

นอกเหนือจากเป็นศิษย์คนโปรดแล้ว ในช่วงที่เรียนอยู่ชั้นปีที่ ๔ อาจารย์ลาวัณย์ยังได้บรรจุเข้ารับราชการครู โดยเริ่มจากการเป็นผู้ช่วยอาจารย์ศิลป์อีกด้วย
“จริงๆ แล้วต้องเรียกกว่าตอนอยู่ปี ๔ ปีที่สอง ถึงจะเริ่มทำงาน เนื่องจากหลังจากจบชั้นปีที่ ๓ ถ้าจะเรียนจนจบมหาวิทยาลัยได้ เราต้องมีคะแนนรวมทุกวิชาเกินกว่า ๗๐% และคะแนนวิชาเอกที่จะเลือกถึง ๗๐% เช่นกันเพื่อเรียนปี ๔ และ ปี ๕ สำหรับครูคะแนนผ่านหมดทั้งเพนต์และปั้น แต่คะแนนปั้นดีกว่าอาจารย์ที่ปรึกษาจึงแนะให้เลือกปั้น แต่สุดท้ายเรียนได้ไม่ถึงเทอมต้องเปลี่ยนไปเป็นเพนต์ เนื่องจากครูเป็นหืด แล้วเวลาปั้นเราต้องอยู่กับดินชื้นๆ ตลอด งานก็หนักมาก ต้องดัดเหล็ก ทำเฟรม นวดดิน เลยไม่สบายประกอบกับเป็นไข้หวัดใหญ่ พอรักษาหายครั้งแรกก็กลับมาป่วยอีกจนต้องตัดสินใจเปลี่ยนวิชาเอก” แต่ด้วยฝีมือการเพนต์บวกกับคะแนนสอบที่ดีเป็นทุนเดิม อาจารย์ลาวัณย์จึงได้เริ่มอาชีพครูดังที่กล่าว โดยงานแรกที่เริ่มทำนั้นน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
“วิชาที่สอนวิชาแรกคือ การแปลภาษาของอาจารย์ศิลป์ให้นักศึกษาฟัง เพราะถึงแม้อาจารย์จะอยู่เมืองไทยมาเกือบจะ ๓๐ ปีแล้วแต่พูดไทยไม่ชัดเลย ตอนแรกที่เราเรียนกับท่าน เราเองก็ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่อาศัยจดหมดทุกคำที่อาจารย์สอนแล้วไปถามรุ่นพี่เอาจนอยู่ปี ๒ ถึงจะชินและฟังรู้เรื่องขึ้น” ตัวอย่างที่ต้องถอดความจากไทยเป็นไทยนั้นมีหลายคำ เช่น “ครั้งหนึ่งอาจารย์ศิลป์สอนๆ อยู่ก็พูดว่า ‘ประเทศอียิปต์นั้นมีวัดสุทัศน์’ พอได้ฟังเราก็คิดในใจว่าอียิปต์มีวัดด้วยเหรอ แต่เราก็จดหมดทุกคำ จากนั้นก็ไปถามรุ่นพี่ว่าหมายถึงอะไร รุ่นพี่ชินแล้ว เขาก็บอก ‘อ๋อ วัตถุธาตุไม่ใช่วัดสุทัศน์’ หรือคำว่า ‘อนุสาวรีย์คนขี้หมา’ อาจารย์ต้องการหมายถึงคนขี่ม้า หรืออย่างในสมัยนั้นมีนักศึกษาคนหนึ่งชื่อนงเยาว์อาจารย์ก็จะเรียก นม-ยาว ตลอด เรียกทีไรก็ได้เฮกันทุกที” อาจารย์ลาวัณย์เล่าถึงบรรยากาศในวันวารด้วยรอยยิ้ม

ในช่วงเวลาที่ยังศึกษาอยู่นั้น ไม่เพียงแต่ได้เป็นอาจารย์ผู้ช่วย แต่อาจารย์ลาวัณย์ยังมีโอกาสได้ทำงานในแวดวงโทรทัศน์ เริ่มจากรายการสอนวาดเขียนทางโทรทัศน์ จัดรายการแนะนำศิลปะอยู่นานเกือบ ๙ ปี รวมถึงเขียนภาพประกอบสำหรับคั่นเวลาเปลี่ยนฉากละคร (ลับแลจิตรกร) ของสถานีช่อง ๔ บางขุนพรหม จนทำให้มีแฟนรายการมากมาย ไม่เว้นแม้แต่ลูกศิษย์ในวิชาเพนท์ติงของตนเอง ถึงขนาดที่อาจารย์เล่าว่า ในช่วงที่เป็นครูนั้น “ไม่มีใครดื้อกับครูเลยค่ะ ตอนนั้น
เราออกรายการทีวี ถือเป็นคนดังพอตัว เวลาเข้าไปสอน เด็กๆ ก็จะเป็นปลื้ม เพราะฉะนั้นเลยไม่มีใครดื้อ เราก็จะไม่ดุใครเลย” แม้จะมีงานสอน มีงานในโทรทัศน์ แต่งานวาดภาพที่รักก็ยังถือเป็นงานหลักเสมอ ซึ่งเรียกว่าเป็นงานที่ค่อนข้างหนักและใช้เวลามากพอดูกับงานแต่ละชิ้น “สมัยก่อนงานหนักมาก แม้แต่ในยามที่เรียนจบแล้ว เสาร์-อาทิตย์ก็ยังทำงานตลอดเวลา จนคุณพ่อของ
ครูท่านบ่นว่า ‘ไอ้แอ๊ว (ชื่อเล่นของอาจารย์ลาวัณย์) มันทำอะไรของมันนะ มันไม่เคยอยู่บ้านเลย’ พอได้ทราบว่าคุณพ่อบ่นแบบนั้น ครูก็เลยตัดสินใจจัดแสดงงาน แล้วเชิญคุณพ่อไปเป็นประธานเปิดงาน เพื่อให้ท่านได้เห็นว่าที่เราไม่ได้อยู่บ้านนั้นเพราะเราทำงาน คุณพ่อก็เลยเลิกบ่น”



