ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการแสดงหนังประโมทัย
โดยทั่วไปคณะหนังประโมทัยจะออกเร่แสดงภายหลังจากที่ชาวบ้านเก็บเกี่ยวข้าว และขนข้าวขึ้นยุ้งฉางเสร็จเรียบร้อยแล้ว หรือราวช่วงเดือนมกราคม ถึง มีนาคม ของทุกปี ในช่วงเวลาดังกล่าวเนื่องจากชาวบ้านจะมีเวลาว่างเพียงพอที่จะหาความบันเทิงจากการแสดงแล้ว คณะหนังประโมทัยจะได้รับ “ข้าว” ทั้งข้าวสารและข้าวเปลือกที่ชาวบ้านเพิ่งเก็บเกี่ยวเสร็จ เป็นค่าตอบแทนที่สำคัญในการแสดงแต่ละครั้ง
มีเรื่องที่น่าสังเกตคือ ตามประเพณีดั้งเดิมของชาวอีสาน ชาวบ้านจะเริ่มบริโภคข้าวใหม่ที่อยู่ในเล้า หรือยุ้งฉางได้ก็ต่อเมื่อประกอบ “พิธีจกเล้า” ในเดือน ๓ ขึ้น ๓ ค่ำ (ราวปลายเดือนมกราคม) เสียก่อน ซึ่งประเพณีดังกล่าวมีความสำคัญต่อการกำหนดช่วงเวลาออกเร่แสดงตามหมู่บ้านต่างๆ ของคณะหนังประโมทัยตามไปด้วย
ข้าวที่ได้รับมาคณะหนังประโมทัยจะนำไปแลก “พริก” หรือ “เกลือ” บางครั้งนำไปขายหรือแลกของจำเป็น จนกระทั่งปัจจุบันจึงรับเป็นเงินเพื่อสะดวกต่อการจับจ่ายใช้สอยแทน
นอกจากนี้ยังมีการว่าจ้างคณะหนังประโมทัยให้แสดงในโอกาสงานบุญต่างๆ เช่น บุญกฐิน บุญผ้าป่า บุญบั้งไฟ บุญผะเหวด บุญเบิกบ้าน บุญแจกข้าว งานศพ งานแต่ง งานบวช บุญขึ้นบ้านใหม่ ไปจนถึงงานสู่ขวัญต่างๆ

พ่อทวีคูณอธิบายบทบาทตัวละครหนังประโมทัยแต่ละตัวให้ผู้ร่วมงานฟัง
ความเชื่อเกี่ยวกับการแสดงหนังประโมทัย
๑. การตั้งโรงหนังจะไม่หันหน้าไปทางทิศตะวันตก เชื่อว่าคำว่า “ตก” หมายถึง ตกต่ำ เสื่อมถอย ไม่รุ่งเรือง
๒. ก่อนการแสดง คณะหนังฯ ต้องระลึกถึงครูบาอาจารย์ เพื่อแสดงตวามกตัญญู จะทำให้เกิดสิริมงคล และเพื่อให้ผู้ชมนิยมชมชอบในการแสดง
๓. ในการแสดงเพื่อขอข้าว คณะหนังฯ ต้องขออนุญาตหรือขอขมาต่ออารักษ์หลักเมือง หรือศาลปู่ตาของแต่ละหมู่บ้านเพื่อแสดงความเคารพ
๔. ฤกษ์ยามในออกเดินทางจดจำกันเป็นคำคล้องจอง คือ “ทิตย์-พุธ เช้า ศุกร์-เสาร์ งายแก่ (บ่าย) จันทร์-อังคารเที่ยงแท้ พะหัสค่ำค่อยไป”
๕. ก่อนออกเดินทางหัวหน้าคณะต้องเอาดอกไม้ ธูป เทียน มาทำพิธีบูชาที่หน้าบันไดบ้าน หันหน้าไปทางทิศเหนือพร้อมกับกล่าวคาถา “พุทธะ เมตตัง ธัมมะ เมตตัง สังฆะ เมตตัง ผู้ข้าสิออกไปหากินขอให้ครูบาอาจารย์คุ้มครองและนำโชคด้วย” เมื่อกล่าวจบให้กลั้นหายใจ พร้อมกับกระทืบดินด้วยเท้าข้างขวา ๓ ครั้ง แล้วเดินออกจากบ้านไปทันที ห้ามย้อนกลับเข้าไปใหม่ เครื่องของที่ใช้ในการไหว้ครู เช่น ดอกไม้ ธูปเทียน และเงิน เมื่อทำพิธีเสร็จจะต้องห่อใส่ผ้าขาวเก็บไว้บนหิ้งบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลของคณะหนัง
๖. การเก็บตัวหนังจะจัดเก็บโดยให้ฤาษีอยู่ข้างบนสุด ถัดมาเป็นปลัดบักตื้อ ตัวตลกทั่วไป แล้วค่อยเป็นตัวพระตัวนาง ตัวหนังจะต้องเก็บใส่ถุงหรือหีบวางไว้บนที่สูง เพื่อป้องกันไม่ให้ใครเดินข้ามหรือเหยียบย่ำ
๗. ในระหว่างการแสดงหนังห้ามบุคคลภายนอกคณะทั้งเพศหญิงและชายมิให้แตะตัวหนัง
หนังประโมทัยคณะโป้งเป้งสุดสะแนน
ฝนที่ขาดเม็ดไปไม่นานทำให้ร่มไม้บริเวณบ้านชีวาศิลป์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นฉ่ำเย็น ผู้มาชมหนังประโมทัย คณะของพ่อโป้งเป้งมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่ที่มาจะเป็นครอบครัวที่มีเด็กๆ เจ้าตัวกะเปี๊ยกบางคนยังนั่งตักพ่อแม่แจ บางคนก็หาเพื่อนใหม่ได้แล้วจับจูงกันไปนั่งตาแป๋วหน้าฉากผ้าสีขาว ลุ้นว่าตัวหนังที่แต่ละคนได้แอบจับจองเป็นตัวโปรดเมื่อไรจะขยับเสียที
“พอแต่มาถึงห้องสวนหลวงกว้างใหญ่ มาถึงสวนดอกไม้อินางไท่สิเราชม
นั่นแม่นพั่วดอกอ่มแจมหมู่ทองหลาง ดอกนางคานแจมกกก่ายกันกลมเกี้ย
ดอกสดสีสวยส้มสดใสปอดส่ง ต้นคันของขอบข้างภูค้างผ่องขาว
มองเห็นแล้วปวดเจ้าๆ จดจ่อจุมจี สักกุนีแนวนกเซินบินซมกั่ง
ฝูกมะลินตัวน้อยมันคอยดมชมกลิ่น มันบ่กินดอกไม้มันเที่ยวได้
แม่นเที่ยวตอมหอมในๆ เอ่ยๆ ละนา”

เด็กๆ ที่มาร่วมร่วมกิจกรรมลองเชิดตัวหนัง
พ่อโป้งเป้งเปิดการแสดงด้วยบทลำเต้ยในตอนนางสุมณฑาชมสวนซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุก่อนจะเริ่มการผจญภัยปราบมารร้ายต่างๆ ของสังสินไซ เด็กน้อยนั่งมองตัวหนังที่ออกมาโลดแล่นตาไม่กระพริบ แม้จะไม่เข้าใจภาษาโบราณในเพลงลำแต่ฉันเชื่อว่าศิลปะส่องทางให้แก่กันได้ เมื่อเห็นเจ้าตัวเล็กหัวเราะเอิ๊กอ๊ากถูกใจไปตามบทบาทตัวตลกของเรื่องฉันยิ่งมั่นใจในความคิด
ในตอนจบของการต่อสู้แต่ละตอนสินไซจะกล่าวสั่งสอนศีลธรรมและฮีตคอง (สิ่งควรไม่ควร) ให้กับพวกยักษ์มารด้วย ทั้งสนุกสนานและมีคติสอนใจแบบนี้เชื่อได้ว่าการแสดงพื้นบ้านที่เบื้องหน้าต้องได้เข้ามานั่งอยู่กลางใจของเด็กๆ อย่างง่ายดายแล้วแน่ๆ
หลังการแสดงจบลงพ่อโป้งเป้งและชาวคณะได้สอนให้เด็กๆ ทดลองทำหุ่นหนังตะลุงดูบ้างโดยให้ลองทำจากกระดาษแข็งก่อน ทั้งเด็กเล็กและเด็กโค่งจึงง่วนอยู่กับการจรดปากกาเมจิกลงบนกระดาษแล้ววาดภาพตัวละครในจินตนาการของตนเป็นที่สนุกสนาน
ระหว่างที่ทุกคนกำลังขะมักเขม้นอยู่กับการขีดๆ เขียนๆ ฉันจึงได้โอกาสเข้าไปขอความรู้เรื่องขั้นตอนการทำหุ่นหนังพ่อครูก็ไม่ได้ปิดบังทั้งยังเผยสูตรลับให้ด้วยว่า
“หนังที่นำมาเฮ็ดหุ่นน่ะ ต้องใช้หนังของวัวตัวเมียที่มีลูกมาแล้วสามท้องนะ”
เป็นสูตรลับที่ฟังแล้วฉันถึงกับงงไปชั่วขณะ พ่อโป้งเป้งผู้ดำรงตำแหน่งทั้งครูและหัวหน้าคณะจึงเฉลยว่า
“เพราะตัวมันจ่อยและหนังบางสิได้เฮ็ดง่ายกว่าวัวตัวผู้ที่หนังสิหนา”
ฟังเหตุผลตอนนี้อาจจะรู้สึกขำอยู่บ้าง แต่เมื่อคิดว่าเป็นภูมิปัญญาที่ต้องอาศัยการสังเกตและลองผิดลองถูกมาหลายสิบปีก็อดชื่นชมไม่ได้ ระหว่างที่กำลังเล่าถึงวิธีการทำหนังพ่อโป้งเป้งได้หยิบตัวหนังขึ้นมาตัวหนึ่ง เป็นรูปคนขี่มอเตอร์ไซค์วิบาก ทำให้ฉันมองมันด้วยความประหลาดใจ
“ตามท้องเรื่องสังสินไซ มอเตอร์ไซค์วิบากแบบนี้มันก็บ่มีดอก แต่เมื่อครั้งที่ไปสอนเด็กน้อยชั้นป. ห้า ที่โรงเรียนบ้านดงบัง เด็กๆ ได้จินตนาการขึ้นมา ซึ่งการเฮ็ดหนังก็ต้องอาศัยจินตนาการเพราะสินไซเองก็บ่มีไผ๋ฮู้ว่าหน้าตาเป็นจังได๋ก็ต้องอาศัยจินตนาการในการสร้างขึ้นมา” พ่อครูเล่า




