Sunday, May 10, 2026
ศิลปะ ชื่นชมอดีต

พม่า-รามัญ มรดกพุทธศิลป์ บนแผ่นดินล้านนา

เรื่อง / ภาพ : ธีรภาพ โลหิตกุล

เจดีย์ประธานวัดแสนฝาง เชียงใหม่ รับอิทธิพลเจดีย์ทรงระฆังคว่ำจากพุทธศิลป์พม่า-รามัญ

จังหวัดเชียงใหม่ อดีตศูนย์กลางอาณาจักรล้านนา ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีพ่อค้าชาวพม่าและไทใหญ่ เดินทางเข้ามาค้าขายและทำกิจการไม้สักจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่พักอาศัยย่านถนนท่าแพ แต่ที่ประสบความสำเร็จจากการค้าไม้จนร่ำรวยระดับ “คหบดี” มีชื่อเสียงโด่งดัง ยุคนั้นไม่มีใครเกิน “หม่องปันโหย่” พ่อค้าไม้ชาวพม่า หรือพม่าจากเมืองมะละแหม่ง (บ้างว่าเป็นชาวพม่าเชื้อสาย “ต่องสู้” ชนกลุ่มน้อยในพม่ากลุ่มหนึ่ง)

หม่องปันโหย่ร่ำรวยแล้วทำบุญด้วยการสร้างวัดและบูรณปฏิสังขรณ์วัดหลายแห่ง จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์จากล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 เป็นรองอำมาตย์เอก หลวงโยนการพิจิตร และต่อมารัชกาลที่ 6 พระราชทานนามสกุลว่า “อุปโยคิน” ขณะที่ชาวพม่าในเมืองเชียงใหม่ให้สมญานามว่า “พะญาตาก่า” หมายถึงผู้มากด้วยบุญญาบารมี

ฉัตรครอบยอดเจดีย์วัดพงษ์สุนันท์ อ. เมืองแพร่ ได้รับอิทธิพลจากพุทธศิลป์พม่า-รามัญ

วัดสำคัญที่หลวงโยนการพิจิตร (หม่องปันโหย่ อุปโยคิน) บูรณปฏิสังขรณ์คือ วัดแสนฝาง บนถนนท่าแพ ใจกลางเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่แต่สมัยพญาแสนภูแห่งราชวงศ์มังรายเมื่อราว 700 ปีก่อน ต่อมาเมื่อหลวงโยนการพิจิตรบูรณะ ทำให้วัดแสนฝางมีพุทธศิลป์แบบพม่ารามัญ หรือแบบมอญพม่าเข้ามาผสมผสานอย่างเห็นได้ชัด

เริ่มจากเจดีย์ประธานเป็นทรง “ระฆังคว่ำ” มีฉัตรประดับที่ยอดบนสุด ทรงเดียวกับมหาเจดีย์ชเวดากอง อันเป็นเอกลักษณ์เจดีย์แบบมอญที่พม่ารับอิทธิพลไปอีกทอดหนึ่ง มีจุดเด่นที่ฐานเจดีย์ผายกว้างเหมือนปากระฆังที่บานออก แทนความหมายถึงวิถีดำเนินชีวิตของชาวพุทธที่ขา ยืนอยู่บนฐานอันมั่นคง ไม่ประมาท แต่จิตใจมุ่งกระทำความดีเพื่อจะได้หลุดพ้นสู่แดนนิพพาน

ที่มุมเจดีย์ทั้งสี่ทิศประดับสิงห์ปูนปั้นสัญลักษณ์แห่งพลังอำนาจ อีกทั้งยังประดับ “มนุษย์สิงห์” ซึ่งมีใบหน้าเป็นมนุษย์ แต่มีลำตัวเป็นสิงห์ 2 ตัวไว้ที่มุมเจดีย์ แทนความหมายถึงพระโสณะกับพระอุตตระ สมณทูตที่พระเจ้าอโศกมหาราชส่งมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิ แต่พบว่ามีอุปสรรคขัดขวางคือนางยักษ์ที่คอยอาละวาดจนชาวบ้านไม่กล้าออกมาฟังธรรม สองสมณทูตจึงแปลงกายเป็น “มนุษย์สิงห์” ทำให้นางยักษ์หนีหายไปด้วยความเกรงกลัว พระพุทธศาสนาจึงสถิตสถาพรในดินแดนนี้เรื่อยมา

ส่วนที่ฐานเจดีย์ยังมีหม้อน้ำใส่ดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง เรียกกันว่า “ปูรณฆฏะ” แปลว่าหม้อดอกไม้แห่งความเจริญรุ่งเรือง ศิลปะแบบมอญพม่า ซึ่งต่างจากปูรณฆฏะในศิลปะอื่นๆ โดยหม้อดอกไม้แบบมอญพม่านี้นี่ยังแพร่หลายไปยังหลายวัดในดินแดนล้านนา อาทิ วัดพระธาตุช่อแฮ จ. แพร่ แม้รูปทรงเจดีย์จะไม่ใช่ทรงระฆังคว่ำ แต่ก็มีหม้อใส่ดอกไม้ทองแบบมอญพม่าประดับที่ฐานอย่างงามสง่าเช่นกัน

ปูนปั้นรูปมนุษย์สิงห์ โดดเด่นที่ฐานเจดีย์ วัดแสนฝาง

หลังคาทรงปราสาทยืด (สูง) พุทธศิลป์พม่าสมัยพุกาม ที่วัดจอมสวรรค์ จ. แพร่

ลวดลายอลังการที่เพดาน วัดจอมสวรรค์

ส่วนที่ วัดจอมสวรรค์ เขตอำเภอเมืองแพร่ เป็นอารามไม้สักที่งดงามอลังการด้วยหลังคาทรงปราสาทซ้อนลดหลั่นเป็นชั้นเชิง เอกลักษณ์ของพุทธศิลป์แบบพม่า รามัญ และไทใหญ่ ที่นักประวัติศาสตร์ศิลป์เรียก “ทรงปราสาทวืดยืด” (ให้สูง) ต่างจากพุทธศิลป์แบบอยุธยา-รัตนโกสินทร์ ที่นิยมหลังคา “ทรงปราสาทย่อ” (ไม่มีพื้นที่ว่างระหว่างหลังคาแต่ละชั้น) นอกจากนั้น ที่เพดานวิหารประดับลวดลายฉลุไม้ ประดับกระจกวิจิตรตระการตา ด้วยเหตุที่วัดนี้สร้างโดยพ่อค้าชาวไทใหญ่ที่เข้ามาค้าขายในเวียงโกศัย หรือนครแพร่ ในปี 2437

พุทธศิลป์แบบพม่าอีกรูปแบบหนึ่งที่ถ่ายเทมาสู่แผ่นดินล้านนา คือการสร้างเจดีย์และวิหารรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เรียกว่า “เจดีย์วิหาร” หรือเจดีย์ที่ไม่ก่ออิฐตัน แต่เจาะช่องให้พุทธศาสนิกชนสามารถเข้าไปทำกิจกรรมทางศาสนาได้ เป็นพุทธศิลป์ที่ได้รับความนิยมในอาณาจักรพุกาม ราชธานีแรกของชนชาติพม่า หรือเมียนมา เมื่อราว 900 ปีก่อน แล้วจึงแพร่หลายเข้ามาในดินแดนล้านนา พระอารามเก่าแก่อย่างวัดเจดีย์หลวง วัดเจ็ดยอด อำเภอเมืองเชียงใหม่ หรือพระอารามยุคใหม่อย่างวัดพงษ์สุนันท์ วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรี จ. แพร่ ก็จัดเป็นพุทธศิลป์แบบ “เจดีย์วิหาร” นั่นเอง

เจดีย์วิหาร วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรี

นอกจากนั้น พระพุทธไสยาสน์ หรือพระนอนที่ประดิษฐานไว้กลางแจ้งบริเวณด้านหน้าวัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรีที่สร้างด้วยพุทธศิลป์แบบพม่า ซึ่งแตกต่างจากพระนอนสมัยสุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ อาทิ พระนอนแบบพม่าจะวางพระบาททับซ้อนกันเหมือนธรรมชาติการนอนตะแคงของคนทั่วไป ในขณะที่พระนอนแบบอยุธยา-รัตนโกสินทร์ จะวางพระบาททั้งสองข้างตั้งขึ้นเพื่อแสดงลวดลายที่ฝ่าเท้า เป็นภาพแสดงถึงมงคล 108 ประการ เป็นต้น

และตรงเชิงบันไดทางขึ้นสู่เจดีย์วิหาร ยังประดับสิงห์ปูนปั้นขนาดใหญ่และประดับรูปพระอุปคุตไว้ในปากสิงห์ อันเป็นพุทธศิลป์สกุลพม่า-รามัญที่แพร่หลายเข้ามาในอดีตอาณาจักรล้านนา ซึ่งจะเห็นได้ว่าปัจจัยด้านเศรษฐกิจการค้าเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเลื่อนไหลถ่ายเททางวัฒนธรรมผ่านพ่อค้าคหบดีที่ร่ำรวยจากการค้าขายในดินแดนดังกล่าว เฉกเช่นเดียวกับศิลปินเอกของโลกอย่างไมเคิล แองเจโล ชาวอิตาลี ที่รังสรรค์งานโดยมีคหบดีตระกูลเมดิชีแห่งเมืองฟลอเรนซ์ หรือฟลอเรนซ์ ให้การอุปถัมภ์ค้ำจุน

อย่างไรก็ตาม การปรากฏชื่อ “ซิ่นไหม” หรือเชียงใหม่ ในลวดลายผ้าทอของพม่าตราบจนวันนี้ แสดงให้เห็นว่าศิลปะแบบล้านนาก็เลื่อนไหลถ่ายเทเข้าไปในพม่าด้วยเช่นกัน

เจดีย์วิหาร วัดพงษ์สุนันท์ อ. เมืองแพร่

About the Author

Share:

เรื่องราวอีกมากมายที่คุณจะชอบ