เรื่อง/ภาพ: นัทธ์หทัย วนาเฉลิม

พระพุทธรูปบุเงินลักษณะฐานบัวคว่ำบัวหงาย
พระพุทธรูปบุเงิน-บุทอง ที่พบในภาคอีสานนั้นได้รับอิทธิพลทางศิลปะจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเมื่อครั้งที่ยังเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านช้าง นับเป็นงานพุทธศิลป์อีกประเภทนอกเหนือจากพระไม้ พระปูน และพระหล่อ ที่มีพื้นฐานจากความศรัทธาในพระพุทธศาสนา
พระพุทธรูปบุโลหะมีค่าจะสามารถบอกเล่าเรื่องราวอะไรเราได้บ้าง ไปตามสืบด้วยกันกับทีมงานอนุรักษ์ผ่านบทความด้านล่างกันเลย
ย้อนรอยอดีตล้านช้าง
ก่อนที่ล้านช้างจะสถาปนาขึ้นเป็นอาณาจักร มีการอยู่อาศัยของผู้คนมาแล้วตั้งแต่ก่อนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ พบหลักฐานเป็นพวกเครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องประดับ อย่าง ขวาน หม้อไห และกำไล
ในด้านหลักฐานเอกสารมีการกล่าวถึงประวัติความเป็นไปเป็นมาของล้านช้างไว้ในช่วงแรกจะเป็นนิทานปรัมปราเสียมากว่า และเรื่องราวในส่วนหลังเป็นลักษณะพงศาวดาร เช่น นิทานเรื่องขุนบูลม
ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ มีกลุ่มพ่อค้าจากเวียงจันทน์เดินทางไปตามแม่น้ำโขงขึ้นไปทำการค้าขาย แล้วทำสร้างบ้านแปงเมืองอยู่ร่วมกับชนกลุ่มที่อยู่อาศัยมาก่อนหน้า (กลุ่มชนเชื้อสายมอญ-เขมร)
กระทั่งพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๖ จึงมีกลุ่มชนเชื้อสาย ลาว-ไท อพยพลงมาจากแถบเบียนเดียนฟู โดยอาศัยอยู่ตามปากแม่น้ำ เช่น ลำน้ำทา ลำน้ำอู ลำน้ำคาน ใกล้หลวงพระบาง
กระทั่งปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๗ “ขุนลอ” ได้ยกทัพมาจากเมืองแถง กรีฑาทัพไปตามลำน้ำอู เข้ามาตั้งรกรากขับไล่ผู้ปกครองเดิม แล้วเสวยราชย์เป็นปฐมกษัตริย์ของล้านช้าง
จวบจนพุธศตวรรษที่ ๑๙ “พระเจ้าฟ้างุ้ม” ได้รวบรวมเมืองเมืองเล็กเมืองน้อยทั้ง ๒ ฝั่งแม่น้ำโขงเข้าด้วยกันแล้วสถาปนาขึ้นเป็นรัฐล้านช้าง โดยสร้างราชธานีอยู่ที่นครเชียงดง-เชียงทอง ซึ่งคือหลวงพระบางในปัจจุบัน
พระพุทธศาสนา…แสงอรุโณทัยแห่งล้านช้าง

ในสมัย “พระเจ้าฟ้างุ้ม” ในพงศาวดารได้บันทึกไว้ว่า พระองค์ได้อภิเษกสมรสกับพระราชธิดาแห่งเมืองอินทรปัตนคร หรือว่าเมืองนครหลวง หลังอภิเษกสมรสแล้วพระนางได้มาอยู่ที่หลวงพระบาง ในประชุมพงศาวดารเมืองจำปาสักบันทึกไว้ว่า พระนางไม่ค่อยพอใจนักที่บ้านเมืองนี้ไม่ถือเอาพุทธศาสนาเป็นที่ตั้งจึงกล่าวกับพระสวามีว่า
“คนทั้งหลายในเมืองล้านช้างทั้งมวลเอาผีฟ้า ผีแถน ผีพ่อ ผีแม่ เข้าเป็นที่ตั้ง ไม่รู้จักคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สักอัน”
ร้อนถึงพระเจ้าฟ้างุ้มต้องไปนำพระพุทธศาสนาจากบ้านเมืองของพระมเหสีมาเผยแผ่ยังล้านช้างแต่กระนั้นก็ยังไม่เป็นที่นิยมศรัทธาในประชาชนเท่าใดนัก
กระทั่งสมัย “พระยาหล้าแสนไท” ได้ส่งพระยาวิชุนราชซึ่งเป็นพระอนุชาให้ไปอัญเชิญพระบางมาไว้ที่วัดเชียงกลาง แสดงให้เห็นว่าพระมหากษัตริย์สามารถนำพระศาสนาเข้ามาประดิษฐานยังเมืองหลวงพระบาง โดยที่ชาวบ้านได้ยอมรับพระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่งแล้ว
เมื่อ “พระยาวิชุนราช” ขึ้นครองราชย์ พระพุทธศาสนารุ่งเรืองเป็นอย่างมาก เนื่องจากทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา รวมทั้งสร้างพระธาตุหมากโมภายในวัดวิชุน ที่เมืองหลวงพระบางด้วย
ต่อมาในสมัย “พระยาโพธิสารราช” ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางแก้วคำทิพย์ พระราชธิดาของพระเมืองเกษเกล้าแห่งล้านนา ซึ่งเป็นยุคสมัยที่พระพุทธศาสนาในล้านนามีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก ในพงศาวดารโยนกได้กล่าวไว้ว่า พระยาโพธิสารราชได้มีการส่งคณะฑูตไปที่เชียงใหม่เพื่อขอพระสงฆ์และและพระไตรปิฎก เพื่อไปสืบพระพุทธศาสนาในล้านช้าง
พระองค์ยังได้พระราชทานที่ดินสร้างวัดแดนเมือง พิกัดในปัจจุบันอยู่ที่อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย นอกจากนี้ทรงให้มีการตรวจตราพระภิกษุทั้งหลายในเมืองเวียงจันทน์ รูปใดประพฤติไม่เหมาะก็ให้สึกเสีย
พระยาโพธิสารราชยังได้สร้างสถานที่สำคัญ คือ “สัตตมหาสถาน” ที่วัดพระธาตุบังพวน จังหวัดหนองคาย ในปัจจุบันถือว่าเป็นสัตตมหาสถานที่มีความสมบูรณ์ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สันนิษฐานว่าทรงได้เห็นต้นแบบจากสัตตมหาสถานที่วัดโพธาราม (วัดเจ็ดยอด) จังหวัดเชียงใหม่
ถึงสมัย “พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช” ทรงเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของล้านช้าง เวลาสืบหาประวัติโบราณสถานหรือโบราณวัตถุ มักได้ข้อมูลว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชแล้ว
มีช่วงหนึ่งที่ทรงไปปกครองทางล้านนา ภายหลังเมื่อพระยาโพธิสารราช ซึ่งเป็นพระราชบิดาสิ้นพระชนม์จึงทรงเสด็จกลับมายังหลวงพระบางพร้อมกับนำพระแก้วมรกตจากเชียงใหม่กลับไปด้วย
หลังกลับมายังหลวงพระบางแล้ว ทรงเห็นว่าหลวงพระบางอยู่ใกล้กับพม่าเกินไป จึงย้ายราชนีไปอยู่ที่เวียงจันทน์ พระองค์ได้ทรงทำนุบำรุงพระธาตุหลวงที่เวียงจันทน์ขึ้นมาใหม่ให้มีความยิ่งใหญ่สมบูรณ์ แล้วยังสร้างพระธาตุศรีสองรัก ที่อ.ด่านซ้าย จ.เลย รวมทั้งยังได้บูรณะองค์พระธาตุพนมด้วย
พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชทรงปกครองบ้านเมืองจนถึงพุทธศตวรรษที่ ๒๓ ล้านช้างได้แตกออกเป็น ๓ ฝ่าย คือ หลวงพระบาง เวียงจันทน์ และจำปาสัก
ต่อมาในช่วงพุทธศักราช ๒๓๒๑ ในช่วงตั้งแต่พระเจ้าตากสินมหาราชมาถึงรัชกาลที่ ๕ ล้านช้างได้ตกเป็นของสยาม จวบจนพุทธศักราช ๒๔๓๖ ล้านช้างได้ตกเป็นของฝรั่งเศส
๖๐ ปีต่อมา จึงได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส แล้วในปีพุทธศักราช ๒๕๑๘ จึงเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสาธารณประชาธิปไตยประชาชนลาวดังเช่นปัจจุบัน

ศิลป์ศรัทธาพระบุเงิน–บุทอง
จากที่เล่าไปเมื่อข้างต้นจะเห็นว่าการเมืองการศาสนาในล้านช้างนั้นมีพัฒนาการต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีพระพุทธรูปหาได้มีพุทธศิลป์ดังเช่นที่เราเห็นทุกวันนี้ไม่ แต่ถึงขั้นไร้รูปไร้ลักษณ์ มีเพียงโบราณวัตถุที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา ที่เก่าที่สุดเกิดขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ช่วงพุทธศักราชที่ ๒๖๙-๓๑๑ เป็นยุคสมัยที่คนอินเดียไม่นิยมสร้างรูปเคารพ รูปศาสดา หรือรูปเทพเจ้า ที่ตนนับถือให้เป็นรูปอย่างมนุษย์ แต่จะใช้รูปสัญลักษณ์แทน เช่น รอยพระพุทธบาท รูปธรรมจักร ดอกบัว เป็นต้น
พระพุทธรูปที่เป็นรูปมนุษย์ปรากฏขึ้นครั้งแรกประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ ๖ หรือว่า ต้นพุทธศตวรรษที่ ๗ ในสมัยการปกครองของราชวงศ์กุษานะซึ่งอยู่ในแถบตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย อันเป็นประตูผ่านไปสู่อัฟกานิสถาน อิหร่าน เปอร์เซีย
ซึ่งพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชเคยกรีฑาทัพผ่านทางมาซิโดเนีย (กรีซ) แล้วผ่านไปทางอินเดียไปยังปันจาบ ดินแดนแถบนี้จึงมี การติดต่อกับกรีกและโรมันทำให้ได้รับอิทธิพลทางศิลปะมาด้วย พระพุทธรูปในช่วงแรกจึงมีใบหน้า ผมหยิกสลวย และการครองผ้าที่เป็นริ้วจีบเหมือนชาวโรมัน
ส่วนพระพุทธรูปที่เราคุ้นเคยในปัจจุบันสร้างขึ้นมาตามลักษณะมหาบุรุษ คัมภีร์ ๓๒ ประการ ถือว่าเป็นลักษณะของผู้มีบุญ ๓๒ ประการ ซึ่งถ้าให้ช่างสร้างทั้ง ๓๒ ประการดังกล่าว คนที่พบเห็นก็ไม่น่าจะเกิดความเลื่อมใส ช่างจึงเลือกเอาเฉพาะบางลักษณะที่ทำให้ผู้พบเห็นเกิดความเลื่อมใส จิตใจสงบ เกิดความนอบน้อม เกิดเป็นคติในการสร้าง และพัฒนาไปสู่งานพุทธศิลป์สกุลช่างแบบต่างๆ และวัสดุที่หลากหลายตามความศรัธทา
และงานสร้างสรรค์ศิลปะจากความศรัทธาหนึ่งในนั้นคือ “พระพุทธรูปบุเงิน-บุทอง”


เทคนิคการสร้าง
“บุ” เป็นคำในเชิงช่าง เป็นการนำเอาโลหะมาตีแผ่ให้เป็นแผ่นบางในขนาดที่ต้องการแล้วนำมาปิดทับบนหุ่น เพื่อประดับผิวภายนอกให้มีความสวยงาม โดยหุ่นนั้นอาจจะเป็นปูน ไม้ โลหะ หรือดินก็ไดh นอกจากนี้ในการสร้างพระบุ ยังมีการใช้เทคนิค “ดุน” เพื่อให้เกิดลวดลายด้วย
โลหะที่นำมาดุนพระมักใช้โลหะมีค่าอย่าง เงิน และ ทอง
“เงิน” เป็นแร่ธรรมชาติ เงินที่มีความบริสุทธิ์จะมีสีขาวเนื้ออ่อน มีคุณสมบัติทนทานต่อการผุกร่อน ทนในน้ำกรดได้ดี เนื้อมันวาวจึงเป็นที่นิยมนำมาทำเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องประดับ ไปจนถึงอาวุธ
“ทอง” เป็นแร่มีค่า มีเนื้ออ่อน ความที่มีเนื้อสุกสดใสเป็นประกาย ไม่เป็นคราบไคล้หรือขึ้นสนิมโดยง่าย สามารถตีเป็นแผ่นได้ ไม่ละลายในกรด แต่ละลายช้าๆ ในสารละลายดินประสิว
การผสมทองแดงในเงินและทองจะช่วยเพิ่มความเหนียว เมื่อนำไปตีจึงไม่แตกหักง่าย


วิธีการขึ้นรูปพระบุมี ๒ วิธี ด้วยกัน

วิธีแรกคือนำแผ่นโลหะมาม้วนเป็นกรวย แล้วค่อยๆ ขึ้นรูป แต่หากต้องทำจำนวนมากจะใช้วิธีที่ ๒ คือ นำมาขึ้นแบบกับแม่พิมพ์ก่อน แม่พิมพ์อาจจะเป็นไม้ หรือ ดินก็ได้ รีดทองให้เป็นแผ่น ประกบเข้าไปกับหมุดแล้วค่อยๆ ใช้สิ่วไม้หรืองาช้างรีดให้เกิดลวดลาย
นำแผ่นโลหะทั้งแผ่นหน้าแผ่นหลังประกบเข้าด้วยกัน ซึ่งรอยตะเข็บที่พบค่อนข้างหลากหลาย มีทั้งแบบฟันปลาสลับไขว้กัน แบบเรียบสนิทจนแทบไม่เห็นรอยต่อ แบบใช้หมุดเล็กๆ ตอกเข้าไปในชิ้นงานเพื่อยึดแผ่นโลหะทั้ง ๒ ให้ติดกัน และแบบห่อเข้าด้วยกันไม่เน้นเก็บขอบงาน แค่เพียงหุ้มให้เป็นองค์พระก็มี
“แกนพระพุทธรูป”
มักนำเกสรดอกไม้มงคลผสมกับดินทำเป็นแกนพระ นอกจากนี้ช่างบางคนยังใส่ผงพริกไทยลงไปเพื่อป้องกันแมลงเข้าไปกินเกสรใบไม้มงคลข้างในด้วย ในแกนพระนี้จะมีการเจาะรู ทั้งเพื่อเสียบไม้ไว้ให้องค์พระตั้งตรง และเพื่อระบายอากาศด้วย
“เปลวรัศมี”
จะทำเป็นชิ้นแยกแล้วนำมาประกบกัน พบได้ทั้งแบบเงินล้วน ทองล้วน และแบบเงินและทองผสมกัน
“เม็ดพระศก”
ตั้งแต่สำรวจมาพบว่ามีลักษณะที่หลากหลายมาตามแต่ความสร้างสรรค์ของช่าง สามารถเห็นได้ตั้งแต่ขีดเป็นเส้นตัดกันเหมือนฝักข้าวโพด ทั้งแบบตรงแบบเฉียง บ้างก็ตอกหมุดให้เป็นวงกลม บางองค์ทำเป็นชิ้นแยกครอบลงบนพระเศียรแบบพุทธลักษณะล้านนาก็มี
“พระกรรณ”
บ้างก็เจาะเป็นช่อง แล้วเสียบชิ้นพระกรรณกลับเข้าไปทีหลัง บ้างก็ใช้หมุดตอกชิ้นพระกรรณให้ติดกับข้างพระเศียรไปเลยก็มี

วัสดุที่ภายในที่แผ่นโลหะมีค่าห่อหุ้มเป็นดินผสมชัน ผงเกสรดอกไม้ใบพืชมงคล และพริกไทยเพื่อไล่แมลง
“ชายสังฆาติ”
มี ทั้งแบบแยกชิ้น และแบบสลักดุนทั้งองค์ไปเลยก็มี
“พระเนตร”
จากการลงพื้นที่สำรวจ พบการทำพระเนตรมี ๒ แบบ คือ แบบแรกใช้วิธีการเจาะเข้าไปเลยให้เห็นเป็นดวงเนตร มีทั้งทรงกลมและแบบเรียวยาว ส่วนอีกแบบใช้วิธีดุนให้เป็นรูปดวงตาในลักษณะการเหลือบมองต่ำ
“การประดับอัญมณี”
เป็นขั้นตอนสุดท้ายในการทำพระบุ ทางภาคอีสานพบได้ไม่เยอะเท่าทางเวียงจันทน์ ด้วยเหตุผลช่างหลวงและช่างพื้นบ้าน บางองค์อาจพบการประดับแก้วหินสีบ้างทางจังหวัดหนองคาย ในหนังสือที่ระลึกงานบูรณะพระธาตุพนมมีภาพพระพุทธรูปบุเงิน-บุทองประดับอัญมณีซึ่งได้บรรจุไว้ใต้ฐานพระธาตุพนม

รูที่เจาะไว้ทั้งเพื่อใช้เสียบแกนไม้เพื่อให้พระเศียรตั้งตรง และเพื่อระบายอากาศ

รอยตะเข็บแบบแนบสนิทจนแทบสังเกตไม่เห็นรอยต่อ
รอยจารึก
เวลาที่เรากราบพระพุทธรูปเคยสังเกตกันหรือไม่ว่าที่ฐานจารึกข้อความอะไรไว้บ้าง?
พระพุทธรูปบุเงิน-บุทอง ก็มีจารึกที่ฐานเช่นกัน โดยตัวอักษรที่นิยมใช้จารึกจะมี ๒ แบบ คือ อักษรไทน้อย และ อักษรธรรมอีสานมีพระบุบางองค์ที่จารึกทั้งอักษรไทน้อยและอักษรธรรมอีสานผสมกัน โดยในการจารึกจะมีลำดับวิธีในการจารึก โดยเริ่มจาก
“วันเดือนปีที่สร้าง” โดยใช้จุลศักราช ตามด้วยปีนักษัตร ปีนักษัตรที่พบจะใช้แบบล้านนา คือ ใจ้ (ชวด) เป้า (ฉลู) ยี (ขาล) เหม้า (เถาะ) สี (มะโรง) ใส้ (มะเส็ง) สง้า (มะเมีย) เม็ด (มะแม) สัน (วอก) เล้า (ระกา) เส็ด (จอ) ใค้ (กุน)

ร่วมกับการใช้ชื่อศกไทยโบราณ ซึ่งจะช่วยบอกเลขตัวท้ายของจุลศักราชควบคู่กับปีนักษัตร คือ
กาบ หรือ ฉศก คือ ศักราชที่ลงท้ายด้วยเลข ๖
ฮับ,ดับ หรือ สัปตศก คือ ศักราชที่ลงท้ายด้วยเลข ๗
ฮวาย, ระวาย, รวาย หรือ อัฏฐศก คือ ศักราชที่ลงท้ายด้วยเลข ๘
เมิง, เมือง หรือ นพศก คือ ศักราชที่ลงท้ายด้วยเลข ๙
เปิก, เปลิก หรือ สัมฤทธิศก คือ ศักราชที่ลงท้ายด้วยเลข ๐
กัด หรือ เอกศก คือ ศักราชที่ลงท้ายด้วยเลข ๑
กด หรือ โทศก คือ ศักราชที่ที่ลงท้ายด้วยเลข ๒
ฮวง, รวง, ลวง, ร้วง, ฮ้วง หรือ ตรีศก คือ ศักราชที่ลงท้ายด้วยเลข ๓
เต่า, เต้า หรือ จัตวาศก คือ ศักราชที่ลงท้ายด้วยเลข ๔
กา, ก่า หรือ เบญจศก คือ ศักราชที่ลงท้ายด้วยเลข ๕
ยกตัวอย่าง ปีกาบใจ้ คือ ปีชวดฉศก
ต่อไปเป็นเดือน จะใช้แบบไทย คือใช้ตามจันทรคติ เช่นเดียวกับแบบขอมจะนับเป็นเดือนอ้าย เดือนยี่ เดือนหนึ่ง เดือนสอง ทั้ง ๑๒ เดือน ที่เราคุ้นเคยกัน
ส่วนวันจะนับเป็นสัตวาร คือ รอบหนึ่งจะมี ๗ วันที่เราคุ้นเคยกัน เลข ๑ แทนวันอาทิตย์ เลข ๒ แทนวันจันทร์ ไล่ไป
ยกตัวอย่าง ๙๘๗ เดือน ๙ เพ็งวัน ๑…ศรัทธา
๙๘๗ คือ จุลศักราช ๙๘๗ ตรงกับพุทธศักราช ๒๐๙๑ ตรงกับพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช
เดือน ๙ คือ เดือนสิงหาคม
เพ็ง คือ ขึ้น ๑๕ ค่ำ
๑ คือ วันอาทิตย์
คราวนี้ต่อจากวันเดือนปีที่สร้างแล้ว จะเป็น “นามของผู้สร้าง” บางครั้งในจารึกฐานพระไม่ได้ระบุเพียงนามเดียว แต่อาจตามด้วยนามของภรรยาและบุตร กระทั่งข้าทาสบริวารและพระสงฆ์ด้วย นอกจากนี้ผู้สร้างในชนชั้นปกครองมักจะใส่ยศของตนเองลงไปด้วย โดยยศทางล้านช้างไล่จากต่ำไปสูง คือ ท้าว เพีย พระยา เจ้าพระยา และเจ้าพระยาหลวง
สิ่งที่ระบุต่อมาคือ “วัสดุ” ที่ใช้สร้าง เขาจะจารึกระบุไปเลยว่าเป็นพระพุทธรูปเงิน พระพุทธรูปทอง โดยจะใช้คำว่า “พระเจ้าเงิน” หรือ “พระเจ้าคำ”
ลำดับต่อมาคือ “วัตถุประสงค์ในการสร้าง” เช่น อุทิศให้กับผู้ล่วงลับ อุทิศให้กับพระพุทธศาสนา หรือ สร้างขึ้นเพื่อให้ได้ดังคำที่ปรารถนาไว้
และสุดท้ายที่นิยมจารึกไว้ตอนปิดท้ายในพระบุแทบทุกองค์ คือ “นิพพานปัจจโยโหตุ” เพื่อเน้นย้ำให้ผลบุญที่ทำไปส่งให้ผู้สร้างได้ถึงแก่นิรพานในอนาคต
การกำหนดรูปแบบพระพุทธรูปบุเงิน–บุทอง
เริ่มต้นด้วยการจำแนกพระพุทธรูปที่มีจารึกและไม่มีจารึกออกจากกัน
พระพุทธรูปที่มีจารึกจะกำหนดอายุได้จากศักราชที่สร้าง แล้วจึงมาดูว่าคติในการสร้างมีอะไรบ้าง ส่วนมีศักราชให้นำมาจัดรูปแบบของพระพุทธรูป จากนั้นจึงนำไปเปรียบเทียบกับพระพุทธรูปที่ไม่มีจารึกว่าพัฒนาการของลวดลายประมาณนี้อยู่ในช่วงอายุใด
ซึ่งจากการศึกษาสามารถแบ่งอายุของพระพุทธรูปบุเงิน-บุทองออกเป็น ๓ ช่วง
“พระพุทธรูปในช่วงแรก” รูปแบบศิลปะที่ฐานจะค่อนข้างเรียบง่าย เป็นฐานบัวคว่ำบัวหงายธรรมดา มีบ้างที่เป็นบัวถลา ถัดมาในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๒ เริ่มมีความซับซ้อนของศิลปะ โดยเพิ่มความสูงและขยายส่วนฐาน มีการใช้ลวดลายเรขาคณิตอย่างรูปสามเหลี่ยมแทนกลีบบัวที่คุ้นเคย
“ล่วงมาจนศตวรรษที่ ๒๓” พบว่ารูปแบบศิลปะมีความหลากหลายขึ้น ส่วนของฐานสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ลวดลายซับซ้อนหลายชั้น พบว่าที่ส่วนฐานมีทั้งแบบบัวคว่ำบัวหงาย หรือเป็นบัวหงาย ๒ ชั้น หรือเป็นบัวคว่ำ ๒ ชั้น ส่วนลวดลายอื่นๆ ที่แทรกเข้ามาจะเป็นพวกลายบัวประดิษฐ์ และลวดลายคล้ายฮังผึ้งหน้าสิม


พระพุทธรูปบุเงิน-บุทองในภาคอีสานพบว่ามีการส่งต่อทางศิลปะให้แก่กัน ลวดลายบนพระพุทธรูปบางลายพบว่าได้รับอิทธิพลจากต่างประเทศ เช่น “ลายหัวยู่อี่“ เป็นลายที่พัฒนามาจากลายเห็ดหลินจือ เป็นลายมงคลจีนที่สื่อถึงการมีอายุยืนยาว แพร่หลายอยู่ในล้านนาช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ส่งผ่านงานศิลปะแก่กันผ่านการค้าขายและการส่งเครื่องบรรณาการ
นอกจากนี้ลวดลายที่พบบนฐานพระบุเงิน-บุทอง ได้แก่ ลายเครือเถา ลายก้านขด ลายดอกประจำยาม ลายดอกโบตั๋น ลายกระจัง และลายกลีบบัวผสมเกสร
พระบุเงิน-บุทองอีสานล้านช้างไม่เพียงทำให้ได้เห็นการส่งผ่านทางศิลปะระหว่างกรุงศรีอยุธยา ล้านนาและล้านช้างเท่านั้น แต่ยังได้เห็นสภาพเศรษฐกิจและสังคมในยุคสมัยนั้นอีกด้วย



