



“…ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะให้คนไทยเราภาคภูมิใจในความงดงามของธรรมชาติและความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินขอให้เราร่วมมือร่วมใจกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่เป็นสมบัติของบ้านเมืองเราตลอดไป”
ช่วงต้นฤดูหนาวราวเดือนพฤศจิกายนพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชแปรพระราชฐานไปประทับที่พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนครเพื่อทรงเยี่ยมเยียนราษฎรและปฏิบัติพระราชกรณียกิจในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เต็มไปด้วยภูมิประเทศอันหลากหลาย ซึ่งแต่เดิมนั้นอีสานได้ชื่อว่าแห้งแล้งทุรกันดาร ในการเสด็จเยี่ยมราษฎรในภาคอีสานครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๘ นั้น ถนนหนทางมีฝุ่นเต็มไปหมดทางราชการจึงนำน้ำมาราดถนนก่อนที่รถพระที่นั่งจะแล่นผ่าน เมื่อทรงทราบพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชก็ทรงห้ามมิให้ทำเช่นนั้น รับสั่งว่าน้ำมีความสำคัญต่อราษฎรมากกว่าที่จะนำมาทำเช่นนั้น
เมื่อเสด็จฯ แปรพระราชฐานมาประทับที่อีสานและเมื่อว่างเว้นจากพระราชกิจ สมเด็จพระนางเจ้าฯ ก็โปรดที่จะเสด็จไปทอดพระเนตรภูมิประเทศที่สวยงามของอีสานอยู่ และรับสั่งอยู่เสมอๆ ว่าชาวอีสานนั้นโชคดี นอกจากมีมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าแล้ว ยังมีที่มีแผ่นดินและสิ่งแวดล้อมที่สวยงาม


โครงการต่างๆ ในพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่เกี่ยวกับการสงวนรักษาสิ่งแวดล้อม ล้วนแสดงถึงพระอัจฉริยภาพที่ทรงเข้าใจถึงความสัมพันธ์แก่กันของทุกสรรพสิ่ง ทรงชี้นำทั้งหลักการแนวทาง และวิธีปฏิบัติที่ส่งผลไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) ให้
เกิดขึ้นอย่างแท้จริง
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงนำทางล่วงหน้าไปก่อนเมื่อกว่าสามทศวรรษที่ผ่านมา
ประกอบกับทรงเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงงานมากมายเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำให้ราษฎรทรงมุ่งมั่นในพระราชหฤทัยที่จะช่วยแบ่งเบาพระราชภาระนี้ ถึงกับออกพระโอษฐ์ว่า



