ขันหมากมาแล้ว
ทั้งที่แม่ของว่าที่เอื้อยสะใภ้ทำท่าราวกับว่าการหาฤกษ์หาทิศมงคลนั้นเป็นเรื่องหยุมหยิมที่แสนวุ่นวายขายปลาแดก แต่ดวงตากลับมีประกายแจ่มใสอย่างผู้ที่เก็บงำความสุขอันท่วมท้นใจนั้นไว้ไม่อยู่
ในที่สุดก็ตกลงวันแต่งกันได้เสียที โดยได้ฤกษ์แต่งในช่วงเช้า ทางบ้านเจ้าสาวจึงได้นิมนต์พระสงฆ์ให้มาเจริญพระพุทธมนต์ในตอนเย็นก่อนวันงาน ด้วยความแปลกใจทำท่าจะถามว่าที่เอื้อยสะใภ้ แต่ก็ถูกว่าที่เจ้าบ่าวใช้สายตาขับไล่เสียก่อน เมื่อสบโอกาสได้ถาม ว่าที่เอื้อยสะใภ้จึงอธิบายว่า
“ท้องถิ่นทางนี้เวลาจัดงานกินดอง อย่างฤกษ์ของเอื้อยนี่จัดตอนเช้าให้นิมนต์พระมาตอนเย็น เพราะถ้าทั้งแขกที่มาร่วมงานและพระสงฆ์มาพร้อมกันในตอนเช้า ก็จะทำให้ดูแลแต่ละฝ่ายได้ไม่ทั่วถึง”
เย็นวันนั้นพระสงฆ์ท่านจึงมาแระพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้บังเกิดความสุขสวัสดีกันถ้วนทั่วทุกคน ก่อนจะแยกย้ายไม่รู้ว่าคืนนี้พระเอกนางเอกจะนอนหลับกันหรือไม่
………
รุ่งเช้าวันงานท้องฟ้าเปิดโล่งจนเป็นสีฟ้าจัดจ้าสมเป็นวันดี สงสัยว่าแม่เจ้าสาวคงดูฤกษ์จากกรมอุตุฯ ประกอบด้วยกระมัง
พวกเราฝ่ายเจ้าบ่าวตั้งขบวนขันหมากห่างจากบ้านเจ้าสาวพอสมควร ผู้มาร่วมขบวนแต่เช้ามีไม่น้อยทีเดียว ด้วยทั้งคู่เป็นผู้ที่ต้องอัธยาศัยของทั้งเจ้านายและผู้ร่วมงาน ป้าของฉันซึ่งอายุกว่า ๗๐ ปีแล้ว คึกคักเป็นพิเศษเพราะเห็นตื่นมาวาดวงคิ้วตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง เมื่อต้นเสียงโห่และตามด้วยเสียง “มีลูกสาวมาแลกลูกเขย…” ดังขึ้น ขบวนก็ค่อยๆ เคลื่อนพล
ฝ่ายเจ้าสาวเข้ามาตรวจสอบสินสอดส่วนที่เหลือว่าครบตามจำนวนหรือไม่ เมื่อเห็นว่าครบตามจำนวนไม่มีบิดพลิ้วแต่อย่างใด จึงได้ปล่อยให้ผ่านด่านรั้วบ้านเข้ามาได้

ก่อนเข้างานพิธีน้องชายของฝ่ายเจ้าสาวจะมาเป็นผู้ทำการล้างเท้าให้เจ้าบ่าวเพื่อแสดงความเคารพ
ประตูล้างตีน
ตาอุ่นเนื้อซึ่งเป็นญาติฝ่ายเจ้าสาวเล่าว่า
“แต่เดิมอีสานบ้านเราบ่มีดอกการกั้นประตูเงินประตูทอง เพิ่งจะรับเอาของภาคกลางมาเมื่อสามสิบสี่สิบปีมานี้เอง อีสานเราก็จะมีแต่ประตูล้างตีนนี่แหละ”
ลำดับพิธีในขั้นต่อไปนั้น เห็นเจ้าบ่าวก้าวขึ้นไปยืนบนหินลับมีดก้อนใหญ่ซึ่งวางทับอยู่บนใบตองและใบคูน น้องชายของเจ้าสาวเข้ามาเป็นผู้ล้างเท้าให้เจ้าบ่าวตามธรรมเนียมปฏิบัติ
“หินใหญ่ก็เปรียบกับให้หนักแน่นเหมือนหิน ส่วนใบคูนก็คือให้ค้ำคูนกัน และการที่น้องชายเจ้าสาวเข้ามาล้างเท้าให้ก็เพื่อแสดงความเคารพอ่อนน้อมพี่เขย” ตาอุ่นเนื้ออธิบาย
ตุ้มขวัญ
ขณะที่เจ้าบ่าวนั่งรอพิธีบายศรีอยู่ที่โถงบ้าน แม่ใหญ่เกียงคำซึ่งเป็นผู้อาวุโสที่มีคู่สมบูรณ์ คือ “บ่ได้ปะบ่ได้ร้าง” (ไม่มีการทอดทิ้ง หย่าร้าง หรือตายจากกัน) ครองคู่กันจนถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร เป็นผู้จับจูงเจ้าสาวออกจากห้อง
วันนี้เอื้อยสะใภ้งามเป็นพิเศษ ผมยาวดำขลับราวนกกาน้ำถูกเก็บเกล้าขึ้นเป็นมวยสอดแซมด้วยดอกไม้ร้อยอย่างมีศิลปะ ชุดไทยประยุกต์เข้ารูปเผยให้เห็นช่วงไหล่ลาดเนียน
“เอื้อย เป็นจังได๋” ฉันแอบโผล่หน้าเข้าไปสืบข่าว
“ตื่นเต้นอีหลี จนบ่ฮู้สิเว่าจังได๋เลย” อีกฝ่ายตอบเสียงสั่น

“การสมมา” หรือ ขอขมาผู้ใหญ่ โดยผู้ใหญ่จะให้โอวาทด้านการครองเรือน
เข้าสู่พิธีบายศรีสู่ขวัญ หมอสูตร เจ้าบ่าว เจ้าสาว รวมทั้งเพื่อนเจ้าบ่าว เพื่อนเจ้าสาว นั่งพับเพียบเอี้ยมเฟี้ยมรายรอบขันบักเบ็ง (พานบายศรี) ข้างขันบักเบ็งเป็นพาข้าว กับข้าวในนั้นประกอบไปด้วย ข้าวเหนียว เกลือ และพริก แม่ใหญ่เกียงคำอธิบายว่า
“ที่ในพาข้าวมีแค่ข้าวเหนียว เกลือ และพริก เป็นเพราะแต่เดิมอีสานเราอยู่กันแบบง่ายๆ มีคำกล่าวว่า ‘อาหารไปหาข้างหน้า ปูปลาไปหานำไร่’ ส่วนจะมีกับข้าวพื้นบ้านมาเพิ่มเติมในพาข้าวด้วยหรือไม่ก็ได้”
ระหว่างทำพิธี เจ้าบ่าวและเจ้าสาวได้ถือไข่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ และข้าวต้มมัดซึ่งแทนการอยู่ร่วมกันไว้ในมือ เสียงเอิ้น “ขวัญมาเด้อ” พี่ทั้งสองหันมาสบตาด้วยนัยความหมายที่เข้าใจกันเพียง ๒ คน
จากนั้นญาติของแต่ละฝ่ายทยอยเข้ามาผูกข้อต่อแขน โดยเจ้าสาวได้เตรียมของสมมาญาติผู้ใหญ่ทางฝ่ายเจ้าบ่าวเป็นผ้าไหมและหมอน ญาติๆ บางคนยังช่วยสมทบเงินขวัญถุงใส่ขันเพิ่มให้อีก
หลังเสร็จพิธีบายศรีสู่ขวัญ แม่ของเจ้าสาวซึ่งบัดนี้ควบตำแหน่งแม่ยายไปด้วย ได้ประกาศว่า “เงินสินสอดนี้ยกให้เป็นขวัญถุง” พร้อมกับนำห่อเงินวางบนบ่าเจ้าบ่าว นัยว่าให้เป็นผู้เก็บผู้หา พลางกล่าวว่า “อย่าให้ห่างให้มี บ่อึดบ่อยาก บ่ให้หลุบบ่ให้จมเด้อ”

ระหว่างทำพิธีเจ้าบ่าวเจ้าสาวต้องถือไข่และข้าวต้มมัดไว้ในมือ แทนสัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์ และการอยู่ร่วมกัน



