
เริ่มจากชั้นล่างด้านหน้ามีสวนที่ไม่ว่าใครก็เข้ามาทำกิจกรรมต่างๆ ได้ มีข้อแม้อย่างเดียวคือต้องให้คนทั่วไปมีส่วนร่วมได้ด้วย ถัดมาตรงทางเข้ามีภาพถ่ายเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีตั้งอยู่ ตรงจุดนี้เรายังใส่รองเท้าเข้ามาได้แต่ต้องถอดตรงทางเข้าด้านหน้า ที่เมื่อก่อนตรงนี้คือด้านหลัง นี่คือความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย เทียบกับสิ่งอื่นๆ ที่เป็นของเดิมซึ่งยังพยายามรักษาไว้ให้ครบ
ถอดรองเท้าแล้วเข้ามาในห้อง เดินไปข้างในอีกด้านก็จะเป็นคาเฟ่เพื่อสังคม ชื่อว่านา คาเฟ่ ที่เชื่อมโยงกับสังคมก็คือการเปิดรับเยาวชนจากกลุ่มเปราะบางเข้ามาฝึกงาน อบรมและจัดเวิร์กช็อปร่วมกับกลุ่มผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ในเมือง กาแฟที่ใช้จะเป็นกาแฟออร์แกนิกพันธุ์ไทยจากน่านและเชียงราย มีการนำแนวคิด

การแบ่งปันกาแฟและเครื่องดื่มให้แก่ผู้อื่นนำแนวคิด Zero waste มาปรับใช้ พื้นที่บริเวณที่นั่งซึ่งยื่นออกไปในสวนในสมัยก่อนคือด้านหน้า ยังมีสวนต้นไม้ มีประตูทางเข้าออกเล็กๆ มีห้องน้ำสาธารณะ และจะเอาที่วางพื้นมาวางตรงช่วงบันไดทางขึ้นเรือน ให้ผู้นั่งวีลแชร์สามารถเข้ามาได้ด้วย นี่คือการมองอย่างรอบด้านด้วยนึกถึงผู้ที่จะเข้ามาใช้ประโยชน์และมีส่วนร่วมในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ
ของบ้านหลังนี้ให้มากที่สุด


บนชั้นสองเดิมเป็นที่พักอาศัย วันนี้ก็ยังคงทำเป็นที่พักให้ศิลปินต่างชาติมาพักได้ โดยมีข้อแม้ว่าต้องมีโปรเจกต์สำหรับแลกเปลี่ยนทางศิลปะและวัฒนธรรม เพื่อให้คนทั่วไปมีส่วนร่วมชั้นนี้จึงมีห้องนอน ห้องทำงาน และครัวเล็กๆที่ปรับเปลี่ยนใหม่ก็เฉพาะห้องน้ำ เพื่อให้ใช้งานได้สะดวกขึ้น พื้นไม้เก่าที่ได้รับการดูแลอย่างดี ตู้เสื้อผ้าไม้ที่ใช้กั้นแบ่งส่วนห้อง แสงที่ลอดผ่านช่องลม รายละเอียดที่สวยงามทุกอย่างของคฤหาสน์หลังนี้ยังคงอยู่ครบเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเรื่องราวดีๆ ที่กำลังต่อยอดออกไป เรื่องราวของศิลปะ ผู้คนการอนุรักษ์ และความยั่งยืน ที่จะมาเพิ่มเติมให้เรือนเก่าหลังนี้มีคุณค่ามากขึ้น ให้อดีตกลับมามีชีวิตในปัจจุบัน

มูลนิธิครีเอทีฟ ไมเกรชั่น
(อีส) / Bangkok 1899
ณ บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์
มนตรี 134 ถนนนครสวรรค์
กรุงเทพฯ
creativemigration.org



