
ในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 31 ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคมจนถึงกันยายน พ.ศ. 2528 มีผลงานศิลปะหลากรูปแบบทั้งประเภทจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ ได้รับการคัดเลือกให้แสดง ณ หอศิลป มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ ผลงานที่นำมาเผยแพร่สู่สายตาสาธารณชน ส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในสไตล์นามธรรม หรือที่สากลเรียกกันว่า แอบสแตรกต์ ซึ่งเป็นรูปแบบที่กำลังฮอตฮิตในหมู่ศิลปินวัยรุ่นยุคนั้น แต่ในขณะเดียวกันก็มีบางผลงานที่ดูแปลกตาไปจากชิ้นอื่น ซึ่งนั่นก็รวมถึงภาพวาดสไตล์สำแดงพลังอารมณ์ หรือเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ ที่สร้างสรรค์โดยศิลปินรุ่นลุงนามว่า สุเชาว์ ศิษย์คเณศ
ไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้สุเชาว์ได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร ‘ฟ้าเมืองทอง’ ไว้ว่า
‘ผมอายุจะ 60 ปีนี้นะ
ไม่มีเมียไม่มีภาระอะไร
ไม่มีหน้าไหนมาปลดเกษียณได้
แล้วยิ่งตอนนี้ยิ่งอึดใหญ่นะ
ยังทำงาน ยังเขียนอยู่
โอโห…จะบ้าตายอยู่แล้ว
แต่ผมไม่คิดถึงเงินทองเลย
นี่ล่ะ…งานแห่งชาติปีนี้ผมก็จะส่ง
มันต้องลองดู
บางคนเขาว่าผมคิดยังไง
ยอมให้คนรุ่นหลัง
รุ่นลูกมาตัดสิน
แต่ผมไม่คิดนะ
ผมถือว่าผมเป็นศิลปิน
ต้องร่วมแสดงงานศิลปะ
ทำงานศิลปะต่อไป
ต้องทุ่มสุดชีวิต
อาจารย์ศิลป์กล่าวว่า
งานศิลปะต้องเผยแพร่สู่คนอื่น
ต้องมีสนามแสดงงาน’

ไม่รู้จู่ ๆ ไปกินดีหมี หรือหัวใจเสือมาจากไหน เพราะตั้งแต่สุเชาว์ได้รับรางวัลเหรียญเงินจากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 4 เมื่อปี พ.ศ. 2496 นู่น สุเชาว์ก็ว่างเว้นไม่ได้ส่งผลงานเข้าประกวดประขันในมหกรรมศิลปะระดับชาตินี้มาเป็นเวลานานแล้ว ว่ากันว่าสาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะสุเชาว์ไม่พอใจคณะกรรมการตัดสิน แต่ในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 29 ที่จัดขึ้นในปี พ.ศ. 2526 มีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการชุดใหม่สุเชาว์เลยตัดสินใจยอมส่งผลงานเข้าร่วมอีกครั้ง และส่งต่อเนื่องมาจนถึงการแสดงครั้งที่ 31 นี้ที่ผลงานของสุเชาว์ได้รับคัดเลือกให้ร่วมแสดงถึง 2 ชิ้น
ชิ้นแรกเป็นผลงานจิตรกรรมเทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบ ขนาดกว้างยาวประมาณ 60 x 60 เซนติเมตร รูปผู้ชายใส่หมวก ใบหน้ายิ้มแย้มกำลังนั่งเท้าแขนถือแก้วน้ำ ด้านหน้ามีขวดสุราวางอยู่กลางโต๊ะ สุเชาว์ตั้งชื่อภาพวาดในโทนสีแดงนี้ด้วยภาษาไทย และอังกฤษว่า ‘เริงเมรัย’ หรือ ‘The Merry Drinker’

‘เริงเมรัย’ หรือ ‘The Merry Drinker’
ส่วนผลงานอีกชิ้นที่ถูกคัดเลือกให้แสดงร่วมกันในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติคือผลงานจิตรกรรมเทคสีน้ำมันบนผ้าใบชิ้นใหญ่พิเศษขนาดเกือบ 1 คูณ 1 เมตร ที่ชื่อว่า ‘ฝันเปลี่ยว’ หรือ ‘The Lonely Dream’ ผลงานชิ้นนี้สุเชาว์สร้างสรรค์ไว้ด้วยโทนสีน้ำเงินเข้มให้อารมณ์ตรงกันข้ามกับภาพเริงเมรัยสีแดงเพลิงอย่างสิ้นเชิง ในภาพมีผู้หญิงร่างกายผ่ายผอมนอนหลับตาอ้าปากค้าง มือข้างหนึ่งอยู่ในท่าเหมือนเคยโอบประคองอะไรบางอย่าง ด้านบนของภาพมีแมวกำลังยืนมองดวงจันทร์ที่ปกคลุมด้วยเมฆก้อนใหญ่จนแทบจะบดบังแสงทั้งหมด ด้านซ้ายของภาพมีต้นไม้ไร้ใบ เหลือแต่กิ่งบิดเบี้ยวยืนต้นตาย ใครก็ตามแค่ได้เห็นก็ย่อมรู้สึกถึงความว้าเหว่ โดดเดี่ยว วังเวง

ผู้สะสม Royal Gallery (ภาพจากหนังสือ สุเชาว์ ศิษย์คเณศ ชีวิตและงาน)
แต่สำหรับผู้ที่รู้จักสุเชาว์ และเรื่องราวของเขา ย่อมจะเข้าใจลึกซึ้งยิ่งกว่า เพราะภาพฝันเปลี่ยว คือ บทสรุปฉากสุดท้ายที่สุเชาว์ปลดเปลื้องออกมาอย่างซื่อสัตย์จากชีวิตจริง
ณ จังหวัดพระนคร ประเทศไทยราวปีพ.ศ. 2480 สุเชาว์ ศิษย์คเณศ ในวัย 10 ขวบเศษ ซึ่งขณะนั้นยังใช้ชื่อนามสกุลเดิมว่า ซิวเจียง แซ่หยิ่ม กับพี่สาวต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าเมื่อบิดามารดาเดินทางกลับบ้านเกิดในเมืองจีน จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้ เพราะหลังจากนั้นลูกทั้ง 2 ก็ไม่ได้ข่าวคราวจากบุพการีอีกเลย พี่สาวจึงต้องรับภาระเป็นเสาหลัก ทำงานหนักเกินตัวเพื่อดูแลครอบครัวที่เหลือเพียงเธอ และน้องชาย แต่ถึงจะฝ่าฟันทุกวิถีทางก็ยังอัตคัดขัดสน ต้องจูงมือกันอดมื้อกินมื้อเพื่อให้อยู่รอดกันไปแบบตามมีตามเกิดจนเติบใหญ่ บุคคลในภาพฝันเปลี่ยวจึงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพี่สาวบังเกิดเกล้าผู้เป็นที่รักยิ่ง ผู้หญิงเพียงคนเดียวในชีวิตที่คอยอุ้มชูดูแลสุเชาว์มาโดยตลอด แต่ในภาพพี่สาวกลับนอนทอดกายไร้ลมหายใจ ปล่อยมือที่เคยประคองน้องชายไว้ให้ต้องเผชิญชะตาฟ้าดินโดยลำพัง
ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาสุเชาว์เป็นคนรักแมว และไม่เคยวาดภาพหมา ไม่ใช่เพราะไม่มีฝีมือ หรือเกลียดหมา แต่เพราะมีความรู้สึกไม่พอที่จะวาดได้ ครั้งหนึ่งสุเชาว์ยังเคยร่างภาพแมว พร้อมทั้งคัดลอกกวีนิพนธ์ ‘นิราศแมวคราว’ ของ ชิต บุรทัต มหากวีด้านฉันท์ในสมัยรัชกาลที่ 6 ตอนหนึ่งประกอบภาพไว้ด้วยว่า
‘แมวคราวดึกร้องหง่าว
แหงวแหงว
หาคู่มันแทวแทว เที่ยวโอ้
อกเรียมก็เทียมแมว
คราวนั่น แหละแม่
เปลี่ยวเปล่านิตโท่ โท้
ทุ่มสะท้อนทรวงถวิล’

ตลอดชีวิตสุเชาว์อาศัยอยู่อย่างสันโดษปราศจากครอบครัว ภายในห้องเช่าเล็กที่เป็นทั้งสตูดิโอทำงานศิลปะ และที่ซุกหัวนอน แมวคราวไร้คู่ในภาพฝันเปลี่ยวจึงเปรียบเสมือนตัวสุเชาว์เองที่พลัดพรากจากอ้อมกอดของพี่สาว ดึกดื่นมายืนร้องหง่าวด้วยความเปล่าเปลี่ยวภายใต้แสงอันริบหรี่ของดวงจันทร์ มีเพียงต้นไม้ที่ไม่มีชีวิตอยู่เคียงข้าง
นอกจากเนื้อหาที่ขื่นขม ไร้การเสแสร้ง ภาพฝันเปลี่ยวยังถูกวาดด้วยฝีเกรียงที่นำพาความรู้สึกไปในทางเดียวกัน คู่สีมืด หนัก ไม่ได้ถูกผสมในจานสี แต่ถูกปาดป้ายให้ประสานกันไปแบบสดบนผืนผ้าใบ ทั้งยังมีร่องรอยของเกรียงที่ ทิ่ม แทง ละเลง สับ ขูด กรีด อย่างมีอารมณ์ หากใครได้เห็นผลงานจริงยิ่งสะเทือนใจ
เป็นที่รู้กันว่าสุเชาว์ไม่ได้วาดภาพเพื่อให้แค่ดูสวย แต่เลือกสะท้อนชีวิตอันรันทดหดหู่ของตัวเองออกมาในรูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ด้วยเหตุนี้ผลงานจึงไม่เป็นที่นิยมในยุคที่ลูกค้ายังมองหาแค่ภาพประดับบ้าน เส้นทางชีวิตของสุเชาว์ในฐานะศิลปินเลยไม่เคยสุขสบาย แต่อย่างไรก็ตามความทุกข์ระทมในอดีตก็เทียบไม่ได้กับโศกนาฏกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นกับสุเชาว์อย่างไม่คาดฝันทำให้ภาพเริงเมรัย และภาพฝันเปลี่ยว ซึ่งกำลังแสดงอยู่ในงานศิลปกรรมแห่งชาติ ณ ขณะนั้นกลับกลายเป็นภาพชุดสุดท้ายที่สุเชาว์มีโอกาสได้สร้างสรรค์

ดำรง วงศ์อุปราช ได้เล่าถึงเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ในหนังสือ ‘ระลึกถึง สุเชาว์ ศิษย์คเณศ’ ว่า
‘เมื่อทราบว่ามีการเปลี่ยนแปลงกรรมการของการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 31 สุเชาว์ก็มุมานะเขียนภาพเพื่อส่งแสดง อาจจะเป็นเพราะเขาเคยล้มป่วยด้วยความดันโลหิตสูงมาแล้วครั้งหนึ่ง และการที่ทำงานมากจนเกินไป ทำให้เขาล้มป่วยลงอีกครั้ง และครั้งนี้หนักมากจนไม่ได้สติ…ตลอดเวลาเขาพูดจาไม่ได้ แต่เราก็เห็นแววตาของเขาคล้ายกับว่าเขารับรู้และสื่อสารด้วยภาษาตา ทำไมเขาต้องเป็นเช่นนี้เมื่อทั้งชีวิตไม่เคยคิดร้ายใคร มีแต่ให้ผู้อื่นและปรารถนาดีต่อผู้อื่น เขาไม่ได้ทำกรรมในปัจจุบันแต่อาจจะเป็นกรรมในอดีตที่ทำให้ต้องเป็นเช่นนี้ เราไม่ทราบว่าเขาพอใจในชีวิตที่อยู่มาเกือบ 60 ปีนี้หรือไม่ ไม่สามารถที่จะพูดจาโต้ตอบกันได้ และมือก็เขียนหนังสือไม่ได้ เขาทนอยู่ในสภาพที่ไร้ความรู้สึกนานมาก’
เมื่อสุเชาว์ล้มป่วยอย่างกะทันหัน และต้องการค่ารักษาพยาบาลอย่างเร่งด่วน เพื่อนฝูงที่รักใคร่จึงร่วมแรงร่วมใจกันระดมทุนโดยการจัดตั้ง ‘กองทุนสุเชาว์ ศิษย์คเณศ’ ขึ้นมา รวมถึงเป็นตัวตั้งตัวตีจัดนิทรรศการ ‘ชีวิตและผลงานของสุเชาว์ ศิษย์คเณศ’ ณ หอศิลป พีระศรี ในเดือนตุลาคม ถึงพฤศจิกายน พ.ศ. 2528 ณ สถานที่แห่งนี้เองได้เกิดภาพประวัติศาสตร์สุดสะเทือนใจภาพหนึ่งซึ่งเป็นที่จดจำในวงการศิลปะสมัยใหม่ของประเทศไทย นั่นคือภาพพยาบาล เพื่อนศิลปิน และนักสะสมศิลปะ ค่อยเข็นเตียงคนไข้พาสุเชาว์ที่นอนนิ่งไม่ไหวติง ให้ได้ชมนิทรรศการผลงานของตนเองที่แขวนเรียงรายไว้ สุเชาว์ไม่สามารถขยับเขยื้อนหรือพูดจาสื่อสารกับใครได้ แสดงความรู้สึกได้เพียงทางแววตาที่มีทั้งทุกข์จากโรคภัยที่สร้างความทรมานอย่างแสนสาหัส และสุขจากน้ำใจที่มิตรสหายรายรอบข้างต่างมอบให้

ส่วนผลงานชิ้นประวัติศาสตร์ชุดสุดท้ายทั้ง 2 ชิ้น เมื่อเสร็จสิ้นจากการแสดงในงานศิลปกรรมแห่งชาติแล้ว ภาพเริงเมรัยได้ถูกนำมาใช้ประกอบหน้าปกสูจิบัตรนิทรรศการระดมทุนที่หอศิลป พีระศรี เป็นเหตุให้ภาพนี้กลายเป็นภาพจำอันคุ้นตาที่สุด และเป็นที่หมายปองในหมู่ผู้นิยมศิลปะ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีใครคนใดคนหนึ่งถือครองเป็นเจ้าของได้ เพราะตราบถึงปัจจุบันผลงานชิ้นนี้ก็ยังเป็นสมบัติของกองทุนสุเชาว์ ศิษย์คเณศ อยู่
ในขณะเดียวกันผลงานฝันเปลี่ยว ซึ่งเป็นภาพวาดชุดท้ายสุด ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และสะท้อนเรื่องราวชีวิตของศิลปินผู้วาดอย่างครบครันตรงไปตรงมาที่สุด ได้ถูกขายเพื่อใช้เป็นค่ารักษาพยาบาล แต่หลังจากนั้นในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2529 สุเชาว์ก็ถึงแก่กรรมลง ปิดตำนานชีวิตอันแสนเศร้าของศิลปินผู้ได้รับฉายาว่า
‘แวนโก๊ะแห่งเมืองไทย’
ไม่รู้ว่าในฝันอันเปล่าเปลี่ยวแมวคราวแหงนหน้าอธิษฐานอะไรไว้กับดวงจันทร์ แต่ถ้าแมวคราวโหยหาอ้อมกอดของพี่สาวอีกครั้ง ทั้งสองก็ได้พบกันแล้วในสัมปรายภพ

ศิลปิน: สุเชาว์ ศิษย์คเณศ SUCHAO SISGANES (1926 - 1986)
เรื่อง/ ภาพ : ตัวแน่น
- อ่านบทความอื่น ๆ ของสุเชาว์ ศิษย์คเณศ
- https://anurakmag.com/featured-posts/suchao-sisganes-dream-of-the-homeless/
- https://anurakmag.com/art-and-culture/art/suchao-sisganes-and-peera/
- https://anurakmag.com/art-and-culture/art/suchao-sitkanet/



