หอไตร : หอธรรม

เมื่อพระธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ถูกถ่ายทอดกันมาแบบมุขปาฐะถูกบันทึกลงในหนังสือผูก ใบลานที่เป็นวัสดุในการจดจารนั้นเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวจึงถูกทำลายได้ง่ายทั้งจากกาลเวลาและจากสัตว์อย่างมด ปลวก หนู จึงต้องมีสถานที่เก็บรักษาอันเหมาะสม “หอไตร” จึงเป็นศาสนคารที่สร้างขึ้นมาเพื่อเก็บรักษาธรรมเจดีย์นี้เอง
หอไตรในวัฒนธรรมไท-อีสาน มี ๒ ลักษณะ คือ “หอไตรบก” และ “หอไตรกลางน้ำ”
นักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่า หอไตรกลางน้ำนี้ไม่ได้สร้างเพื่อป้องกันการถูกทำลายจากสัตว์อย่างเดียว แต่ยังอิงคติไตรภูมิด้วย โดยเปรียบว่าหอไตรนั้นคือเขาพระสุเมรุ เพราะพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นควรจะอยู่ที่บนสวรรค์ซึ่งอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุเท่านั้น และน้ำที่ล้อมรอบนั้นเปรียบได้กับมหานทีสีทันดร
หอไตรอีสานนิยมสร้างด้วยเครื่องไม้ทั้งหลัง โดยมีผังพื้นเรือนเป็นรูปสี่เหลี่ยม ส่วนฐานเป็นเสาสูงมีผนังตัวเรือนทั้งแบบโปร่งและแบบทึบ มีทางเข้าออกทางเดียวคือด้านหน้า มีสะพานหรือบันไดเชื่อมต่อ
หอไตรบางหลังทำทางเดินรอบระเบียง ภายในกั้นผนังทึบเป็นห้องเก็บคัมภีร์ใบลาน บ้างทำเป็นโครงคล้ายตู้แบ่งเป็นชั้นวางคัมภีร์ นอกจากนี้บางครั้งจะพบลักษณะผนังด้านนอกทำเป็นผนังโปร่ง มีโครงสร้างไม้ทำเป็นลวดลายสวยงาม เพื่อช่วยในการถ่ายเทอากาศ ภายในส่วนยอดที่เป็นหลังคานิยมทั้งแบบจตุรมุขและทวิมุข ทั้งแบบทรงจั่วซ้อนชั้นมีปีกนก หอไตรบางหลังมีการเขียนสีประดับประดา บางหลังลงรักปิดทองอย่างอิทธิพลช่างหลวง

หอไตรนั้นตามคติไตรภูมิเปรียบได้กับเขาพระสุเมรุ จึงมีการประดับรูปสัตว์ไว้รอบๆ เปรียบได้กับสัตว์ในป่าหิมพานต์ที่เชิงเขาช่วยปกปักษ์ดูแลทางขึ้นเขาพระสุเมรุ สังเกตว่าบันไดที่เข้าไปในห้องเก็บหนังสือผูกนั้นมีลายสานไส้ไก่ ซึ่งลายมงคลนี้หากไปอยู่กับสิ่งใดจะเป็นการสื่อความหมายถึง ให้พรนั้นไม่มีที่สิ้นสุด ในการนี้จึงหมายถึง ให้พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองไม่สิ้นสุด
หอไตรหนองขุหลุ จ.อุบลราชธานี เป็นลักษณะงานช่างท้องถิ่น เป็นหอไตรที่สร้างขึ้นในแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งต่างจากวัดในเมืองที่มักจะเป็นแหล่งน้ำที่ขุดขึ้นมา


หอไตรทรงจตุรมุข วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร จ.สกลนคร สร้างในสระขุด
หอไตรวัดโพธิ์ชัย จ.เลย เป็นหอไตรบก


หอไตรทรงคฤหัสถ์ วัดโพธาราม จ.มหาสารคาม สระในหนองน้ำธรรมชาติที่อยู่ไม่ไกลจากวัดมากนัก
ธรรมาสน์ประกาศแสงธรรม

ธรรมาสน์ประกาศแสงธรรมคือ แท่นสำหรับสำหรับพระสงฆ์แสดงธรรมนิยมสร้างให้สูงกว่าที่นั่งของผู้ฟังธรรม มีรูปร่างแตกต่างกันไปตามยุคสมัยและความนิยมของแต่ท้องถิ่น พบทั้งธรรมาสน์ที่สร้างด้วยไม้ บ้างมี ๔ เสา บ้างมีเสาเดียว เป็นลักษณะแบบตั่งก็มี และธรรมาสน์ที่สร้างด้วยปูน เป็นลักษณะทรงเก๋งด้วยฝีมือช่างญวน
ความเชื่อเรื่องอานิสงส์ในการสร้างธรรมาสน์มาจากพุทธประวัติตอนหนึ่งเล่าไว้ว่า “อินทะเศรษฐีมีจิตเลื่อมใสในพุทธศาสนา จึงได้สละทรัพย์และน้ำพักน้ำแรงก่อสร้างธรรมมาสน์ถวายเป็นพุทธบูชาแด่ “พระพุทธเจ้าวิปัสสี” เพื่อนั่งแสดงพระธรรมเทศนา และได้สร้างรูปแพะทองคำอีก ๕ ตัว รองเป็นบันไดขึ้น เพื่อให้ทรงเสด็จขึ้นไปเทศนาได้โดยสะดวก เมื่อสร้างเสร็จจึงถวายพร้อมตั้งจิตอธิษฐานว่า “ขอให้สำเร็จด้วยฤทธิ์แพะทองคำที่สร้างนี้ด้วย”
“เมื่ออินทะเศรษฐีสิ้นอายุขัยจึงได้ไปเกิดบนสวรรค์ชื่อว่า “อินทกเทวบุตร” มีวิมานทองสูง ๑๐ โยชน์ ประกอบด้วยแก้ว ๗ ประการ มีนางฟ้าเทพอัปสรพันหนึ่งนางเป็นบริวาร ต่อมาได้ไปเกิดเป็นเศรษฐีในเมืองพาราณสี ครั้นสิ้นอายุขัยก็ได้ไปจุติในเทวโลกอีกครั้ง
“จนกระทั่งมาถึงกาลสมัยของพระโคดมพุทธเจ้า จึงได้จุติจากเทวโลกมาเกิดเป็น “มณฑกเศรษฐี” เมื่อเจริญวัยได้ ๑๖ ปี ได้มีข้าวของเงินทองในท้องแพะไหลออกมาเป็นอันมาก และได้เสวยทรัพย์สมบัติเหล่านั้นจากการสร้างธรรมาสน์ถวาย จึงได้รับอานิสงส์มาจนถึงปัจจุบัน”
มักจะมีการขึ้นเทศน์บนธรรมาสน์ในช่วงวันพระใหญ่ เช่น งานบุญผะเหวด ซึ่งถือว่าเป็นงานบุญใหญ่ประจำปี เพราะพระเหวด (พระเวสสันดรในภาษาอีสาน) เป็นชาติสุดท้ายในฐานะพระโพธิสัตว์ผู้สร้างบุญใหญ่ก่อนจะจุติเป็นพระพุทธเจ้า
งานไม้อีสานที่มีศรัทธาต่อพุทธศาสนาเป็นที่ตั้งยังมีอีกมาก ทั้งโฮงฮด ฮาวเทียน (ราวเทียน) บุษบก เครื่องราชกกุธภัณฑ์ (เครื่องสูงเทียมยศ) หีบพระธรรม และไม้ประกับ เป็นต้น


นอกจากของใช้งานไม้เพื่อรับใช้พระพุทธศาสนาแล้วยังมีเครื่องใช้อื่นๆ ที่เป็นสุนทรียะของชีวิตชาวอีสาน เป็นต้นว่า
เกวียนนาสะไมย์อัญมณีแห่งยวดยาน

“ขี่เก๋งอย่าลืมเกวียนบ้านนอก ระวังนะจ๊ะบางกอก จะหลอกพานางเร่ขาย…” บทเพลงขี่เก๋งอย่าลืมเกวียนของคุณวัฒนา พรอนันต์ ฟังทีไรก็ให้ควมรู้สึกว่าเกวียนเป็นสัญลักษณ์ของความบ้านนอกบ้านนาเสียทุกทีไป
แต่นั่นไม่ใช่สำหรับสำหรับเกวียนนาสะไมย์…
“แม่เจ้า” “คุณพระ” “โอ้โห” “แม่เจ้าโว้ย” ล้วนเป็นคำอุทานเมื่อได้เห็นเกวียนสลักลายอันวิจิตร จากหมู่บ้านนาสะไมย์
ซึ่งกว่าจะเป็นเกวียนนาสะไมย์เล่มหนึ่งต้องมีส่วนประกอบต่างๆ คือ ทวก ข้างเกียน แป้นชาน หัวโถน กั่นยัน แปรก คันทูบ หัวเต่าหน้า หัวเต่าหลัง คานหน้าคานหลัง และล้อ โดยทั้งหมดนี้ยังยึดขนบแบบโบราณคือไม่ใช้ตะปูเลยสักดอก ทุกรอยต่อยังเป็นการใช้วิธีเข้าเดือยตอกสลัก และใช้หวายมัดเหมือนดังวันวาน
“พ่อใหญ่อุทาน หาสำรี” ช่างทำเกวียนครอบครัวสุดท้ายแห่งบ้านนาสะไมย์ จังหวัดยโสธร เล่าว่า
“ก่อนที่จะประกอบส่วนต่างๆ ของเกวียนเข้าด้วยกันนั้น จะต้องแกะสลักลวดลายเสียก่อน ลวดลายที่สลักพ่อก็สิควัดไปตามจินตนาการเลย โดยใช้ลายพื้นฐานมาประกอบกัน ก็มีลายขด ลายเม็ดข้าวสาร ลายไทน้อย ลายเกล็ดบักบก ลายกนกเปลว ลายดอก ลายย้อย และลายเครือ”
ค่าที่เป็นงานฝีมืออันปราณีต เกวียนแต่ละเล่มจึงจึงต้องใช้เวลาสร้างสรรค์ถึง ๑ ปี หากสมัยก่อนเกวียนคือพาหนะหลักในการเดินทางบก เกวียนนาสะไมย์ที่เป็นทั้งเครื่องแสดงสถานภาพสังคมและฐานะของเจ้าของจึงไม่ต่างจากรถยนต์โรลส์รอยซ์ (Rolls-Royce) อัญมณีแห่งยวดยานในยุคปัจจุบันทีเดียว


เชี่ยนหมากอีสานวันวานแห่งความคิดถึง

เชี่ยนหมากคุณย่าคุณยายในความทรงจำของคุณใส่อะไรไว้บ้าง หมากสด หมากแห้ง พลู ตลับสีผึ้ง ยาหม่อง เข็ม ด้าย ในความทรงจำของหลายๆ คน เชี่ยนหมากยังเป็น ATM ด้วย ค่าที่ผู้อาวุโสของครอบครัวมักจะหยิบเศษสตางค์ในนั้นให้ไปซื้อขนม
ถึงจะอยู่ในพื้นที่ที่ราบสูงเหมือนกัน แต่สำเนียงในแต่ละจังหวัดก็มีความแตกต่างกันอยู่บ้าง เช่น บางพื้นที่เรียกเชี่ยนหมาก บางพื้นที่เรียกเคี่ยนหมาก ไปจนถึงขันหมากก็มี
หากเคยได้ยินว่าประเทศฝรั่งเศสมีคำศัพท์ใช้เรียกเพศข้าวของเครื่องใช้ เชี่ยนหมากอีสานก็ไม่น้อยหน้า เพราะมีทั้งแบบ “ตัวผู้” และแบบ “ตัวเมีย” อย่างเป็นรูปธรรม โดยเชี่ยนหมากตัวผู้จะมีเดือยอยู่ระหว่างขาเชี่ยนทั้งสอง ส่วนเชี่ยนหมากตัวเมีย จะทำขาแหวกขึ้นไปจรดเอวทั้ง ๔ ด้าน
ไม้ที่นำมาทำเชี่ยนหมากส่วนมากเป็นไม้ที่หาได้ในท้องถิ่น ไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้สัก ไม้มะค่า ไม้มะเกลือ ไม้ประดู่ ไม้จิก และ ไม้เนื้ออ่อน เช่น ไม้ขนุน ไม้มะม่วงป่า ไม้จำปา ไม้โมกมัน ไม้กระบาก เป็นต้น
หลังประกอบรูปร่างแล้วจึงทาผิวชั้นนอกให้เป็นสีดำด้วยเขม่าคลุกน้ำมันยาง แล้วจึงสลักลาย มีทั้งลายเรขาณิตอย่างฟันปลา สามเหลี่ยม กากบาท ข้าวหลามตัด เส้นทะแยง นอกจากนี้ยังพบลายประแจ ลายดอกไม้ ลายสัตว์อย่างสุนัข และ นาค เป็นต้น


เมื่อเรื่องเล่าน่ารักๆ เล่าต่อกันมาว่า…
“ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดมหาสารคาม มีช่างไม้คนหนึ่งเกิดไปหลงรักลูกสาวของหมอยากลางบ้าน จึงทำเชี่ยนหมากอยากสุดฝีมือ เพื่อเป็นของกำนัลในการสู่ขอหญิงสาวที่ตนหมายปอง
“เชี่ยนหมากที่ทำด้วยใจนั้นมีความงดงามเลื่องลือไปทั่วหมู่บ้าน ในที่สุดช่างไม้ก็ได้แต่งงานสมความปรารถนา และช่างไม้ผู้นั้นได้กลายเป็นไอดอลให้กับหนุ่มๆ ในการประดิษฐ์เชี่ยนหมากเองเพื่อมอบให้กับคู่หมายของตน อันเป็นการแสดงถึงฐานะและการให้เกียรติต่อฝ่ายหญิง”
หน้าที่ของเชี่ยนหมากเป็นที่ทราบดีโดยไม่ต้องอธิบาย น่าเสียดายที่ภายหลังจากจอมพลป. พิบูลย์สงคราม ดำเนินการปฏิวัติวัฒนธรรม การกินหมากกลายเป็นเป็นกิจกรรมต้องห้ามข้อหนึ่งด้วย เพราะดูเลอะเทอะและไม่ทันสมัย เมื่อคนรุ่นใหม่ไม่นิยมกินแล้ว ส่วนคนรุ่นเก่าถึงเวลาจากไป เชี่ยนหมากที่เคยเป็นของใช้ประจำกาย และของใช้รับแขก ก็กลายเป็นของตกแต่งบ้าน หรืออวดศักดิ์ศรีความเป็นอีสานภายในพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเท่านั้น
เมื่อโลกหมุนไวขึ้นทุกคนล้วนพยายามก้าวตามให้ทัน วัสดุทดแทนไม้ถูกพัฒนาขึ้นมาหลากหลายรูปแบบ ทั้งเพื่อลดการรบกวนป่าไม้ และประหยัดเวลาจากการแกะสลัก เราจึงค่อยๆ ชินกับความสะดวกสบายนี้ จนคล้ายกับหลับไว้แม้ในวันที่เรามองเห็น ค่อยๆ ลืมสุนทรียะแห่งชีวิตไปทีละน้อย




