Thursday, April 2, 2026
ศิลปะ ชื่นชมอดีต บทความแนะนำ

ฝันเปลี่ยว ที่สุดของสุเชาว์กลั่นรวมไว้ในภาพเดียว

‘ฝันเปลี่ยว’ หรือ ‘The Lonely Dream’ พ.ศ. 2528 เทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบ ขนาด 88 x 93 เซนติเมตร

ในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 31 ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคมจนถึงกันยายน พ.ศ. 2528 มีผลงานศิลปะหลากรูปแบบทั้งประเภทจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ ได้รับการคัดเลือกให้แสดง ณ หอศิลป มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ ผลงานที่นำมาเผยแพร่สู่สายตาสาธารณชน ส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในสไตล์นามธรรม หรือที่สากลเรียกกันว่า แอบสแตรกต์ ซึ่งเป็นรูปแบบที่กำลังฮอตฮิตในหมู่ศิลปินวัยรุ่นยุคนั้น แต่ในขณะเดียวกันก็มีบางผลงานที่ดูแปลกตาไปจากชิ้นอื่น  ซึ่งนั่นก็รวมถึงภาพวาดสไตล์สำแดงพลังอารมณ์ หรือเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ ที่สร้างสรรค์โดยศิลปินรุ่นลุงนามว่า สุเชาว์ ศิษย์คเณศ 

ไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้สุเชาว์ได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร ‘ฟ้าเมืองทอง’ ไว้ว่า

‘ผมอายุจะ 60 ปีนี้นะ
ไม่มีเมียไม่มีภาระอะไร
ไม่มีหน้าไหนมาปลดเกษียณได้
แล้วยิ่งตอนนี้ยิ่งอึดใหญ่นะ
ยังทำงาน ยังเขียนอยู่
โอโห…จะบ้าตายอยู่แล้ว
แต่ผมไม่คิดถึงเงินทองเลย
นี่ล่ะ…งานแห่งชาติปีนี้ผมก็จะส่ง
มันต้องลองดู
บางคนเขาว่าผมคิดยังไง
ยอมให้คนรุ่นหลัง
รุ่นลูกมาตัดสิน
แต่ผมไม่คิดนะ
ผมถือว่าผมเป็นศิลปิน
ต้องร่วมแสดงงานศิลปะ
ทำงานศิลปะต่อไป
ต้องทุ่มสุดชีวิต
อาจารย์ศิลป์กล่าวว่า
งานศิลปะต้องเผยแพร่สู่คนอื่น
ต้องมีสนามแสดงงาน’

สุเชาว์ ศิษย์คเณศ (ภาพจากหนังสือสุเชาว์ ศิษย์คเณศ ชีวิตและงาน)

ไม่รู้จู่ ๆ  ไปกินดีหมี หรือหัวใจเสือมาจากไหน เพราะตั้งแต่สุเชาว์ได้รับรางวัลเหรียญเงินจากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 4 เมื่อปี พ.ศ. 2496 นู่น สุเชาว์ก็ว่างเว้นไม่ได้ส่งผลงานเข้าประกวดประขันในมหกรรมศิลปะระดับชาตินี้มาเป็นเวลานานแล้ว ว่ากันว่าสาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะสุเชาว์ไม่พอใจคณะกรรมการตัดสิน แต่ในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 29 ที่จัดขึ้นในปี พ.ศ. 2526 มีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการชุดใหม่สุเชาว์เลยตัดสินใจยอมส่งผลงานเข้าร่วมอีกครั้ง และส่งต่อเนื่องมาจนถึงการแสดงครั้งที่ 31 นี้ที่ผลงานของสุเชาว์ได้รับคัดเลือกให้ร่วมแสดงถึง 2 ชิ้น

ชิ้นแรกเป็นผลงานจิตรกรรมเทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบ ขนาดกว้างยาวประมาณ 60 x 60 เซนติเมตร รูปผู้ชายใส่หมวก ใบหน้ายิ้มแย้มกำลังนั่งเท้าแขนถือแก้วน้ำ ด้านหน้ามีขวดสุราวางอยู่กลางโต๊ะ สุเชาว์ตั้งชื่อภาพวาดในโทนสีแดงนี้ด้วยภาษาไทย และอังกฤษว่า ‘เริงเมรัย’ หรือ ‘The Merry Drinker’

หน้าปกหนังสือ ‘สุเชาว์ ศิษย์คเณศ ชีวิตและงาน’
‘เริงเมรัย’ หรือ ‘The Merry Drinker’

ส่วนผลงานอีกชิ้นที่ถูกคัดเลือกให้แสดงร่วมกันในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติคือผลงานจิตรกรรมเทคสีน้ำมันบนผ้าใบชิ้นใหญ่พิเศษขนาดเกือบ  1 คูณ 1 เมตร ที่ชื่อว่า ‘ฝันเปลี่ยว’ หรือ ‘The Lonely Dream’ ผลงานชิ้นนี้สุเชาว์สร้างสรรค์ไว้ด้วยโทนสีน้ำเงินเข้มให้อารมณ์ตรงกันข้ามกับภาพเริงเมรัยสีแดงเพลิงอย่างสิ้นเชิง ในภาพมีผู้หญิงร่างกายผ่ายผอมนอนหลับตาอ้าปากค้าง มือข้างหนึ่งอยู่ในท่าเหมือนเคยโอบประคองอะไรบางอย่าง ด้านบนของภาพมีแมวกำลังยืนมองดวงจันทร์ที่ปกคลุมด้วยเมฆก้อนใหญ่จนแทบจะบดบังแสงทั้งหมด ด้านซ้ายของภาพมีต้นไม้ไร้ใบ เหลือแต่กิ่งบิดเบี้ยวยืนต้นตาย ใครก็ตามแค่ได้เห็นก็ย่อมรู้สึกถึงความว้าเหว่ โดดเดี่ยว วังเวง

 

‘ฝันเปลี่ยว’ หรือ ‘The Lonely Dream’ พ.ศ. 2528 เทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบ
ผู้สะสม Royal Gallery (ภาพจากหนังสือ สุเชาว์ ศิษย์คเณศ ชีวิตและงาน)


แต่สำหรับผู้ที่รู้จักสุเชาว์ และเรื่องราวของเขา ย่อมจะเข้าใจลึกซึ้งยิ่งกว่า เพราะภาพฝันเปลี่ยว คือ บทสรุปฉากสุดท้ายที่สุเชาว์ปลดเปลื้องออกมาอย่างซื่อสัตย์จากชีวิตจริง 

ณ จังหวัดพระนคร ประเทศไทยราวปีพ.ศ. 2480 สุเชาว์ ศิษย์คเณศ ในวัย 10 ขวบเศษ ซึ่งขณะนั้นยังใช้ชื่อนามสกุลเดิมว่า ซิวเจียง แซ่หยิ่ม กับพี่สาวต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าเมื่อบิดามารดาเดินทางกลับบ้านเกิดในเมืองจีน จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้ เพราะหลังจากนั้นลูกทั้ง 2 ก็ไม่ได้ข่าวคราวจากบุพการีอีกเลย พี่สาวจึงต้องรับภาระเป็นเสาหลัก ทำงานหนักเกินตัวเพื่อดูแลครอบครัวที่เหลือเพียงเธอ และน้องชาย แต่ถึงจะฝ่าฟันทุกวิถีทางก็ยังอัตคัดขัดสน ต้องจูงมือกันอดมื้อกินมื้อเพื่อให้อยู่รอดกันไปแบบตามมีตามเกิดจนเติบใหญ่ บุคคลในภาพฝันเปลี่ยวจึงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพี่สาวบังเกิดเกล้าผู้เป็นที่รักยิ่ง ผู้หญิงเพียงคนเดียวในชีวิตที่คอยอุ้มชูดูแลสุเชาว์มาโดยตลอด แต่ในภาพพี่สาวกลับนอนทอดกายไร้ลมหายใจ ปล่อยมือที่เคยประคองน้องชายไว้ให้ต้องเผชิญชะตาฟ้าดินโดยลำพัง 

ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาสุเชาว์เป็นคนรักแมว และไม่เคยวาดภาพหมา ไม่ใช่เพราะไม่มีฝีมือ หรือเกลียดหมา แต่เพราะมีความรู้สึกไม่พอที่จะวาดได้ ครั้งหนึ่งสุเชาว์ยังเคยร่างภาพแมว พร้อมทั้งคัดลอกกวีนิพนธ์ ‘นิราศแมวคราว’ ของ ชิต บุรทัต มหากวีด้านฉันท์ในสมัยรัชกาลที่ 6 ตอนหนึ่งประกอบภาพไว้ด้วยว่า 

‘แมวคราวดึกร้องหง่าว
แหงวแหงว 
หาคู่มันแทวแทว เที่ยวโอ้
อกเรียมก็เทียมแมว
คราวนั่น แหละแม่ 
เปลี่ยวเปล่านิตโท่ โท้
ทุ่มสะท้อนทรวงถวิล’


‘Drawing’ พ.ศ. 2528 เทคนิคปากกาลูกลื่นบนกระดาษ (ภาพจากหนังสือ สุเชาว์ ศิษย์คเณศ ชีวิตและงาน)

ตลอดชีวิตสุเชาว์อาศัยอยู่อย่างสันโดษปราศจากครอบครัว ภายในห้องเช่าเล็กที่เป็นทั้งสตูดิโอทำงานศิลปะ และที่ซุกหัวนอน แมวคราวไร้คู่ในภาพฝันเปลี่ยวจึงเปรียบเสมือนตัวสุเชาว์เองที่พลัดพรากจากอ้อมกอดของพี่สาว ดึกดื่นมายืนร้องหง่าวด้วยความเปล่าเปลี่ยวภายใต้แสงอันริบหรี่ของดวงจันทร์ มีเพียงต้นไม้ที่ไม่มีชีวิตอยู่เคียงข้าง 

นอกจากเนื้อหาที่ขื่นขม ไร้การเสแสร้ง ภาพฝันเปลี่ยวยังถูกวาดด้วยฝีเกรียงที่นำพาความรู้สึกไปในทางเดียวกัน คู่สีมืด หนัก ไม่ได้ถูกผสมในจานสี แต่ถูกปาดป้ายให้ประสานกันไปแบบสดบนผืนผ้าใบ ทั้งยังมีร่องรอยของเกรียงที่ ทิ่ม แทง ละเลง สับ ขูด กรีด อย่างมีอารมณ์ หากใครได้เห็นผลงานจริงยิ่งสะเทือนใจ

เป็นที่รู้กันว่าสุเชาว์ไม่ได้วาดภาพเพื่อให้แค่ดูสวย แต่เลือกสะท้อนชีวิตอันรันทดหดหู่ของตัวเองออกมาในรูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ด้วยเหตุนี้ผลงานจึงไม่เป็นที่นิยมในยุคที่ลูกค้ายังมองหาแค่ภาพประดับบ้าน เส้นทางชีวิตของสุเชาว์ในฐานะศิลปินเลยไม่เคยสุขสบาย แต่อย่างไรก็ตามความทุกข์ระทมในอดีตก็เทียบไม่ได้กับโศกนาฏกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นกับสุเชาว์อย่างไม่คาดฝันทำให้ภาพเริงเมรัย และภาพฝันเปลี่ยว ซึ่งกำลังแสดงอยู่ในงานศิลปกรรมแห่งชาติ ณ ขณะนั้นกลับกลายเป็นภาพชุดสุดท้ายที่สุเชาว์มีโอกาสได้สร้างสรรค์

หน้าปกสูจิบัตร ‘การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 31’

ดำรง วงศ์อุปราช ได้เล่าถึงเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ในหนังสือ ‘ระลึกถึง สุเชาว์ ศิษย์คเณศ’ ว่า

‘เมื่อทราบว่ามีการเปลี่ยนแปลงกรรมการของการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 31 สุเชาว์ก็มุมานะเขียนภาพเพื่อส่งแสดง อาจจะเป็นเพราะเขาเคยล้มป่วยด้วยความดันโลหิตสูงมาแล้วครั้งหนึ่ง และการที่ทำงานมากจนเกินไป ทำให้เขาล้มป่วยลงอีกครั้ง และครั้งนี้หนักมากจนไม่ได้สติ…ตลอดเวลาเขาพูดจาไม่ได้ แต่เราก็เห็นแววตาของเขาคล้ายกับว่าเขารับรู้และสื่อสารด้วยภาษาตา ทำไมเขาต้องเป็นเช่นนี้เมื่อทั้งชีวิตไม่เคยคิดร้ายใคร มีแต่ให้ผู้อื่นและปรารถนาดีต่อผู้อื่น เขาไม่ได้ทำกรรมในปัจจุบันแต่อาจจะเป็นกรรมในอดีตที่ทำให้ต้องเป็นเช่นนี้ เราไม่ทราบว่าเขาพอใจในชีวิตที่อยู่มาเกือบ 60 ปีนี้หรือไม่ ไม่สามารถที่จะพูดจาโต้ตอบกันได้ และมือก็เขียนหนังสือไม่ได้ เขาทนอยู่ในสภาพที่ไร้ความรู้สึกนานมาก’ 

เมื่อสุเชาว์ล้มป่วยอย่างกะทันหัน และต้องการค่ารักษาพยาบาลอย่างเร่งด่วน เพื่อนฝูงที่รักใคร่จึงร่วมแรงร่วมใจกันระดมทุนโดยการจัดตั้ง ‘กองทุนสุเชาว์ ศิษย์คเณศ’  ขึ้นมา รวมถึงเป็นตัวตั้งตัวตีจัดนิทรรศการ ‘ชีวิตและผลงานของสุเชาว์ ศิษย์คเณศ’ ณ หอศิลป พีระศรี ในเดือนตุลาคม ถึงพฤศจิกายน พ.ศ. 2528 ณ สถานที่แห่งนี้เองได้เกิดภาพประวัติศาสตร์สุดสะเทือนใจภาพหนึ่งซึ่งเป็นที่จดจำในวงการศิลปะสมัยใหม่ของประเทศไทย นั่นคือภาพพยาบาล เพื่อนศิลปิน และนักสะสมศิลปะ ค่อยเข็นเตียงคนไข้พาสุเชาว์ที่นอนนิ่งไม่ไหวติง ให้ได้ชมนิทรรศการผลงานของตนเองที่แขวนเรียงรายไว้ สุเชาว์ไม่สามารถขยับเขยื้อนหรือพูดจาสื่อสารกับใครได้ แสดงความรู้สึกได้เพียงทางแววตาที่มีทั้งทุกข์จากโรคภัยที่สร้างความทรมานอย่างแสนสาหัส และสุขจากน้ำใจที่มิตรสหายรายรอบข้างต่างมอบให้

ใบปลิวประชาสัมพันธ์ ‘การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 31’

ส่วนผลงานชิ้นประวัติศาสตร์ชุดสุดท้ายทั้ง 2 ชิ้น เมื่อเสร็จสิ้นจากการแสดงในงานศิลปกรรมแห่งชาติแล้ว ภาพเริงเมรัยได้ถูกนำมาใช้ประกอบหน้าปกสูจิบัตรนิทรรศการระดมทุนที่หอศิลป พีระศรี เป็นเหตุให้ภาพนี้กลายเป็นภาพจำอันคุ้นตาที่สุด และเป็นที่หมายปองในหมู่ผู้นิยมศิลปะ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีใครคนใดคนหนึ่งถือครองเป็นเจ้าของได้ เพราะตราบถึงปัจจุบันผลงานชิ้นนี้ก็ยังเป็นสมบัติของกองทุนสุเชาว์ ศิษย์คเณศ อยู่ 

ในขณะเดียวกันผลงานฝันเปลี่ยว ซึ่งเป็นภาพวาดชุดท้ายสุด ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และสะท้อนเรื่องราวชีวิตของศิลปินผู้วาดอย่างครบครันตรงไปตรงมาที่สุด ได้ถูกขายเพื่อใช้เป็นค่ารักษาพยาบาล แต่หลังจากนั้นในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2529 สุเชาว์ก็ถึงแก่กรรมลง ปิดตำนานชีวิตอันแสนเศร้าของศิลปินผู้ได้รับฉายาว่า

‘แวนโก๊ะแห่งเมืองไทย’

ไม่รู้ว่าในฝันอันเปล่าเปลี่ยวแมวคราวแหงนหน้าอธิษฐานอะไรไว้กับดวงจันทร์ แต่ถ้าแมวคราวโหยหาอ้อมกอดของพี่สาวอีกครั้ง ทั้งสองก็ได้พบกันแล้วในสัมปรายภพ

รายชื่อศิลปินในสูจิบัตร ‘การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 31’

About the Author

Share:
Tags: SUCHAO SISGANES / ศิลปินไทย / นิตยสารอนุรักษ์ / impasto painting / อนุรักษ์ / ศิลปะ / ตัวแน่น / thaiartist / artist / สุเชาว์ ศิษย์คเณศ /

เรื่องราวอีกมากมายที่คุณจะชอบ