Monday, April 27, 2026
ศิลปะ ชื่นชมอดีต บทความแนะนำ

จ่าง แซ่ตั้ง จิตวิญญาณอันปลอดจากพันธนาการ

             ในวงการศิลปะสมัยใหม่ศิลปินที่วาดภาพได้เหมือนต้นแบบนี่นับว่าเป็นผู้บรรลุแค่ขั้นพื้นฐาน ศิลปินที่วาดภาพด้วยวิธีการแบบเดิมๆเพิ่มเติมตรงที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองประมาณว่าเห็นที่ไหนไม่ทันเห็นลายเซ็นก็รู้ได้ทันทีว่าใครวาด ศิลปินประเภทนี้เปรียบเสมือนผู้บรรลุโสดาบัน ส่วนศิลปินที่ริเริ่มทั้งรูปแบบ แนวคิด และวิธีการอันแปลกใหม่ในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ แบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนนี่ต้องยกให้เป็นผู้บรรลุอรหันต์ ถ้าลองมานั่งพินิจพิเคราะห์กันแล้วจ่างนับว่าเป็นศิลปินไทยเพียงไม่กี่คนหรือดีไม่ดีอาจจะเป็นศิลปินไทยเพียงคนเดียวที่มีคุณสมบัติจนถึงขั้นสุดนี้ได้

             ถึงหน้าตา และวิธีการสร้างผลงานในรูปแบบนามธรรมของจ่าง ถ้าดูเผินๆอาจจะละม้ายคล้ายคลึงกับผลงานสไตล์ แอบสแตรกต์เอ็กเพรสชันนิสม์ (Abstract Expressionism) ของต่างประเทศ ที่ร่วมสมัยกันในขณะนั้น แต่มันก็เป็นแค่ความบังเอิญ เพราะจ่างไม่รู้มาก่อนว่ามีใครกำลังทำอะไรแบบนี้ที่ไหนในโลก และด้วยสาเหตุที่จ่างคิดค้นทุกอย่างขึ้นมาเอง ถ้าดูให้ดีๆแล้วจะพบว่าผลงานของจ่างถึงจะคล้ายแต่ก็มีรายละเอียดและวิธีการสร้างที่ไม่เหมือนใคร เช่นจังหวะการปาดป้ายสีของจ่างนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นไอของความเป็นตะวันออกโดยเฉพาะความเป็นจีนอันเป็นรากเหง้าของจ่าง ถ้าย้อนดูผลงานชิ้นเก่าๆจะเห็นได้ชัดเลยว่า จ่างเริ่มต้นจากการศึกษาจนแตกฉานการเขียนตัวอักษรภาษาจีน หลังจากนั้นก็ค่อยๆลดทอนรูปร่าง และเส้นสายของตัวอักษร ในขณะที่เพิ่มพละกำลัง และอารมณ์ลงไป พัฒนาลองผิดลองถูกอยู่ยาวนานจนสำเร็จกลายเป็นเส้นสายสไตล์นามธรรมแบบจ่าง ไม่ได้เกิดจากการไปก๊อปของใครเขามา เพราะจ่างมีความคิดฝังหัวอยู่ว่าศิลปินต้องหมั่นสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ถ้ามัวแต่ไปเลียนแบบของคนอื่นอย่างนี้ต้องเรียกว่านักปล้น

           แถมแนวคิดในการสร้างผลงานของจ่างนั้นก็แตกต่างจากของคนอื่น จ่างมองว่าการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมเป็นการเจริญธรรมส่วนตัว เป็นกิจวัตรแบบเดียวกับที่เราสวดมนต์ก่อนนอน จ่างไม่ได้กะจะวาดไปโชว์ให้ใครดูหรือเอาไปขายหาสตางค์เหมือนของคนอื่น ทุกครั้งก่อนจะลงมือจ่างจึงให้ความสำคัญมากกับการทำสมาธิกำหนดจิตตามวิถีทางของศาสนาพุทธ ในขณะเดียวกันก็พยายามที่จะหลุดพ้นเป็นอิสระจากแรงปราถนาตามหลักคำสอนของลัทธิเต๋าที่จ่างเลื่อมใสและในจังหวะที่กำลังวาดภาพจ่างยังเอาศาสตร์ของการเคลื่อนไหว และการถ่ายทอดลมปราณแบบกังฟูมาช่วยอีกด้วย ผลที่ออกมาคือภาพนามธรรมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำหนักอ่อนแก่ แสดงความรู้สึกทั้งสงบนิ่ง ทั้งรุนแรง ซึ่งเกิดจากสมาธิ และพลัง อันปราศจากกิเลสใดๆทั้งปวง

             นอกจากรูปแบบ และ แนวคิด อีกสิ่งที่น่าสังเกตคือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของผลงานกับตัวศิลปิน จ่างในสมัยที่ยังรับจ้างวาดภาพนั้นอยู่ในลุคหนุ่มตี๋ หวีผมเรียบแปล้ หน้าตาหล่อเหลาเกลี้ยงเกลา แต่งตัวดูสะอาดสะอ้านเรียบร้อย ซึ่งก็ดูเข้ากันดีกับสไตล์การวาดภาพเหมือนแบบเก็บรายละเอียดที่จ่างรับวาดในสมัยนั้น แต่เมื่อจ่างหักเหแนวทางไปจริงจังกับผลงานแนวนามธรรมในรูปแบบที่ไม่ต้องแคร์ใคร จิตวิญญาณเสรีภายในจึงค่อยๆเปลี่ยนจ่างจนเป็นลุคอย่างที่สาธารณชนคุ้นตา คือชายร่างท้วม ไว้ผม และหนวดเครายาวรุงรังเหมือนฤาษี แต่งกายด้วยชุดคล้ายๆม่อฮ่อมสีดำดูเซอร์ๆ หรือไม่ก็แก้ผ้าเหลือแต่ผ้าเตี่ยวผืนเดียว พอได้เห็นภาพถ่ายเก่าที่ถ่ายไว้ราวปี พ.ศ. 2504 สมัยที่จ่างเพิ่งเริ่มสร้างสรรค์ผลงานนามธรรม เป็นภาพจ่างในลุคหนุ่มออฟฟิศสายเนี้ยบยืนเก๊กท่าด้วยความภาคภูมิใจคู่กับผลงานนามธรรมชิ้นแรกๆในรูปแบบฟรีสไตล์ที่เต็มไปด้วยพลังพลุ่งพล่านเลยดูแปลกๆที่คนกับของยังไม่ค่อยจะสอดคล้องกันซักเท่าไหร่

            ในเรื่องชีวิตครอบครัว จ่างตัดสินใจแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาเมื่อไปพบรักกับแม่ค้าขายไข่ในตลาดชื่อ เซี้ยะ จ่างและภรรยามีลูกด้วยกัน 7 คน เพราะเลิกรับจ้างวาดภาพงานที่ตัวเองถนัดและทำรายได้ดีที่สุด เงินทองที่ใช้ในการจุนเจือครอบครัวที่มีสมาชิกมากมายจึงมาจากการขายของจิปาถะเช่นเข็นรถขายน้ำเก๊กฮวยในสนามหลวง ขายไก่ย่าง ออกแบบของเล่น พิมพ์หนังสือแปลและบทกวีขาย อาชีพทั้งหมดที่ยกตัวอย่างมานี้ไม่ได้สร้างรายได้อะไรให้จ่างเท่าไหร่ สมาชิกในครอบครัวทุกชีวิตจึงต้องอยู่อย่างสมถะ ค่อนไปทางอัตคัด ได้เงินมาแต่ละทีก็ต้องคอยเอาไปจ่ายหนี้สินพะรุงพะรัง

           ในบั้นปลายชีวิตจ่างเริ่มป่วยกระเสาะกระแสะด้วยโรคความดันโลหิตสูง และโรคไต ด้วยความขัดสนจ่างต้องพึ่งบัตรสงเคราะห์ผู้ป่วยรักษาตัวอยู่หลายปี แต่อาการป่วยก็ทรงๆทรุดๆ จนเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2533 จ่างก็จากไปด้วยโรคไตวายในวัย 56 ปีที่โรงพยาบาลราชวิถี

          เมื่อทราบที่มาที่ไป หากได้เห็นภาพวาดสไตล์นามธรรมของจ่างครั้งหน้า ใครหลายๆคนคงเปลี่ยนใจเลิกคิดว่า ‘แบบนี้ฉันก็ทำได้’ เว้นเสียแต่ว่าบุคคลผู้นั้นจะสามารถวาดภาพเหมือนได้ดีเยี่ยมโดยไม่ได้เรียน สร้างสรรค์ผลงานศิลปะได้อย่างทรงพลังในแนวคิดที่โลกยอมรับว่าแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร และยอมอุทิศทั้งชีวิตให้กับอุดมการณ์ทางศิลปะแบบอิสระที่ตนเองเชื่อแม้ต้องทนทุกข์กับความลำบากแร้นแค้น ถ้าทำได้ครบทุกข้อตามนี้ถึงมีสิทธิ์ที่จะคิดเทียบรุ่นกับ จ่าง แซ่ตั้ง ศาสดาแห่งแอบสแตรกต์เอ็กเพรสชันนิสม์สายตะวันออก

About the Author

Share:
Tags: art / จ่าง แซ่ตั้ง /

เรื่องราวอีกมากมายที่คุณจะชอบ