มีคนมาไหว้พระเจดีย์ขึ้นมากก็เพราะมาสะดวกทั้งทางน้ำทางบก เป็นวัดอยู่ใกล้ชุมชน มีตลาดบกคือตลาดสะพานหันสำเพ็ง และตลาดนน้ำมีเรือสินค้าพายไปมาตลอดเวลาเนื่องจากคลองรอบกรุงยาวมาก ประชาชนจึงกำหนดเรียกเพื่อสะดวกในการนัดหมายขึ้นใหม่ คือ เรียกคลองรอบกรุงตั้งแต่ปากคลองวัดบางลำพู (วัดสังเวชวิศยาราม) จนถึงวัดสระเกศว่า “คลองบางลำพู” ต่อจากวัดสระเกศไปจนถึงปลายคลองมีวัดโบราณเรียกว่า วัดเชิงเลน พวกราษฎรจึงเรียกคลองตอนนี้ว่า “คลองวัดเชิงเลน”
วัดเชิงเลนหรือตีนเลนนี้เป็นวัดโบราณ คนจึงเรียกกันติดปาก แม้เมื่อกรมพระราชวังหลังสถาปนาขึ้นใหม่ และรัชกาลที่ ๑ พระราชทานนามใหม่ว่า วัดบพิตรภิมุข แล้วก็ตาม คนก็ยังไม่ยอมเปลี่ยน เห็นจะเป็นเพราะเรียกยากได้กล่าวมาในตอนต้นแล้วว่า เมื่อแรกขุดคลองรอบกรุงไม่ทำสะพานถาวรหรือสะพานใหญ่ใช้ข้ามคลอง และเมื่อครั้งรัชกาลที่ ๑ นั้น โปรดให้ย้ายคนจีนจากบริเวณพระบรมมหา

ราชวังไปอยู่ที่สำเพ็งซึ่งต่อมากลายเป็นตลาดใหญ่ เมื่อขุดคลองรอบกรุงแล้วทำการติดต่อซื้อขายไม่สะดวก ต้องมีเรือข้ามไปมาเล่ากันว่า เมื่อครั้งรัชกาลที่ ๑ นั้นเอง ได้ทำสะพานไม่ขนาดเล็กพอให้คนเดินข้ามได้ เมื่อมีเรือผ่านไปมาก็หันไม่กระดานเบี่ยงไปเมื่อเรือผ่านไปแล้วก็หันกลับ ด้วยเหตุนี้จึงเรียกว่าสะพานหันชาวกรุงคงเห็นแปลกจึงเรียกบริเวณนั้นว่าตำบลสะพานหัน ซึ่งดูทันสมัยกว่า และคลองวัดเชิงเลนก็ถูกเรียกเป็นคลองสะพานหันไปด้วย
ต่อมาสะพานหันชำรุด เจราพนักงานกรมพระนครบาลในรัชกาลที่ ๒ จึงทำใหม่เป็นสะพานไม่พาดตรงๆ หันไม่ได้ดูเหมือนหมอบรัดเลย์จะทันเห็น ได้เขียนเล่าว่าเป็นสะพานไม้เดินข้ามได้เฉพาะคนกับแพะ (ตามที่จำได้) สะพานนี้คงอยู่มาอีกหลายปี จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ โปรดให้สร้างใหม่
มีรายการแจ้งว่า “ที่สะพานหันเก่าข้ามคลองรอบกรุงลงไปวัดจักรวรรดิ(วัดสามปลื้ม) ทำสะพานเหล็กอีกสะพานหนึ่งเป็นของหลวงราคาเครื่องเหล็กที่สั่งเข้ามาก็เหมือนกัน” ราคาที่ว่าเหมือนกันนั้น เข้าใจว่าเหมือนสะพานเหล็กบน (สะพานดำรงสถิต) เพราะสร้างคราวเดียวกัน มีรูปถ่ายเก่าตรงกับประตูสะพานหันครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการปรับปรุงทำสะพานใหม่(ยังไม่พบหลักฐานชัดเจน) เป็นสะพานมีหลังคา กล่าวกันว่ามีลักษณะคล้ายสะพานริอัลโต (Rialto) ที่มีกล่าวถึงในบทละครเรื่อง



