
เดินเลยโรงทานหมา-แมวไปสักหน่อยจะพบสถาปัตยกรรมท้องถิ่น ใช้เป็นที่พักแรมทางของกองคาราวานสินค้า เรียกว่า “คาราวานซาลาย” (Caravanserai)
ภายในคาราวานซาลายซึ่งมีลักษณะเป็นกำแพงหนาทีบทั้ง ๔ ด้าน ข้างในเป็นที่หลับนอนของคณะแรมทาง มีมัสยิดเล็กๆ สำหรับประกอบศาสนกิจ มีครัว มีคนครัว กองคาราวานจะต้อนสัตว์ทั้งหลายที่บรรทุกข้าวของ สินค้าเข้าไปในคาราวานซาลายแล้วปิดประตู
คาราวานซาลายที่ซาฟรานโบลูเป็นคาราวานซาลายที่มีขนาดใหญ่ติดอันดับในประเทศตุรเคีย ตั้งอยู่ใจกลางเมือง แสดงให้เห็นว่าเมืองนี้เป็นศูนย์กลางการค้ามาตั้งแต่โบราณ คือ เมื่อประมาณ ๖๐๐-๗๐๐ ปีมาแล้ว
และที่คาราวานซาลายแห่งนี้มีความพิเศษต่างจากคาราวานซาลายอื่นๆ คือ เรื่อ วัสดุในการก่อสร้าง โดยทั่วไปมักใช้อิฐอะโดบี (Adobe) คือ อิฐที่ทำด้วยดินดิบ แต่คาราวานซาลายแห่งนี้จะใช้หินในการก่อสร้างทั้งหลัง ปัจจุบันเมื่อรูปแบบการค้าขายเปลี่ยนไป คาราวานซาลายแห่งซาฟรานโบลูจึงได้ถูกเปลี่ยนเป็นโรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และภัตตาคารหรู
ถึงเวลาอาหารเย็นทางโรงแรมได้เตรียมข้าวมันและไก่ย่างไว้ให้ ข้าวมันนี้ฉันชอบมากๆ เขาใช้ข้าวพิลาฟ (pilaf) หุงได้รสแบบข้าวมันส้มตำ แต่คงไม่ได้หุงด้วยหางกะทิแบบบ้านเรา ดินแดนแถบนั้นน่าจะใช้เนย (Ghee) เสียมากกว่า
ที่เมืองซาฟรานโบลูนั้นไม่มีกิจกรรมยามค่ำคืน เพียง ๖ โมงเย็น ร้านรวงต่างก็ปิดเงียบ ผู้คนกลับเข้าบ้าน และเมื่อม่านรัตติกาลคลี่ตัวลงมาปกคลุม ทั้งเมืองก็พร้อมใจกันดับไฟ แต่ละบ้านมืดสนิท สรรพเสียงค่อยเงียบลง ทั้งเมืองตกอยู่ในสภาพหลับใหล แม้แต่ฉันเองก็หลับโดยไม่ฝัน
รุ่งเช้า
ฉันเดินขึ้นเนินเขาด้านหลังโรงแรมเพื่อไปชมทิวทัศน์เมืองซาฟรานโบลูในมุมสูงบ้าง ควันจากโรงอาบน้ำสาธารณะลอยอ้อยอิ่ง และภาพหมู่สถาปัตยกรรมหลังคากระเบื้องแดงและตัวบ้านสร้างจากหินอย่างขนบออตโตมันท่ามกลางหมอกจางๆ เป็นภาพอันสงบงามในความทรงจำ




