ดั่งไม้ผลิใบดั่งใจผลิบาน

ชุดกิโมโนชิโระมุคุ สำหรับเจ้าสาวสวมในพิธีแลกจอกเหล้าสามครั้ง ปักลายนกกระเรียน สื่อความหมายถึงความยั่งยืน ความรักที่ซื่อสัตย์ ความเจริญรุ่งเรือง และสุขภาพแข็งแรง
เมื่อความรักของหนุ่มสาวสุกงอม ถึงเวลาต้องออกจากใต้ปีกของพ่อแม่ นับแต่สมัยโบราณคำว่า “สีขาว” ในภาษาญี่ปุ่นนั้น แต่เดิมมีหลากความหมาย เช่น ตามธรรมชาติที่เป็นอยู่ หรือ ความบริสุทธิ์ อีกทั้งยังถูกจดจำในฐานะของสีที่เป็นสัญลักษณ์ของธรรมชาติ จึงถือสีที่เหมาะสมสำหรับพิธีแต่งงานซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ของหญิงสาวกับสามี
บนผืนผ้าสีสันและลวดลายบนผืนผ้าที่ครอบครัวทั้งสองฝ่ายมอบให้แด่เจ้าสาวนั้นจึงไม่เพียงเป็นของขวัญ แต่ยังแฝงไปด้วยคำอวยพร และความปรารถนาดีต่อเจ้าสาวอีกด้วย
“งามบริสุทธิ์ดุจหิมะแรกโปรย”
ชุดสีขาวที่เจ้าสาวสวมในระหว่างพิธี “ซันซันคุโดะ” (พิธีแลกจอกเหล้าสามจอกสามครั้งระหว่างเจ้าบ่าวและเจ้าสาว) จะถูกจัดเตรียมโดยครอบครัวของเจ้าสาว พ่อและแม่ของเจ้าสาวจะมอบชุดพิธีการสีขาวบริสุทธิ์เรียกว่า “ชิโระมุคุ” แก่ลูกสาวอันเป็นที่รัก เพื่ออวยพรให้เริ่มต้นชีวิตบทใหม่อย่างมีความสุข
“ชุดสำหรับเปลี่ยนในงานแต่งงาน”
หลังเสร็จสิ้นพิธีการซันซันคุโดะเจ้าสาวจะผลัดชุดกิโมโนสีขาวออก เปลี่ยนเป็นชุดกิโมโนมีสีสันที่ฝ่ายเจ้าบ่าวเตรียมไว้ให้เป็นของขวัญ ชุดกิโมโนแสนงามนี้เรียกว่า “ชุดอิโระนาโอะชิ”
อิโระนาโอะชิสมัยเอโดะนั้น เจ้าสาวจะต้องสวม “อุชิคาเคะ” (ชุดคลุมเจ้าสาวที่มีชายยาว) เรียงกัน ๓ สี ๓ สี คือ สีขาว สีแดง และสีดำ บางครั้งอาจจะสีน้ำเงินเป็นสีที่ ๔ โดยสวมทับ “ฟุริโซเดะ” (ชุดกิโมโนแขนยาว) สีขาว
ภายหลังสมัยเมจิจึงเริ่มมีการสวมกิโมโนแบบ “มิตซึคาซาเนะ” เป็นมารตฐาน โดยจะสวมฟุริโซเคะสีแดง ทับด้วยฟุริโซเคะสีขาว ตามด้วยฟุริโซเคะ หรืออุชิคาเคะสีดำ ซ้อนเป็นชั้นๆ ตามลำดับ
“ลวดลายแห่งความปรารถนาดี”
ดังที่กล่าวไปเมื่อข้างต้นว่าของขวัญที่มอบให้แด่เจ้าสาวนั้นล้วนแฝงไปด้วยคำอำนวยพร แห่งความปรารถนาดี ลวดลายที่ใช้ประดับชุดอิโระนาโอะมักประกอบไปด้วย “ลายคิชโช”

ชุดอุชิคาเคะ (ชุดคลุมเจ้าสาวที่มีชายยาว) ปักลายม้วนตำรา
ลายคิชโชกล่าวว่าเป็น “วันวานอันงดงามแห่งยุคเฮอัน” ก็ว่าได้ ใช้ป้องกันสิ่งชั่วร้าย รวมถึงเรียกโชคลาภ ประกอบไปด้วยภาพ ต้นสน (ความยั่งยืน ความซื่อสัตย์ ความอดทน กล้าหาญ) ต้นไผ่ (ความแข็งแกร่ง ความอ้อนน้อม ความเจริญรุ่งเรือง) ดอกบ๊วย (ความหวัง ความแข็งแกร่ง การเริ่มต้นใหม่) พร้อมกับนกกระเรียน (ความอายุแข็งแรง ความจงรักภักดี ความสง่างาม) หรือเต่า (ความยั่งยืน แข็งแรง อายุที่ยืนยาว) บางครั้งมีการใช้ลวดลายเหล่านี้เดี่ยวๆ หรือผสมหลายลายเข้าด้วยกันโดยใช้ศิลปะการจัดวางให้ได้ตำแหน่งที่สวยงาม และเกิดสวัสดิมงคลแก่เจ้าสาว
ยังมีลวดลายมงคลอีกประเภทที่เรียกว่า “ลายโฮไร” สื่อถึงภูเขาโฮไร หรือภูเขาเผิงไหลซึ่งเป็นดินแดนในตำนานของจีนที่ตั้งอยู่ในทะเลตะวันออก เชื่อกันว่ามียาอายุวัฒนะ และเป็นที่อยู่ของเหล่าเซียน
เรื่องราวของผ้าแพรพรรณในพิธีแต่งงานไม่ได้มีเพียงชุดเจ้าสาวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชุดเครื่องนอนที่ครอบครัวเจ้าสาวมอบให้คู่แต่งงานใหม่อย่าง “โยกิ” (ผ้าคลุมรองนอนทรงกิโมโน) และ “ฟุโตะ” (ฟูก) จะประกอบไปด้วยลวดลายที่อวยพรให้คู่รักมีความสุขที่ยืนยาว มีความรักใคร่ กลมเกลียว และลูกหลานมีความรุ่งเรือง
นัยห่อของขวัญ
ในสมัยโบราณนิยมใช้ภาพสัตว์มงคลในจินตนาการที่ได้รับอิทธิพลจากจีนมาสร้างสรรค์เป็นลวดลายคิชโชบนผ้าห่อ และในสมัยเฮอันจึงได้นำสัตว์ที่มีอยู่จริงมาออกแบบเป็นลวดลายให้สอดคล้องกับการสร้างชาติวัฒนธรรมของญี่ปุ่นเอง

ผ้าคาเคะฟุกุสะปักลายมงคลอย่างต้นไผ่ ดอกเหมย ต้นสน พร้อมด้วยภาพเทพเจ้าแห่งโชคลาภ
และสัตว์มงคลอย่างปลาคาร์ฟ และนกกระเรียน
“หน้าที่ของคาเคะฟุกุสะ”
ก่อนที่โลกจะรู้จักกล่องพลาสติก “คาเคะฟุกุสะ” เป็นผ้าที่ใช้งานเพื่อคลุมสิ่งของและอาหารให้พ้นจากแสงแดด ปกป้องจากสิ่งสกปรกและฝุ่น เมื่อเห็นคาเคะฟุกุสะคลุมอยู่จะสามารถตีความเชิงสัญลักษณ์ว่า เมื่อใช้ผ้าคลุมสิ่งของแล้วนั้นจะมั่นใจได้ว่า “สิ่งของข้างในหรือพื้นที่โดยรอบจะสะอาดอยู่เสมอ” จึงเป็นจุดกำเนิดของพิธีการในการใช้ผ้าคาเคะฟุกุสะคลุมทับของขวัญ
“ลวดลายบนคาเคะฟุกุสะ”
เมื่อการมอบของขวัญสะท้อนถึงการอธิษฐานให้มีความสุข และแสดงความรู้สึกปีติยินดี คาเคะฟุกุสะจึงประกอบไปด้วยลายคิชโช ส่วนผ้าฟุโรชิกิที่นำมาใช้ห่อและเคลื่อนย้ายสิ่งของที่อยู่ในชุดเครื่องแต่งงานของเจ้าสาวจึงประดับลวดลายคิชโช ที่สะท้อนถึงความคำนึงของพ่อแม่ที่อธิษฐานให้ลูกสาวกับสามีมีความสุข
“ลายทาจิบานะ”
ตัวอย่างหนึ่งของลายคิชโชที่มีต้นกำเนิดมาจากญี่ปุ่นคือ “ลายทาจิบานะ” ทาจิบานะ คือ ส้มสายพันธุ์เก่าแก่ของญี่ปุ่น เป็นผลไม้ที่ปรากฏอยู่ในตำนาน “โตโคโบโนะ คุนิ” (แดนสุขาวดี) ซึ่งเป็นดินแดนในอุดมคติที่อยู่บนทะเลอันไกลโพ้น เชื่อกันว่าเป็นส้มที่ช่วยให้อายุยืน และกำเนิดบุตรที่แข็งแรง ด้วยเหตุนี้ลายทาจิบานะจึงถูกนำไปใช้เป็นลวดลายประดับชุดแต่งงานของเจ้าสาวอยู่บ่อยครั้ง
“ฟุกุสะ และ ฟุโรชิกิ”
ฟุกุสะ มีอยู่สองรูปแบบการใช้งาน คือ ๑ การใช้คลุมทับสิ่งของจะใช้ “คาเคะฟุกุสะ” และการใช้งานแบบที่ ๒ จะเป็นผ้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้นใช้ห่อสิ่งของเพื่อเคลื่อนย้าย เรียกว่า “ฟุโรชิกิ”

การมอบของขวัญและการมอบสิ่งของตอบแทน นอกเหนือความปรารถนาดีที่มอบให้แก่กันยังจัดเป็นศาสตร์และศิลปะแขนงหนึ่ง การเลือกให้เหมาะสมกับพิธีการรวมถึงลวดลายบนผืนผ้าแสดงถึงความรู้ รสนิยม และสถานะทางสังคมของผู้มอบและผู้รับอีกด้วย
ผ้าฟุโรชิกิ ประดับสัญลักษณ์มงคลทั้งสี่มุม และตัวอักษรระบุว่ามาจากตระกูลใด
ขอบคุณข้อมูลจากเจแปนพาวเดชั่น



