวง มีการออกสลากลอตเตอรี่ การเต้นรำ และสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีคือ การประกวดนางงามขึ้นเป็นครั้งแรกในสยาม ผู้ชนะการประกวดไม่ยักกะเรียกว่าเป็นเทพีรัฐธรรมนูญ แต่เรียกว่าตำแหน่ง “นางสาวสยาม”

นางสาวไทย เริ่มจากการเมือง

วิธีการหาผู้เข้าประกวดนั้นก็ทำแบบราชการคือ มีคำสั่งให้ข้าหลวงหรือผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ ไปเสาะสรรหาสาวงามเป็นตัวแทนจังหวัดเพื่อส่งเข้ามาประกวดในกรุงเทพฯ ร้อนถึงคุณนายนายอำเภอและผู้ว่าฯ ทั้งหลาย  ที่ต้องเสาะหาแล้วมาสอนเดิน ยืน กิริยามารยาท และการแต่งกาย ต้องทำหน้าที่พี่เลี้ยงนางงาม พาเข้ามากรุงเทพฯ รับผิดชอบค่าเดินทาง ค่ากินอยู่ หาที่พักในกรุงเทพฯ อีก สมัยแรกๆ คงต้องอาศัยพักตามบ้านญาติและคนรู้จักเสียมากกว่า เพราะสมัยนั้นโรงแรมก็ออกจะหายากอยู่ งบประมาณหลวงก็ไม่น่าจะมีให้

กันยา เทียนสว่าง “นางสาวสยาม” คนแรก ปี ๒๔๗๗

สำหรับนางงามกรุงเทพฯ ธนบุรีนั้น เขามาคัดกันในงานนี้เอง คืองานเขาจัด ๓ คืน คืนแรกประกวด “นางสาวธนบุรี” คืนที่ ๒ คัด “นางสาวพระนคร” คืนที่ ๓ ทั้งนางสาวธนบุรีและนางสาวพระนคร ก็เข้าประกวดกับนางงามที่มาจากจังหวัดต่างๆ ทั้ง ๔ ภาค ซึ่งในการประกวดปีแรกนี้ แม้จะส่งมาไม่ครบทุกจังหวัดก็ยังมีสาวงามเข้าประกวดถึง ๕๐ คน นับว่ามากพอใช้ได้ ผลการตัดสิน นางสาวสยามคนแรกได้แก่ นางสาวพระนครชื่อ คุณกันยา เทียนสว่าง ต่อมาได้สมรสกับดร.สุจิต หิรัญพฤกษ์ ดังนั้นเธอก็คือคุณย่าของดารา ภูริ หิรัญพฤกษ์ ที่คนสมัยนี้รู้จักกันนั่นเอง

รางวัลที่เธอได้คือ มงกุฎโครงทำด้วยเงินหุ้มกำมะหยี่ปักลวดลายด้วยดิ้นเงินแซมเพชร ขันเงิน ล็อกเก็ตห้อยคอทองคำ เข็มกลัดทองลงยา และเงิน ๑,๐๐๐ บาท แต่เงินนั้นทางผู้จัดขอให้บริจาคให้รัฐบาลเพื่อช่วยค่างบจัดงาน ตัวมงกุฎนั้น ทายาทเธอไม่มีโอกาสได้เห็นเพราะหายไปตอนชุลมุนไฟไหม้บ้านพักเธอ ตั้งแต่ก่อนสมรสเหลืออยู่แต่ถ้วยรางวัล ๒ ใบ คือ ถ้วยนางสาวพระนคร และถ้วยนางสาวสยามเท่านั้น

คุณกันยามีทายาทกับดร.สุจิต ๕ คน แต่น่าเสียดายที่เธออายุสั้น เธอเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๐๓ อายุเพียง ๔๖ ปี

นางสาวสยาม แถวหน้าจากซ้าย กันยา เทียนสว่าง วณี เลาหเกียรติ แถวหลัง มยุรี วิชัยวัฒนะ  วงเดือน ภูมิรัตน์ พิศมัย โชติวุฒิ

แต่นางสาวสยามคนที่ ๒ คือคุณวณี เลาหเกียรติ (สมประสงค์) เมื่อปีกลายพ.ศ. ๒๕๖๔ นี่เอง ยังได้ข่าวว่าเธอไม่ฉีดวัคซีนโควิด ๑๙  แม้เธออายุ ๑๐๐ ปีแล้ว แต่ก็ยังคงเค้าความสวยและสดใสแข็งแรงอยู่ เธอให้สัมภาษณ์เล่าถึงการประกวดว่า ตอนประกวดก็ไม่ได้เตรียมตัวอะไรมาก เพราะค่อนข้างมีเวลาน้อย กรรมการดูละเอียดละออมาก ดูรูปทรงกระทั่งผิวเนื้อ เล็บ  สมัยเธอผู้เข้าประกวดนุ่งซิ่นยาวกรอมเท้า กรรมการยังไปหลังเวทีเพื่อเปิดซิ่นดูขา ดูน่อง (เพื่อจะให้คะแนนหรือหักคะแนน) ด้วยหน้าตาเป็นธรรมชาติแท้ๆ (สมัยนั้นยังไม่มีการศัลยกรรมใดๆ แม้แต่การแต่งหน้าก็ไม่ซับซ้อนเหมือนสมัยนี้ อาจจะแค่ผัดแป้ง เขียนคิ้ว ทาปากเล็กน้อยง่ายๆ เท่านั้น)

วณี เลาหเกียรติ นางสาวสยาม คนที่ ๒ ปี ๒๔๗๘

ตอนประกวดนางสาวสยามปีแรกๆ นั้น มีผู้ชนะได้ตำแหน่งเดียวไม่มีตำแหน่งรอง ต่อมาผู้เข้าร่วมประกวดเริ่มน้อยลงๆ จนกระทั่งปีที่ ๔ ถึงกับต้องเชิญนางสาวไทยก่อนๆ คือคุณวณี เลาหเกียรติ (๒) และคุณวงเดือน ภูมิรัตน์ (๓) มาร่วมเดินโชว์ตัวบนเวทีด้วยเพื่อเพิ่มสีสัน ดังนั้น ในปีของคุณพิศมัย โชติวุฒิ (๕) ซึ่งนับเป็นนางสาวสยามคนสุดท้าย จึงเริ่มมีตำแหน่งรองๆ ๔ คนตั้งแต่นั้น เพื่อเพิ่มความหวังและจูงใจให้มีผู้เข้าประกวดมากขึ้น

การประกวดนางสาวสยามจัดมาได้ ๕ ปี พอปีที่ ๖ พ.ศ. ๒๔๘๒ รัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงครามได้เปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็น “ประเทศไทย” ดังนั้น ตำแหน่งนางงามในปีนั้นจึงเปลี่ยนเป็น “นางสาวไทย” ไปด้วย และได้ย้ายสถานที่จัดงานมาที่สวนอัมพร ผู้ที่ได้ตำแหน่ง “นางสาวไทย” คนแรก ได้แก่ เรียม เพศยนาวิน

เรียม เพศยนาวิน “นางสาวไทย” คนแรก ปี ๒๔๘๒

สำหรับชุดแต่งกายผู้เข้าประกวดก็วิวัฒนาไปตามกาล  ๒ ปีแรกของนางสาวสยามนุ่งซิ่นยาวกรอมเท้า คาดผ้าแถบแล้วห่มสไบทับเดินเท้าเปล่า พอปีที่ ๓ ยังห่มสไบแต่เปลี่ยนมานุ่งโจงกระเบนแทนซิ่น ให้ดูกระฉับกระเฉงเห็นน่องเล็กน้อย

About the Author

Share:
Tags: ภูริ หิรัญพฤกษ์ / วณี เลาหเกียร / เรียม เพศยนาวิน / ลัดดา สุวรรณสุภา / สุชีลา ศรีสมบูรณ์ / นิตยสารอนุรักษ์ / อาภัสรา หงสกุล / ชื่นชมอดีต / อมรา อัศวนนท์ / นางสาวไทย / สดใส พานิชวัฒนา / ประเทืองครองอภิรดี / มานิตา ดวงคำ ฟาร์เมอร์ / นางสาวสยาม / สว่างจิตต์ คฤหานน / กันยาเทียนสว่าง /

เรื่องราวอีกมากมายที่คุณจะชอบ