Thursday, May 21, 2026
ภูมิปัญญาไทย ชื่นชมอดีต บทความแนะนำ

เครื่องเขินภาณุรังษีฯ

เรื่อง : ม.ล. ภูมิใจ ชุมพล ภาพ : เจษฎา ชาลีมนตรี

ถาดใส่อาหารขนาดใหญ่

ที่คั่นหนังสือไม้สักฉลูลายเคลือบรัก ขีดลาย ปาดชาด

ส่วนหนึ่งของรายการสิ่งของมากมาย ที่ถูกจัดสร้างขึ้นเพื่อสมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีฯ ทรงแจก มีเครื่องจักรสานเคลือบรักปาดชาด หรือที่เรียกกันในปัจจุบันว่า เครื่องเขินจากเชียงใหม่ เป็นของที่โดดเด่น ได้รับความสนใจจากข้าราชสำนักเป็นอย่างมาก เครื่องเขินชุดใหญ่นี้ เป็นผลพวงของการเสด็จไปตรวจราชการทหาร ในหน้าที่จเรทหารทั่วไป ของสมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีฯ

เนื่องด้วยในปีนั้น เป็นปีที่พระองค์ทรงมีพระชนมายุครบ ๕๕ ชันษา เสมอด้วยพระบรมเชษฐาธิราช เมื่อสวรรคต จึงทรงตั้งพระทัย ที่จะจัดสร้างของที่ระลึกหลายอย่าง เพื่อถวายพระภิกษุสงฆ์ และทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระพันปีหลวง อีกทั้งไว้พระราชทานเจ้านายในพระบรมราชจักรีวงศ์ และผู้ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยทรงโปรดปราน ทั้งเป็นผู้ที่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ทรงรู้จักและคุ้นเคยด้วย

ชามมีฝาปิดสำหรับใส่อาหารเวลาตั้งเป็นสำรับ

ในส่วนของพระราชวงศ์และบุคคลต่างๆ นั้น ทรงสร้างแหนบนาฬิการูปโล่ พระตราภาณุรังษี และมีอักษรว่า “เชษฐสมลุย พ.ศ. ๒๔๕๙” บนพื้นลงยาสีเขียวขอบขาว พร้อมด้วยถุงสตางค์ ๕๕ สตางค์ติดไปด้วย มีทั้งหมด ๕ ชนิดคือ แหนบทองคำลงยาฝังเพชร พร้อมถุงสตางค์ถักด้วยลวดทองคำแท้, แหนบทองคำลงยา พร้อมด้วยถุงสตางค์ถักด้วยลวดกะไหล่ทอง, แหนบเงินแท้ลงยา พร้อมด้วยถุงสตางค์ถักด้วยลวดเงิน และแหนบทองแดง สำหรับพระภิกษุสงฆ์ ที่ติดนาฬิกาพกเรือนแบนแทนถุงสตางค์ และในคราวไม้นั้นยังมีสิ่งของต่างๆ อีกถึงกว่า ๖๐๐ รายการ ที่ได้จัดสร้างขึ้น มีสมุดพิมพ์บันทึกคำบรรยายกำกับการแจก และมีพระรูปสี่ ซึ่งเป็นของใหม่ในเวลานั้น กำกับสิ่งของทุกรายการด้วย

ส่วนหนึ่งของรายการสิ่งของมากมาย ที่ถูกจัดสร้างขึ้นเพื่อสมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีฯ ทรงแจก มีเครื่องจักรสานเคลือบรักปาดชาด หรือที่เรียกกันในปัจจุบันว่า เครื่องเขินจากเชียงใหม่ เป็นของที่โดดเด่น ได้รับความสนใจจากข้าราชสำนักเป็นอย่างมาก เครื่องเขินชุดใหญ่นี้ เป็นผลพวงของการเสด็จไปตรวจราชการทหาร ในหน้าที่จเรทหารทั่วไป ของสมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีฯ ณ มณฑลมหาราษฎร์ และมณฑลพายัพ เป็นการเสด็จครั้งยิ่งใหญ่อย่างสมพระเกียรติยศ พระองค์ได้เริ่มเสด็จออกจากกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๕๙ ไปยังหัวเมืองใหญ่ๆ คือเมืองแพร่ นครน่าน

๑. และ ๒. กล่องใส่หมากสังกะสีเคลือบรัก ขีดลาย ปาดชาด มีพระตราภาณุรังษีฯ และปีพุทธศักราช ๒๔๕๙ กำกับ
๓. ขันไม้จักรสานขนาดใหญ่เคลือบรัก ขีดลาย ปาดชาด ใช้สำหรับใส่อาหารเวลตักบาตร หรือไปงานทำบุญที่วัด
๔. ภาชนะใส่ของขนาดใหญ่ โครงเป็นไม้สักมีสองชั้นและฝาปิด
๕. ชุดเชี่ยนหมาก ไม้มะค่ากลึง
๖. พระแสงดาบคู่ ปลอกไม้มะค่ากลึง เคลือบรัก ขีดลาย ปาดชาด หุ้มด้วยแผ่นเงิน ดีลายศิลปะล้านนา

๑. ฝาบาตรพระ ไม้มะค่ากลึง เคลือบรัก ขีดลาย ปาดชาด
๒. คนโท หรือน้ำต้น สำหรับใส่น้ำดื่ม

นครลำปาง และนครเชียงใหม่ เมื่อเสด็จกลับถึงเมืองพิษณุโลก ได้ทรงพระกรุณาให้มีการสมโภชพระพุทธชินราชอย่างยิ่งใหญ่อีกด้วย พระองค์ทรงเสด็จกลับถึงกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๙ เป็นอันเสร็จสิ้นพระราชกิจในคราวนั้น

ในระหว่างที่สมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีฯ ประทับอยู่ในนครเชียงใหม่นั้น พระองค์ทรงได้รับการต้อนรับจากพระราชวงศ์ฝ่ายเหนืออย่างสมพระเกียรติยิ่ง มีการจัดงานรื่นเริงในสำนักของเจ้านายฝ่ายเหนือต่างๆ อาทิเช่น งานราตรีสโมสร ที่จัดขึ้น ณ คุ้มเจ้าอุปราช ซึ่งเป็นงานแต่งกายชุดแฟนซี ในการนี้ สมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีฯ ทรงเครื่องแบบพิชัยยุทธ อย่างเจ้านายไทยฝ่ายเหนือ พระองค์ได้เข้าเฝ้าพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ซึ่งในขณะนั้น เสด็จกลับจากกรุงเทพมหานคร มาประทับที่นครเชียงใหม่เป็นการถาวรได้สองปีแล้ว ในระหว่างนี้เอง ที่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ได้ทอดพระเนตรเห็นศิลปะ หัตถกรรมต่างๆ ของเชียงใหม่ ที่มีใช้อยู่ในราชสำนัก ทั้งที่เป็นของโบราณตกทอดมาจากเดิม และของที่พระราชชายา ได้ทรงฟื้นฟูขึ้นใหม่ โดยทรงสนับสนุนกลุ่มช่างของราชสำนักฝ่ายเหนือ ให้มีวิวัฒนาการทางการออกแบบ และขั้นตอนการผลิตใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการทอผ้า มีการตั้งโรงทอผ้าในบริเวณพระตำหนักที่ประทับ ทั้งที่เชียงใหม่ และลำพูน มีการพัฒนาผสมผสานลวดลายของที่มีอยู่เดิม และของใหม่ที่ได้รับอิทธิพลจากที่อื่นๆ จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของผ้าเชียงใหม่ ซึ่งยังคงผลิตขายมาตราบจนปัจจุบัน

นอกจากเรื่องผ้าแล้ว นครเชียงใหม่ยังขึ้นชื่อว่ามีหัตถกรรมชั้นเลิศอีกหลายอย่าง ตั้งแต่การสร้างร่ม งานกระดาษ งานเครื่องเงิน และงานเครื่องเขิน ซึ่งในหมวดนี้ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ทรงสนพระทัยเป็นพิเศษ ทรงมีพระดำริให้มีการสร้างเครื่องเขินขึ้นเป็นจำนวนมาก เพื่อทรงนำกลับมาใช้เป็นเครื่องไทยทานถวายพระ และเพื่อเป็นของที่ระลึก ที่จะพระราชทานแก่บุคคลต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ที่จริงแล้วคำว่าเครื่องเขินนี้ เป็นศัพท์ที่เกิดขึ้นใหม่ในช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นศัพท์ของทางการกรุงเทพฯ ใช้เรียกหัตถกรรมพื้นบ้านของชาวเชียงใหม่ เชื้อสายไทยเขิน หรือไทยเขิน ที่สืบทอดความรู้โบราณในการสร้างภาชนะเครื่องใช้ในรูปทรงต่างๆ ที่สานขึ้นด้วยไม้ไผ่ แล้วนำมาเคลือบด้วยรัก เพื่อประโยชน์ของความคงทน และกันน้ำไม่ให้รั่วซึมออกมาจากภาชนะ โดยจะมีชื่อเรียกตามการใช้สอยของภาชนะนั้นๆ เช่น ขันดอก ขันหมาก ขันโอ หีบผ้า แอ็บ อูบ ปุง เป็นต้น ภาชนะเหล่านี้เรียกโดยรวมๆ ว่า ครัวฮักครัวหาง, เครื่องฮักเครื่องหาง หรือเครื่องฮักเครื่องดำ (ทอง) ตามการตบแต่งด้วยทองคำเปลวบ้าง

๓. กระโถนปากแตรขนาดใหญ่ ขีดลายใบไม้ต่างๆ
๔. ขันใส่น้ำมีฝาปิด โครงในสานด้วยไม้ไผ่
๕. พานใส่ของ ไม้มะค่ากลึง

ปรากฏหลักฐานในพงศาวดารพม่าว่า เมื่อพม่าได้เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองขึ้นแล้ว ก็ได้มีการกวาดต้อนช่างฝีมือแขนงต่างๆ กลับไปยังเมืองพม่าหลายครั้งหลายครา หนึ่งในจำนวนนั้นคือ ช่างทำเครื่องเขิน ที่ยังคงมีลูกหลานผู้สืบทอดในการทำเครื่องเขิน ชนิดขูดขีดเป็นลายเส้น แล้วถมเส้นด้วยสีชาด แบบเชียงใหม่ดั้งเดิม อาศัยอยู่ในเมืองพุกามตราบจนปัจจุบัน จนพม่าจะเรียกเครื่องเขินชนิดนี้ว่า “โยนเถ่” ซึ่งแปลว่า เครื่องเขินของชาวไทยโยน หรือล้านนานั่นเอง นอกเหนือไปจากนั้น ในพม่ายังมีลวดลายของเครื่องเขินลายหนึ่งที่เรียกว่า “ซินแม่” ซึ่งคำว่าซินแม่นี้ หมายถึงเชียงใหม่นั่นเอง

เครื่องเขินภาณุรังษีฯ จัดอยู่ในหมวดเครื่องเขินที่เรียกกันว่า เครื่องเขินนันทาราม ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากเมื่อประมาณ ๘๐ ปีที่แล้ว เครื่องเขินในกลุ่มนี้จะมีการใช้โครงที่ทำจากวัสดุต่างๆ นอกเหนือไปจากโครงจักรสานไม้ไผ่ เช่น ไม้สัก ไม้มะค่า และสังกะสี มาทำเป็นเครื่องใช้ที่สวยงามแปลกตา อาทิเช่น หมวกนักรบ ตะกร้าหมาก กระเป๋า ถ้วย ฝาปิ่นโต กล่องสบู่ กล่องแปรงสีฟัน เป็นต้น

ในส่วนของเครื่องเขินที่สมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีฯ ทรงมีพระดำริให้สร้างขึ้นนั้น พระองค์ทรงเน้นให้มีรูปแบบและลวดลายที่ไม่ซ้ำใคร และได้พระราชทานตราประจำพระองค์ คือตราพระอาทิตย์ทอแสงขึ้นจากท้องน้ำ มีปี พ.ศ. ๒๔๕๙ กำกับอยู่ใต้ดวงตรานั้นอย่างชัดเจน เพื่อขีดลงบนเครื่องเขินทุกชิ้นที่ผลิตขึ้น ชิ้นงานที่โดดเด่นและแปลกตามากของกลุ่มเครื่องเขินภาณุรังษีฯ มีดังต่อไปนี้

  • ที่คั่นหนังสือ ทำจากไม้มะค่า ฉลูลายส่วนปลายทั้งสองด้าน พับบิดเปิดและยืดออกได้ เพื่อรองรับการตั้งของหนังสือให้พอเหมาะ บนผิวไม้ที่ขัดเรียบฉาบรัก และขีดลาย ถมสีให้สวยงาม
  • กระเป๋าโลหะสังกะสี ทรงโค้งมน สำหรับใส่หมากพลู บนผิวโลหะฉาบรัก และขีดลาย ถมสีชาด
  • กล่องโลหะสังกะสี ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า สำหรับใส่เครื่องเขียน บนผิวโลหะฉาบรัก และขีดลาย ถมสีชาด
  • ชามข้าวไม้สัก มีฝาปิด ขอบหยักลาย บนผิวไม้ที่ขัดเรียบฉาบรัก และขีดลาย ถมสีชาด
  • ถาดไม้สัก ขนาดต่างๆ ทั้งทรงกลมและทรงเหลี่ยม บนผิวไม้ที่ขัดเรียบฉาบรัก และขีดลาย ถมสีชาด
  • ถ้วยน้ำ โครงไม้ไผ่สาน ฉาบรัก และขีดลาย ถมสีชาด
  • ขันน้ำมนต์ โครงไม้ไผ่ ฉาบรัก และขีดลาย ถมสีชาด
  • พานไม้สัก ขนาดต่างๆ ฉาบรัก และขีดลาย ถมสีชาด
  • กระโถนปากแตร โครงไม้ไผ่สาน ฉาบรัก และขีดลาย ถมสีชาด
  • ดาบคู่แบบโบราณ ฝึกดาบเป็นไม้สักกลึง บนผิวไม้ที่ขัดเรียบฉาบรัก และขีดลาย ถมสีชาด

มีรายละเอียดแผ่นเงินหุ้มตามส่วนปลายของดาบ

จำนวนเครื่องเขินภาณุรังษีฯ ที่ได้สร้างขึ้นในคราวนั้น มีมากมายหลายร้อยชิ้น เมื่อลำเลียงมาถึงวังบูรพาภิรมย์ ในกรุงเทพฯ ก็ได้นำเข้าเก็บ ณ ห้องเก็บของภายในตำหนักญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามฝ่ายในของวังบูรพาภิรมย์ และเป็นที่อยู่ของหม่อม เล็ก ภาณุพันธุ์ ในสมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีฯ ด้วย หม่อมเล็กเป็นกุลสตรีที่ถือกำเนิดในสกุลยงใจยุทธ ซึ่งเป็นสายสกุลใหญ่แต่โบราณ และเป็นลูกสาวของนายทองดำ ข้าหลวงในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และคุณถม พื้นเพเดิมเป็นชาวสวน อยู่ที่อำเภอศาลายา จังหวัดนครปฐม ดังนั้นฝ่ายในของวังบูรพาภิรมย์ จึงมีญาติของหม่อมเล็ก อาทิเช่น คุณแฉล้ม ยงใจยุทธ ผู้เป็นพี่สาวใหญ่ และคุณเพี้ยน ยงใจยุทธ น้องสาว ร่วมกันช่วยดูแลความเป็นไปภายในวังบูรพาภิรมย์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัดเตรียมเครื่องเสวย และของใช้ต่างๆ ของเจ้านาย ตลอดจนถึงการเลี้ยงดูพระโอรส พระธิดาทุกพระองค์ ในสมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีฯ อีกด้วย

วันคล้ายวันพระราชสมภพ ๕๕ พรรษา ของสมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีฯ ใน ปี พ.ศ. ๒๔๕๙ ซึ่งตรงกับวันที่ ๑๑ มกราคมนั้น เป็นวันตรงกับวันฉลองพระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งพระองค์ทรงมีหน้าที่พิเศษ เป็นผู้รับฉันทานุมัติของพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาททั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล ในการเฉลิมพระที่นั่งใหม่นี้ ครั้นเวลาค่ำ ยังมีงานเลี้ยงใหญ่พระราชทานผู้เป็นสหชาติ ร่วมปีพระบรมราชสมภพนักษัตรมะโรงตรัสรอบสามรอบ ทรงมีพระมหากรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เจ้าฟ้าทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน นั่งร่วมโต๊ะเสวยในงานเลี้ยงนั้น และสมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีฯ ยังทรงเป็นผู้รับฉันทานุมัติของผู้ที่ได้รับพระราชทานเลี้ยงนั้น กล่าวคำถวายพระพรชัยมงคลเป็นพิเศษอีกครั้งหนึ่ง

ดังนั้นงานฉลองพระชนม์พรรษาของสมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีฯ ในปีนั้น จึงได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เฉกเช่นทุกๆ ปีที่วังบูรพาภิรมย์ พระองค์จึงทรงมีพระประสงค์ที่จะสร้างของที่ระลึกที่มีคุณค่า เพื่อทรงบริจาคและแจกจ่าย ทดแทนการจัดงานเอิกเกริก ของบางอย่าง เช่นเครื่องเขิน ที่มีเป็นจำนวนมาก ก็ยังคงมีหลงเหลืออยู่ส่วนหนึ่ง และได้เก็บรักษาไว้เพื่อเป็นตัวอย่าง ของเหล่านี้ รวมถึงของที่ระลึกอย่างอื่น ที่แจกในวันฉลองพระชนม์พรรษาในปีอื่นๆ นั้น ได้กลายเป็นของสะสมส่วนพระองค์ ในสมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีฯ ที่ตกทอดมาถึงพระทายาทรุ่นเหลนในปัจจุบัน

About the Author

Share:

เรื่องราวอีกมากมายที่คุณจะชอบ