เรื่อง/ภาพ: นัทธ์หทัย วนาเฉลิม

ภาพขบวนเซิ้งกลองยาวสวมหมวกกาบบนผ้าผะเหวด ตอน แห่ผะเหวด (พระเวสสันดร) เข้าเมือง ช่างได้วาดตามประสบการณ์ที่ตนเคยเห็นมา
แม่น้ำโขงที่ทอดยาวไม่ได้เป็นเพียงแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังเชื่อมโยงสายใยระหว่างชาติพันธุ์และวัฒนธรรมอีกด้วย หนึ่งในนั้นคือ “กระโจมหัว” หรือ “หมวกกาบ” เครื่องประดับศีรษะนี้สัมพันธ์กับวัฒนธรรมข้างเคียงทั้ง ล้านนา สิบสองปันนา และจีนทางตอนใต้ แม่น้ำโขงยังได้ส่งต่อคติความเชื่อนั้นมายังอาณาจักรล้านช้างและพัดพามายังภาคอีสานของไทย

พระพุทธรูปไม้สวมกระโจมหัว
ในวรรณกรรมลุ่มน้ำโขงอย่าง “อุรังคธาตุนิทาน” ได้มีการกล่าวถึงกระโจมหัวไว้ในตอน “ตำนานเมืองหนองหานหลวง” เนื้อเรื่องในตอนนี้เล่าถึงเมืองหนองหานหลวงมีพญาขอมผู้เป็นใหญ่นามสุวรรณภิงคารห้อยน้ำเต้าใหญ่และสวมกระโจมคำ (ทองคำ) พญาขอมทรงมีพระมเหสีนามว่านารายณ์เจงเวง เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จมายังดินแดนแถบนี้
หลังจากพญาสุวรรณภิงคารได้ฟังธรรมจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็บังเกิดจิตศรัทธาถึงขั้นจะตัดพระเศียรถวายเป็นพุทธบูชา แต่พระเทวีได้ทูลทัดทานว่าหากพระองค์ยังพระชนม์ชีพจะสามารถทำนุบำรุงพระศาสนาให้รุ่งเรืองสืบไปได้ พญาสุวรรณภิงคารจึงได้ถอดกระโจมคำครอบรอยประชุมพระพุทธบาทไว้เป็นพุทธบูชาแทน
นั่นเป็นบทบาทของกระโจมหัวในฐานะเครื่องประดับศีรษะของชนชั้นปกครอง แล้วสำหรับการประกอบพิธีกรรมของชาวบ้านแบบเราล่ะจะใช้ในงานไหนบ้าง ก่อนอื่นต้องแยกออกเป็นพิธีกรรมทางศาสนาผี และพิธีกรรมทางศาสนาพุทธ
ศาสนาผีและพิธีกรรมเดือน ๖
เหตุใดต้องใช้ในเดือน ๖?
เพราะมันเกี่ยวของกับพิธีกรรมขอฝน หากสังเกตจากภาพประกอบจะเห็นว่าส่วนปลายของหมวกกาบนั้นแหลมเหมือนปากกบ ก่อนที่ฝนตกกบจะส่งเสียงร้อง พฤติกรรมเช่นนี้เกี่ยวข้องกับตำนานพญาคันคาก ซึ่งขึ้นไปรบกับพญาแถน เพื่อให้พญาแถนปล่อยน้ำฝนลงมาให้ชาวโลก เกิดเป็นข้อตกลงว่า เมื่อใดที่กบร้องก็ให้พญาแถนปล่อยฝนตกลงมา ในประเพณีบุญบั้งไฟหมวกกาบได้ถูกนำมาใช้สวมใส่แก่ไทไฟ (คณะเซิ้งบั้งไฟ) ซึ่งพบได้ในจังหวัดร้อยเอ็ด มหาสารคาม และกาฬสินธุ์
หมวกกาบแบบเพื่อการพาณิชย์แบบต่างๆ มีจำหน่ายตามร้านสังฆภัณฑ์
เครื่องปรกกระหม่อมจอมขวัญในพุทธศาสนา

พระสงฆ์สวมหม่อมในพิธีเถราภิเษก ภาพโดยคุณจารุวรรณ ด้วงคำจันทร์
สำหรับพิธีบวชนาค



ภาพหมวกกาบแบบเพื่อการพาณิชย์แบบต่างๆ มีจำหน่ายตามร้านสังฆภัณฑ์

คุณภูวดล อยู่ปาน นักวิชาการศึกษาจากสภาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม สวมหมวกกาบแต่งกายตามที่มีการจารบันทึกในหนังสือผูก “ใส่เสื้อแส่วแก้ว หมวกกาบแส่วคำ”
ในพิธีกรรมทางพุทธศาสนาหมวกกาบจะถูกเปลี่ยนคำเรียกหาเพื่อความเหมาะสม สำหรับพิธีบวชนาคหมวกกาบจะถูกเปลี่ยนไปเรียกว่า “กระโจมหัว”
นักวิชาการอีสานศึกษาบางท่านสันนิษฐานว่า นาคสวมกระโจมหัวเพื่อแทนสัญลักษณ์หงอนนาค ในขณะที่นักวิชาการบางท่านก็สันนิษฐานว่าเป็นการแต่งกายเลียนแบบเจ้าชายสิทธัตถะก่อนที่จะออกบวช ในฐานะเจ้าชายสวมกระโจมคำประดับพระเศียรเป็นเครื่องยศ แล้วชาวบ้านอย่างเราหากต้องการแต่งกายเลียนแบบจะไปหากระโจมคำจากที่ใด นอกจากจะใช้วิธีนำผ้ามาปักดิ้นเงิน ดิ้นทอง สมมติให้เป็นกระโจมคำ
ในหนังสือผูกใบลานมีการจารถึงการแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีการอพยพมาจากเมืองโบราณท่งศรีภูมิ (ปัจจุบันคืออำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด) ว่า “ใส่เสื้อแส่วแก้ว หมวกกาบแส่วคำ” บางผูกก็ว่า “กระโจมคำ”
การสวมกระโจมหัวในพิธีบวชนาคยังพบได้มากในจังหวัดอุดรธานี โดยมักจะมีผ้าแพรมนลายขิดปรกศีรษะนาคก่อนสวมกระโจมหัวทับ บ้านใดมีฝีมือก็จะปักกระโจมหัวให้บุตรหลานเอง แล้วจึงสวมครุยโปร่ง นุ่งโสร่งผ้าไหม ประดับเครื่องประดับตามฐานุรูปเรียกว่า “แต่งเอ้นาค” หลังพิธีจบลงจะถวายเป็นพุทธบูชาแก่พุทธศาสนา
สำหรับพิธีฮดสรง(เถราภิเษก)

ภาพขบวนเซิ้งบั้งไฟคณะชุมชนดอนเจ้าบ้าน ประเพณีบุญบั้งไฟสุวรรณภูมิ ๒๕๖๗ (รางวัลชนะเลิศ) ที่มา: ช่องยูทูป ไก่ทอด โปรดักชั่น
การฮดสรงเป็นประเพณีของชาวอีสานที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรล้านช้าง ในการแต่งตั้งสมณศักดิ์ตามธรรมเนียมที่สืบทอดกันมา เมื่อมีการเลื่อนสมณศักดิ์ให้แก่ภิกษุรูปใดก็จะมีการจัดทำพิธีเถราภิเษกให้แก่ภิกษุรูปนั้น
แต่ด้วยพระวินัยภิกษุต้องครองผ้าเพียง ๓ ผืน ไม่เหมาะควรที่จะสวมหมวก เครื่องศีรษะนี้จึงถูกเปลี่ยนไปเรียกว่า “หม่อม” มาจากคำว่า “กระหม่อม จอมขวัญ”
เมื่อข้างต้นเพิ่งกล่าวว่าภิกษุสงฆ์ห้ามสวมเครื่องศีรษะแล้วเหตุใดเมื่อทำพิธีฮดสรง (เถราภิเษก) จึงต้องนำหม่อมมาสวม แล้วจำเป็นหรือไม่?
แท้จริงแล้วตามคติเดิมของภูมิภาคการสวมหม่อมนั้นเปรียบได้กับการบวชอีกครั้งหนึ่ง เพียงแต่เป็นการบวชในสถานะที่สูงขึ้นกว่าเดิม และสิ่งสำคัญทีซ่อนอยู่ในหม่อมคือ “หลาบ” (สุพรรณบัตร) ซึ่งทำจากแร่มีค่า ได้แก่ ทองเหลือง ทองนาค ทองแดง ทองคำ เงิน ตำปึง (นิกเกิ้ล) หรือ ดีบุก
สมณศักดิ์อีสาน-ล้านช้าง ในอดีตมีลำดับคือ พระสำเร็จ พระซา พระครู พระครูฝ่าย พระครูด้าน พระครูหลักคำ พระครูลูกแก้ว พระครูยอดแก้ว และ ราชครูหลวง
สมณศักดิ์แต่ละชั้นจะมีความยาวของแผ่นหลาบไม่เท่ากัน มีผญาคล้องจองว่า “สำเร็จเพียงตา ซาเพียงหู คูรอบง่อน” มีความหมายถึง
ชั้นสำเร็จ (เทียบได้กับพระราชาคณะชั้นรอง) มีความยาวของแผ่นหลาบเท่ากับระยะห่างระหว่างดวงตา
ชั้นซา (มาจากคำว่าปรีชา เล่าเรียนจนเป็นผู้มีความรู้แตกฉาน) มีความยาวของแผ่นหลาบเท่ากับระยะห่างระหว่างหู
คู (เป็นพหูสูตร เล่าเรียนมาก ยกย่องให้เป็นครู) มีความยาวของแผ่นหลาบเท่ากับรอบศีรษะ

รูปร่างของหมวกกาบ
แม้ไม่มีประวัติว่าใครคือผู้ประดิษฐ์คิดทำหมวกกาบเป็นคนแรก แต่ดูจากลักษณะของมันแล้วสันนิษฐานว่าได้แรงบันดาลใจจากหน่อไม้ ด้วยมีผญาโบราณที่กล่าวว่า “กอไผ่น้อยๆ กอไผ่บ่หน้า บ่มีปัญญา ออกไปบ่ได้”
คนโบราณนั้นท่านเปรียบเรากับหน่อไม้ว่า กว่าที่เมล็ดไผ่จะงอกรากออกมาเป็นหน่อไม้ และกว่าหน่อไม้จะกลายเป็นต้นไผ่ได้มันต้องฟันฝ่าอุปสรรคทั้งจากแมลงกัดกิน คนหรือสัตว์ที่คอยจ้องหน่อไม้อ่อนสดหวาน หรือนำไผ่อ่อนไปทำกระบอกข้าวหลาม
เมื่อเจริญวัยเป็นไม้ไผ่ลำงามแล้วจะยืนตายคากอ หรือจะเป็นไม้ไผ่ที่คนนำไปสานตะกร้าใส่ของไปทำบุญ หรือสานเป็นพระพุทธรูปให้คนกราบไหว้
เป็นความหมายที่แฝงเร้นว่า “ให้หมู่เจ้าฮ่ำเฮียนความรู้ให้ฉลาด เปรียบดังหน่อไม้ที่มันพ้น” (ให้พวกหนูๆ ตั้งใจเรียน แสวงหาความรู้ให้มีความฉลาด เปรียบเหมือนหน่อไม้ที่มันโผล่พ้นดินขึ้นมา)




