ไม่ไกลจากพื้นที่ส่วนกลางของเมืองและโรงอาบน้ำสาธารณะมีมัสยิด (Mosque) สำคัญประจำเมือง มัสยิดแห่งนี้มีชื่อว่า “อิเซทพาซา จามี” (Izzet pasa camii) จามี แปลว่า มัสยิด และ อีเซทพาซา เป็นชื่อของผู้ช่วยสุลต่านที่เคยมาปกครองเมืองซาฟานโบลู มัสยิดแห่งนี้เจ้าถิ่นเล่าว่าเป็นมัสยิดที่สร้างขึ้นใหม่ แต่ใหม่ของเขานี่คือ ๒๐๐ ปีล่วงมาแล้ว เป็นช่วงกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย เชื่อมต่อกับยุคกรุงธนบุรี และรัตนโกสินทร์ตอนต้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ท่านอีเซทพาซาเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ได้บริจาคทรัพย์สินส่วนตัวเพื่อสร้างมัสยินแห่งนี้ เมื่อเสียชีวิตไปแล้วทุกคนในเมืองจึงลงความเห็นว่าควรจะเชิญร่างของท่านมาฝังไว้เป็นเกียรติยศที่นี่ แล้วตั้งชื่อมัสยิดตามชื่อท่าน
ภายในมัสยิดแห่งนี้มีความพิเศษแตกต่างจากมัสยิดทั่วไปในเรื่องการตกแต่ง มัสยิดทั่วไปลวดลายประดับมักจะเป็นลายเรขาคณิต พรรณพฤษา หรืออักษรวิจิตรจากถ้อยคำในพระคัมภีร์อัลกุรอ่าน แต่มัสยิดอีเซทพาซาหลังนี้มีการตกแต่งอย่างตะวันตกไม่ว่าจะเป็นใบอะแคนธัส หรือ หอยเชลบนซุ้มมิหร็อบ (Mihrab) เป็นต้น
ลวดลายประดับบนมัสยิดอิเซท พาซา จาที ซึ่งได้รับอิทธิพลจากทางตะวันตก สังเกตได้จากลวดลายใบอะแคนธัส



ว่ากันว่าชาวตุรเคียเป็นผู้มีน้ำใจมีน้ำใจเห็นจะเป็นเรื่องจริง ยืนยันได้จากเสียงที่ดังขึ้นจากด้านหลังของฉันในเวลานี้
“มิสๆ เดี๋ยวพวกเราจะเป็นแบบให้ยูถ่ายรูปนะ ภาพของยูจะได้มีชีวิตชีวาไง”
ที่บันไดทางลงอีกด้านของมัสยิด มองเห็นเมืองที่ลดหลั่นลงไปในหุบ ห้องแถวเล็กๆ เรียงกันเป็นตับจนดูคล้ายฉากในภาพพยนตร์ มีคุณลุงชาวท้องถิ่นท่านหนึ่งโบกไม้โบกมือ ทำท่าพยักเพยิดให้ตามเขาไปดูอะไรดีๆ ทางด้านโน้น แม้จะได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่ผู้คนใจดีและซื่อสัตย์แต่ก็ใช่ว่าจะไร้อาชญกรรมโดยสมบูรณ์อย่างไรก็ต้องระวังตัวไว้ก่อน

แต่ในที่สุดความอยากรู้อยากเห็นก็มีมากกว่าความกลัว ฉันเดินตามคุณลุงเจ้าถิ่นไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ เมื่อคุณลุงผายมือไปยังทิวทัศน์ด้านหน้า ฉันเป็นต้องร้อง “ว้าว!” เบื้องหน้าของฉันขณะนี้ คือ โตรกผา (Akcasu canyon) น้ำตกที่ไหลเซาะลงมาเป็นลำธาร เสียงดังฉาดฉานบรรยากาศชุ่มเย็น
ด้านบนโตรกผายังทำเป็นสะพานให้คนเดินข้ามได้ด้วย คุณลุงยังพาไปดูอีกหลายมุมที่ชวนประทับใจ ซึ่งมุมเหล่านี้ล้วนเป็นห้องเช่าเล็กๆ ที่เดิมมีผู้เช่าทำการค้าด้วยและใช้เป็นที่พักอาศัยด้วย แต่เมื่อประสบปัญหาโรคระบาดโควิด-๑๙ จึงปิดไป ตอนนี้เมืองกำลังฟื้นคืนอีกครั้งพ่อค้าแม่ขายเริ่มทยอยกันกลับมา
ที่แท้ผู้นำทางอาวุโสท่านนี้เป็นช่างตีเหล็กฝีมือเยี่ยม งานของท่านมีทั้งแก้วกาแฟแบบตุรเคีย ที่จับประตู ถาด เหยือก สารพัดสิ่งของที่เหล็กและทองแดงจะทำได้
เหนือลำธารสูงขึ้นไปยังมีการสร้างที่อยู่อาศัย บางหลังยังทำการค้าขายด้วย

เดินย้อนกลับขึ้นไปบนมัสยิด แต่ลัดเลาะต่อไปยังอีกซอยหนึ่ง มีเสียงตีเกราะดัง “เป๊งๆๆๆ” ฝูงแมวกรูกันออกมาจากทุกทิศทาง พวกมันตรงไปยังสวนหย่อมเล็กๆ ฉันจึงเดินตามไปบ้าง
ที่นั่นหญิงสาวคนหนึ่งถือโบโลญญ่าท่อนใหญ่ ใช้มีดฝานฉับๆ ท่าทางทะมัดทะแมง มีฝูงแมวรุมล้อม เจ้าหมาตัวโตก็ถือโอกาสเข้ามาผสมโรงด้วย
“มาแจกอาหารเด็กๆ ทุกวันหรือคะ”
หญิงสาวพยักหน้าแทนคำตอบ พลางสิ่งวัตุดิบการแจกอาหารมาให้ฉันร่วมแจกด้วย
ชาวตุรเคียได้ชื่อว่ามีเมตตาต่อสัตว์ โดยเฉพาะแมวที่มีอยู่ทั่วไปหมด หากเพื่อนๆ ที่เป็นทาสแมวมาเยือนดินแดนอนาโตเลียนี้แล้วพกขนมแมวเลียมาด้วยคงมีความสุขไม่น้อย




