
เทคนิค สีน้ำมันบนผ้าใบ
ขนาด 60 x 75 เซนติเมตร
จากข้อมูลอันน้อยนิดที่ถูกบันทึกไว้ในตำรับตำราประวัติศาสตร์ศิลปะ และคำบอกเล่าโดยเหล่าศิลปินอาวุโส ว่ากันว่าตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 มีศิลปินหัวก้าวหน้านามว่า จิตร บัวบุศย์ ได้ริเริ่มวาดภาพในแบบฉบับของลัทธิอิมเพรสชันนิสม์ (Impressionism) นับเป็นคนแรกๆในประเทศไทย

(ภาพจากหนังสือรำลึก 100 ปี ศาสตราจารย์ (พิเศษ)
ประกิต (จิตร) บัวบุศย์ ราชบัณฑิต ศิลปินแห่งชาติ)
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2454 ณ บ้านบนถนนหลวงข้างโรงพยาบาลกลาง ทารกนามว่า จิตร ได้ลืมตามาดูโลกในครอบครัวศิลปิน โดยบิดาของจิตรคือ หลวงชาญหัตถกิจ รับราชการเป็นช่างหลวงตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อเติบใหญ่จิตรตัดสินใจสมัครเข้าเรียนที่โรงเรียนเพาะช่าง สถาบันการศึกษาแห่งเดียวที่เปิดสอนวิชาการแขนงนี้ ที่เพาะช่าง จิตร กับเพื่อนชื่อ เฟื้อ หริพิทักษ์ ชื่นชอบการวาดภาพด้วยฝีแปรงที่รวดเร็วฉับไว เน้นจับแสง และอารมณ์ความประทับใจด้วยสีที่สดใสในสไตล์อิมเพรสชั่นนิสม์ โดยช่วงเย็นหลังเลิกเรียนก็มักจะพากันเต็ดเตร่ออกไปหาสถานที่วาดภาพลับฝีมือ
เมื่อเรียนจบจากโรงเรียนเพาะช่าง จิตรเข้ารับราชการเป็นครูสอนศิลปะอยู่ 10 ปี จนในปลายปี พ.ศ. 2484 ท่านได้รับทุนการศึกษาจากกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ให้เดินทางไปเรียนต่อที่สถาบันวิจิตรศิลป์ กรุงโตเกียว (Tokyo Academy of Fine Art) ประเทศญี่ปุ่น ที่นั่นจิตรได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติในการสร้างสรรค์งานศิลปะหลายแขนง โดยวิชาที่จิตรเห็นจะถูกจริตเป็นพิเศษเพราะหมั่นฝึกฝนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว คือการวาดภาพแนวอิมเพรสชันนิสม์ ณ สถาบันแห่งนี้ จิตรเรียนกับครูชาวอาทิตย์อุทัยซึ่งเป็นลูกศิษย์สายตรงของ โคลด โมเนต์ (Claude Monet) ศิลปินผู้ให้กำเนิดลัทธิอิมเพรสชันนิสม์ จิตรได้ซึมซับเคล็ดลับและจิตวิญญาณในการวาดภาพสไตล์นี้แบบถึงแก่น จนสามารถพัฒนาฝีมือไปสู่ระดับสูงได้

ประกิต (จิตร) บัวบุศย์ ราชบัณฑิต ศิลปินแห่งชาติ)
โดยตลอดเกือบ 6 ปีที่จิตรพำนักที่ญี่ปุ่น จิตรออกตระเวนวาดภาพวิวทิวทัศน์ของสถานที่ต่างๆ ถ่ายทอดอารมณ์ประทับใจของบรรยากาศแปลกใหม่ในต่างแดนออกมาด้วยฝีเกรียงที่ปาดป้ายอย่างฉับพลันชำนาญ ซ้อนทับฉวัดเฉวียนด้วยรายละเอียดยุบยิบในโทนสีที่สดใสกลมกล่อมลงตัว
จิตรสำเร็จการศึกษาได้ประกาศนียบัตรทั้งด้านจิตรกรรมและประติมากรรม และกลับสู่บ้านเกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง ครั้นถึงประเทศไทย จิตรเข้ารับราชการต่อที่โรงเรียนเพาะช่าง ทำหน้าที่เป็นทั้งครูผู้สอน และบริหารโรงเรียนในฐานะอาจารย์ใหญ่ รวมทั้งรับผิดชอบโครงการสำคัญต่างๆ มากมาย เช่น ออกแบบก่อสร้างอาคารเรียนที่ถูกระเบิดเสียหายขึ้นมาใหม่ ตระเวนสำรวจและอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ และวางหลักสูตรการเรียนการสอนและเขียนตำรับตำราโดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ศิลปะและวัฒนธรรมในดินแดนสุวรรณภูมิ ด้วยภารกิจที่รัดตัวจึงทำให้จิตรจำต้องว่างเว้นจากการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะแนวอิมเพรสชันนิสม์ที่ตนเองชื่นชอบเป็นเวลากว่าค่อนชีวิต
และแล้วเมื่อวันเวลาผ่านไป จิตรในวัย 80 ได้มีโอกาสเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติอันแปลกใหม่น่าหลงใหลในประเทศสหรัฐอเมริกา จิตรตัดสินใจกลับมาวาดภาพในรูปแบบที่ตนเองผูกพันอีกครั้ง ถึงสังขารจะเสื่อมถอยแต่ฝีมือก็ไม่ด้อยลงตามอายุ ดูได้จากผลงานที่สร้างสรรค์ออกมาในยุคหลังยังคงความเข้มข้นลงตัวพาผู้ชมให้เกิดอารมณ์ร่วมไปกับวิวทิวทัศน์สีสันจัดจ้านเกินจินตนาการ
ในที่สุด จิตร บัวบุศย์ ก็ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ในปี พ.ศ. 2545 ซึ่งในขณะนั้น ท่านอายุทะลุ 90 เข้าไปแล้ว แต่ก็ยังแข็งแรงดี มีแรงสร้างสรรค์ผลงานออกมาสู่สายตาสาธารณชนอยู่อย่างต่อเนื่อง และแล้วเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2553 จิตรก็ถึงแก่กรรม ขาดไปเพียง 4 เดือนท่านก็จะมีอายุครบ 100 ปีบริบูรณ์ นับได้ว่าเป็นศิลปินที่สร้างคุณูปการแก่วงการศิลปะไทยมาอย่างยาวนานที่สุด

ถึงจิตรจะอายุยืน
มีช่วงชีวิตที่เหมือนจะ
สามารถสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมได้มาก
แต่ภาพวาดฝีมือจิตรกลับมีหลงเหลืออยู่น้อยนิด
ไม่สัมพันธ์กับระยะเวลา
ด้วยเหตุผลนานาประการ
อย่างที่ทราบกันไปแล้วว่าถึงจิตรจะหลงใหลในการวาดภาพโดยเฉพาะแนวอิมเพรสชันนิสม์เป็นอย่างมากแต่ด้วยหน้าที่การงานอันล้นมือในฐานะอาจารย์ และผู้บริหารสถาบันการศึกษา จิตรมีเวลาสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมอย่างจริงๆจังๆแค่เฉพาะช่วงวัยรุ่น และอีกครั้งหลังจากเกษียณอายุ ผลงานจึงมีอยู่ไม่มาก ภาพวาดที่สาธารณชนพอจะคุ้นตามักเป็นภาพวาดเทคนิคสีน้ำมันจากสมัยวัยชราขณะที่จิตรท่องเที่ยวไปในประเทศสหรัฐอเมริกา
ส่วนภาพวาดชุดที่หาดูได้ยากกว่าคือผลงานชุดที่จิตรสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อครั้งไปศึกษาต่อ ณ ประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากในห้วงเวลานั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 พอดิบพอดี สหรัฐอเมริการ่วมมือกับประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรกำลังกระหน่ำโจมตีญี่ปุ่นอย่างหนักหน่วงชนิดที่ประวัติศาสตร์โลกไม่เคยพบเจอมาก่อน ซึ่งรวมถึงการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา และนางาซากิ คร่าชีวิตผู้คนไปนับแสนในเวลาแค่พริบตาเดียว จิตรติดอยู่ในประเทศญี่ปุ่นในช่วงที่ผู้คนบาดเจ็บล้มตายมากมาย ผู้รอดชีวิตก็ต้องอยู่อย่างลำบาก เผชิญกับปัญหาข้าวยากหมากแพง การเดินทางต่างหยุดชะงักส่งผลให้จิตรไม่สามารถกลับประเทศไทยได้ ในฤดูหนาวอันโหดร้ายของญี่ปุ่นจิตรถึงกับต้องเอาภาพวาดบนกระดานหรือเฟรมไม้มาเผาแทนฟืนเพื่อไม่ให้หนาวตาย ผลงานมากมายจึงมลายหายไปกับกองไฟ เหลือรอดให้ขนกลับมาบ้านเกิดเพียงจำนวนไม่กี่สิบชิ้น
แต่ถึงอย่างไรก็ตามก็คงไม่มีผลงานของจิตรชุดไหนจะหายากไปกว่าผลงานชุดปฐมบทจากยุคก่อนสงครามโลก ซึ่งในความเป็นจริงจะเรียกว่าหายากก็คงไม่ได้ ต้องเรียกว่าไม่มีให้หาน่าจะเหมาะกว่า เพราะเป็นที่รู้กันว่าผลงานจากยุคแรกสุดชุดนี้ถูกระเบิดที่ทิ้งจากเครื่องบินรบช่วงสงครามทำลายเสียหายกลายเป็นเศษซากไปพร้อมๆกับอาคารเดิมของโรงเรียนเพาะช่าง เหลือหลักฐานเพียงเรื่องเล่า กับรูปถ่ายสีขาวดำเก่าๆเท่านั้น
จนเมื่อไม่นานมานี้ ภาพวาดที่ผู้คนในวงการศิลปะไทยต่างคิดว่าไม่มีหลงเหลืออยู่แล้วก็ได้ถูกค้นพบ โชคยังดีที่ผลงานจิตรกรรมชิ้นหนึ่งจากยุคเริ่มแรกของจิตรได้ถูกเก็บรักษาไว้ในบ้านพักส่วนตัวย่านศาลาแดงของ พระยาสุรินทราชา มหาดเล็กข้าหลวงเดิมในสมัยรัชกาลที่ 6 ผู้เคยดำรงตำแหน่งสำคัญมากมายอาทิเช่นเป็น อดีตเจ้ากรมเพาะปลูก กระทรวงเกษตรราธิการ อดีตอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข อดีตเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต อดีตสมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลนครศรีธรรมราช อดีตอธิบดีกรมนคราทร กระทรวงมหาดไทย และภาพวาดดังกล่าวก็ได้ตกทอดมาจนถึงปัจจุบันในสภาพสมบูรณ์รอดพ้นจากไฟสงครามมาอย่างปลอดภัย

ผลงานชิ้นนี้เป็นภาพม้าแข่งสีน้ำตาลแดงท่าทางสง่างาม มีขนมันเงา เล่นแสงระยับเมื่อสะท้อนกับเปลวแดด ส่วนสัดมัดกล้ามของม้าดูเพรียวบางคล่องแคล่วแต่ก็อัดแน่นไปด้วยมัดกล้าม ดั่งรถแข่งที่ดูเบาลู่ลมแต่ภายในบรรจุไว้ด้วยเครื่องยนต์สมรรถนะขั้นสุดพร้อมจะพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างเร็วแรงปานสายฟ้า ม้าของจิตรแสดงให้เห็นถึงความแตกฉานในเรื่องสรีระของสิ่งมีชีวิต และเทคนิคแบบอคาเดมิคในการวาดภาพสีน้ำมันให้สมจริงตามหลักสูตรของโรงเรียนเพาะช่างที่จิตรเพิ่งได้รับการบรรจุเป็นครู
ความน่าสนใจของผลงานจิตรกรรมชิ้นนี้ไม่ได้มีเพียงม้าที่ดูราวกับหายใจได้อันเป็นองค์ประกอบหลัก แต่หากมองลึกลงไปยังฉากหลังซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นทิวทัศน์ของราชกรีฑาสโมสร สนามกีฬาใจกลางกรุงเทพฯซึ่งมีการจัดแข่งม้ามาตั้งแต่ พ.ศ. 2446 จะเห็นถึงเทคนิคการวาดภาพแบบอิมเพรสชันนิสม์ที่เริ่มมีอิทธิพลมายังประเทศไทย ในฉากของภาพจิตรไม่ได้ลงรายละเอียดของสนามหญ้า ต้นไม้ อาคาร ท้องฟ้า และเมฆลงไปอย่างชัดเจน แต่กลับจับแสง สี ในบรรยากาศ ถ่ายทอดออกมาโดยใช้ฝีแปรงที่รวดเร็ว มีอารมณ์ ป้ายทิ้งไว้พอให้เห็นเป็นรูปร่าง ก่อนจะลงชื่อด้วยลายเซ็นว่า จ.บ.บ 2478 ซึ่งย่อมาจากชื่อนามสกุลเต็มของ จิตร บัวบุศย์ และปีที่วาดก็คือเมื่อ พ.ศ. 2478
สำหรับนักประวัติศาสตร์ศิลปะ ผลงานยุคหัวเลี้ยวหัวต่ออายุเกือบศตวรรษชิ้นนี้จึงนับเป็นภาพสำคัญดุจหน้าต่างกาลเวลา พอจะแง้มให้ได้เห็นถึงจุดกำเนิดของผลงานอิมเพรสชันนิสม์สมัยตั้งไข่ในบ้านเราเมืองเรา เป็นประกายแรกของดวงไฟ ซึ่งจะโชดช่วงสว่างไสวสืบต่อมา จนผู้คนเห็นคุณค่ายกย่องจิตรเสมือนดั่งศาสดาแห่งอิมเพรสชันนิสม์ไทย
แต่สำหรับจิตร จิตรกรหนุ่มหัวก้าวหน้าที่กำลังขวนขวายหาสไตล์ศิลปะที่ถูกจริตแล้ว ภาพม้าแข่งเหมือนจริงสไตล์เรียลลิสม์ ในฉากเหมือนฝันสไตล์อิมเพรสชันนิสม์ ไม่ได้ถูกผสมผสานสร้างสรรค์ขึ้นมาให้เป็นศิลปะวัตถุระดับพิพิธภัณฑ์เพื่อบอกเล่าถึงพัฒนาการของประวัติศาสตร์ศิลปะอะไรทั้งนั้น จิตรเพียงรู้สึกอย่างหนึ่ง ในห้วงเวลาหนึ่ง ก่อนจะปลดปล่อยออกมาด้วยแรงผลักดันภายในอันจริงใจ ดังที่จิตรได้เคยกล่าวไว้ว่า
“ศิลปะนั้นมิได้สร้างขึ้นได้ง่ายๆ ก่อนศิลปินจะสร้างสรรค์ผลงานออกมาแต่ละชิ้นจะต้องรู้สึกกับสิ่งนั้นเสียก่อน มิเช่นนั้นคุณค่าในผลงานชิ้นนั้นๆจะด้อยลง งานศิลปะของผมแต่ละชิ้นจึงเปรียบเสมือนจิตวิญญาณที่เป็นตัวแทนของผม ผมต้องรู้สึกกับมันเสียก่อนถึงจะสร้างขึ้นมา”

เรื่อง ภาพ ตัวแน่น
ศิลปิน: จิตร บัวบุศย์ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ในปี พ.ศ. 2545



