Friday, March 13, 2026
ศิลปะ ชื่นชมอดีต บทความแนะนำ

ท่านกูฏผู้เนรมิตทิพย์นิยายในร้านขายไก่ย่าง

‘ทิพย์นิยายอ่าวสยาม‘ พ.ศ. 2505-2508 เทคนิค สีฝุ่นบนผนังปูน
ขนาด 155 x 556 เซนติเมตร

ในบรรดา ‘ท่าน ๆ’
ผู้เป็นศิลปินคนสำคัญ
ที่ถูกบันทึกไว้ในหน้า
ประวัติศาสตร์ศิลปะไทย ทั้ง
ท่านอังคาร หรือ อังคาร กัลยาณพงษ์
ท่านยูร หรือ ประยูร อุลุชาฎะ
และ ท่านกูฏ หรือ ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ
ดูเหมือนว่าผลงานของท่านกูฏ
จะมีจำนวนน้อย และหาดูยากที่สุด

ด้วยเหตุผลที่ท่านกูฏอายุขัยไม่ยืนยาวเหมือนท่านอื่น ๆ ในช่วงชีวิตมุ่งเนรมิตผลงานสุดอลังการขนาดมโหฬารที่แต่ละชิ้นใช้เวลาสร้างสรรค์นานมาก อีกทั้งยังหมั่นเผาทำลายภาพสเก็ตช์ผลงานของตนเองอยู่เสมอเพราะเชื่อเสมอว่าศิลปะอยู่ในมันสมอง และสองมือ หากยึดติดอยู่กับสิ่งเดิม ๆ เส้นสายลวดลายจะไม่พัฒนา 

พื้นเพของ ท่านกูฏ หรือ ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ เป็นลูกหลานตระกูลผู้สร้างเมืองอุบลที่สืบทอดต่อๆกันมากว่า 200 ปี บิดามีความสามารถด้านช่างเงิน ช่างทอง ในขณะที่มารดามีความชำนาญด้านการทอผ้าไหมมัดหมี่ ด้วยดีเอ็นเอด้านศิลปะอันแรงกล้า เมื่อท่านกูฏเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากอุบลราชธานี ก็ตัดสินใจเดินทางเข้าพระนครเพื่อเรียนต่อที่โรงเรียนเพาะช่าง ก่อนจะย้ายไปเรียนที่ คณะจิตรกรรมประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากรเมื่อราวปี พ.ศ. 2486 นับเป็นรุ่นแรก ๆ สมัยก่อตั้งมหาวิทยาลัย

ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ (ภาพจากหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ)

และสาเหตุที่ใคร ๆ เรียกไพบูลย์ว่า ‘ท่านกูฏ’ ไม่ใช่เพราะเป็นลูกท่านหลานเธอที่ไหนแต่เป็นเพราะวีรกรรมที่มหาวิทยาลัยศิลปากรนี่แหละ เมื่อยอดฝีมือแห่งยุทธภพอย่างไพบูลย์ อังคาร และประยูร โคจรมาพบสนิทสนมกัน ต่างคนต่างหัวขบถ เป็นตัวของตัวเองจัดไม่ยอมทำตามคำสอนแบบอะคาเดมิคของมหาวิทยาลัย มุ่งจะแหวกแนวไปทางศิลปะสมัยใหม่อย่างอิมเพรสชั่นนิสม์ คิวบิสม์ เซอร์เรียลลิสม์ เอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์ พอส่งการบ้านไม่ตรงโจทย์ที่อาจารย์ให้ ผลการเรียนเลยต่ำเตี้ยเรี่ยดิน จากคะแนนเต็ม 100 เหล่าท่านๆล้วนได้อย่างเก่งไม่เกิน 15 โดนให้ซ้ำชั้นแล้วซ้ำชั้นอีกแต่ก็ยังยืนหยัดผลิตแต่ผลงานในแบบของตนเอง ยึดหลักการดำเนินชีวิตอย่าง วินเซนต์ แวนโก๊ะ หรือ ‘แวนก๊อก’ ศิลปินชาวดัตช์ชื่อดัง ที่ทรนงสร้างสรรค์แต่ผลงานในแนวโพสต์อิมเพรสชั่นนิสม์อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่โลกยังไม่ยอมรับ ต่อให้ถูกก่นด่า หรืออดอยากลำบากยากเข็ญแค่ไหนก็ไม่ไขว้เขวไปจากแนวทางที่เลือกแล้ว ครั้นรุ่นน้องในมหาวิทยาลัยศิลปากรเห็นถึงความเด็ดเดี่ยวจึงพากันเรียกไอดอลรุ่นพี่กลุ่มนี้ว่า ‘รุ่นก๊อก’ และใช้คำสรรพนามนำหน้าว่า ‘ท่าน’ เพราะขนาดอาจารย์ยังสั่งไม่ได้ 

จนในที่สุดแล้วศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี ผู้ควบคุมหลักสูตรการสอนก็ต้องยอมใจเหล่าท่าน ๆ เพราะเล็งเห็นทะลุปรุโปร่งในฝีไม้ลายมือ ผนวกกับความตั้งใจอันแรงกล้า อนุญาตให้สร้างสรรค์งานในแบบอิสระได้ ทั้งยังให้คะแนน 100 + 10 เต็ม ๆ ล้น ๆ ตามความสามารถที่แท้จริง 

รายละเอียด ‘ทิพย์นิยายอ่าวสยาม’

ครั้นเมื่อท่านกูฏต้องเลือกวิชาหลักเพื่อเรียนต่อชั้นปีที่ 4 ในมหาวิทยาลัยศิลปากร ท่านกูฏตัดสินใจเลือกวิชาประติมากรรมเพราะอยากจะจบปริญญาไปเป็นประติมากรผู้ยิ่งใหญ่เฉกเช่นศาสตราจารย์ศิลป์ แต่เมื่อศาสตราจารย์ศิลปได้ชมผลงานภาพชาดกเรื่องช้างพญาฉัททันต์ผู้เสียงาฝีมือท่านกูฏในวิชาคอมโพซิชั่นแล้วเกิดเห็นแวว ศาสตราจารย์ศิลปจึงเรียกท่านกูฏมาพบแล้วโน้มน้าวให้หันไปบุกเบิกสร้างสรรค์ผลงานขนาดใหญ่ หรือ อภิศิลป ในด้านจิตรกรรมฝาผนังแทน โดยให้เหตุผลว่าผลงานศิลปะในรูปแบบนี้เหมือนจะตายไปจากเมืองไทยหมดแล้ว ทั้ง ๆ ที่จิตรกรไทยมีความสามารถในการวาดภาพฝาผนังมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดดเด่นมีเอกลักษณ์ทั้งด้านฝีมือ และแนวคิด ในวัดวาอารามทั่วประเทศมีภาพพุทธประวัติ เรื่องราวจากชาดก วรรณคดี วาดประดับประดาไว้รวม ๆ พื้นที่แล้วมีมากกว่าภาพจิตรกรรมในโบสถ์ที่โรม หรือปารีสหลายร้อยเท่า แต่น่าเศร้าที่ชาวโลกส่วนใหญ่กลับไม่รู้ 

ทั้งศาสตราจารย์ศิลปยังฝากฝังอีกว่า

 ‘ไพบูลย์ ต้องแข็งแรงและเสียสละ
เป็นความหวังที่มีต่อศิลปเมืองไทย
ฉันรักคนไทย ฉันรักเมืองไทยมาก
ฉันอายุมากไปแล้ว
เหมาะสำหรับความหวังที่มีต่อเธอ
และอนาคตของศิลปกรรมที่รุ่งเรืองของชาติไทย’ 

รายละเอียด ‘ทิพย์นิยายอ่าวสยาม’

ด้วยเหตุนี้เองท่านกูฏจึงมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะต่อลมหายใจศิลปะด้านจิตรกรรมฝาผนังให้กลับมารุ่งเรืองอยู่คู่บ้านคู่เมืองของเราสืบต่อไป แต่การมุ่งแต่จะลอกรูปจากบรรพบุรุษ ใช้แนวคิดแบบเก่า ๆ สร้างสรรค์ผลงานแต่ในพื้นที่จำกัดเดิม ๆ นั้นอาจจะไม่ส่งผลดีเท่าไหร่เพราะไม่เกิดวิวัฒนาการ 

เพื่อให้เข้ายุคเข้าสมัย ท่านกูฏได้ศึกษาพัฒนาผลงานจิตรกรรมฝาผนังให้มีลวดลาย คู่สี แตกต่างจากเดิม เพิ่มความโดดเด่น ในขณะที่ยังคงเส้นสายละเมียดละไม และมิติแบนระนาบอันเป็นเอกลักษณ์ของจิตรกรรมฝาผนังไทยเอาไว้ ส่วนเนื้อหาของภาพก็ไม่ได้ยึดติดกับเรื่องราวทางศาสนาหรือเรื่องเล่าปรำปราเพื่อให้เข้ากับบริบทของสถานที่ใหม่ ๆ ที่ท่านกูฏนำพาผลงานออกไปพบปะผู้คน ด้วยการปฏิวัติของท่านกูฏจิตรกรรมฝาผนังของไทยจึงไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงบนกำแพงวัด สถานที่ในสังคมยุคใหม่ก็สามารถประดับประดาด้วยจิตรกรรมฝาผนังอย่างไทยได้อย่างลงตัวโดยไม่ดูแปลกแยก ดังตัวอย่างผลงานที่ท่านกูฏฝากฝีมือไว้ใน พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ เมืองโบราณ โรงแรมมณเฑียร โรงแรมดุสิตธานี และโรงแรมบางกอกเพนนินซูล่า ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นโรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ 

และแรกเริ่มเดิมทีก่อนที่ท่านกูฏจะเป็นที่ไว้วางใจให้ลงมือสร้างสรรค์ผลงานอันทรงคุณค่าในสถานที่สำคัญเหล่านี้ มีน้อยคนนักที่รู้ว่ายังมีผลงานจิตรกรรมฝาผนังในตำนานอีกชิ้นหนึ่งซึ่งเป็นดั่งต้นธารของรูปแบบ และแนวคิดในสไตล์ของท่านกูฏ ถูกวาดไว้อย่างวิจิตรบรรจงประดับอยู่ในสถานที่ที่ใคร ๆ ก็คงนึกไม่ถึงว่าจะได้พบเจอ

นั่นก็คือ
บนกำแพงในร้านขายไก่ย่าง

‘ทิพย์นิยายอ่าวสยาม’ ขณะยังอยู่ในร้านศรีวิวัฒน์ไก่ย่าง

ที่มาที่ไปมีอยู่ว่าญาติจากอุบลของท่านกูฏเป็นเจ้าของร้านศรีวิวัฒน์ไก่ย่างที่เปิดให้บริการอยู่ใกล้เวทีมวยราชดำเนิน เมื่อราว 70 ปีที่แล้ว ท่านกูฏในฐานะศิลปินจบใหม่ ยังไม่ได้มีชื่อเสียงอะไร ชีวิตลำบากลุ่ม ๆ ดอน ๆ จึงมักมาฝากท้องที่ร้านไก่ย่างแห่งนี้เพราะเจ้าของร้านเมตตาให้ทานฟรี แถมใจดีห่อใส่ถุงให้ท่านกูฏหิ้วกลับบ้านไปฝากภรรยา และลูก ๆ ที่กำลังอด ๆ อยาก ๆ อยู่เสมอ

เพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจให้กับเจ้าของร้าน ในปี พ.ศ. 2505 ท่านกูฏจึงเริ่มบรรจงวาดจิตรกรรมฝาผนังลงบนกำแพงร้านศรีวิวัฒน์ไก่ย่าง ใช้เวลานานราว 3 ปีจึงแล้วเสร็จเกิดเป็นผลงานซึ่งภายหลังภาพตะวัน สุวรรณกูฏ บุตรสาวของท่านกูฏได้ตั้งชื่อไว้ให้อย่างเพราะพริ้งว่า ‘ทิพย์นิยายอ่าวสยาม’ 

รากฐานของผลงานชิ้นนี้มีธาตุทั้ง 4 อันประกอบไปด้วยดิน น้ำ ลม ไฟ ผนวกรวมเป็นฉากหลัง สื่อผ่านภาพผืนดิน ทะเล เกลียวคลื่น และเปลวเพลิง เพื่อให้รู้สึกเย็น ดูสบาย ไม่อึดอัด ท่านกูฏจึงจัดสรรให้มีพื้นที่น้ำปะทะลมกินบริเวณกว้าง และในขณะเดียวกันก็แฝงไว้ด้วยความวิจิตรหรูหรา โดยเลือกใช้โทนสีน้ำเงินเข้มสดแบบอุลตรามารีน ซึ่งเป็นสีที่มีค่าที่สุดในสมัยโบราณเพราะต้องผลิตจากการนำหินอัญมณีหายากที่ชื่อว่า ลาพิส ลาซูลี่ มาบดผสม ส่วนบริเวณที่เป็นพื้นดินท่านกูฏระบายด้วยสีทองชนิดพิเศษผสมทองคำเปลว ซึ่งให้ความเงางาม สะท้อนแสงสีเหลืองสุกอร่าม สว่างไสวเสมือนถูกปิดทองจริง ๆ ไว้ทั่วทั้งภาพ 

รายละเอียด ‘ทิพย์นิยายอ่าวสยาม’

จิตรกรรมฝาผนังทิพย์นิยายอ่าวสยามไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อบูชาศาสนา แต่เป็นการเชิดชูแผ่นดินไทยให้เปรียบดั่งแผ่นดินทองอันอุดมสมบูรณ์ รักใคร่ปรองดอง ผู้คนในภาพยิ้มแย้มแจ่มใส และล้วนมีอิริยาบถที่อ่อนช้อยเหมือนนาฏศิลป์แบบไทย ท่านกูฏวาดชายหญิงที่กำลังรำฟ้อน ตีกลองยาว เป่าแคน แห่ตุง หกคะเมนตีลังกา เล่นขี่ม้าส่งเมือง ยิงลูกหิน พายเรือ หาบของ ปลูกผัก ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นกิจกรรมธรรมดาในชีวิตประจำวันของชาวบ้าน นอกจากมนุษย์ในภาพยังวัว ม้า นก เต่า ปลา รวมถึงสัตว์หิมพานต์อย่าง นายเงือก นางเงือก และ สินธพนที ที่มีหัวเป็นม้าตัวเป็นปลา ทุกชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขท่ามกลางบรรยากาศบ้านเรือน เรือกสวนไร่นา ป่าเขา ท้องทะเล ภายใต้ท้องฟ้าที่ระยิบระยับด้วยหมู่ดาว 

ด้วยภาพทิพย์นิยายอ่าวสยามขนาดใหญ่โตเต็มกำแพง ร้านศรีวิวัฒน์ไก่ย่างน่าจะนับได้ว่าเป็นร้านขายไก่ย่างที่สวยสะพรั่งที่สุดในโลก ให้บริการทั้งอาหารปากอันโอชา และอาหารตาอันจรรโลงใจแก่ชาวไทยและชาวต่างชาติผู้แวะเวียนมาใช้บริการที่ร้านเป็นระยะเวลายาวนาน ผ่านห้วงเวลาที่ท่านกูฏกลายเป็นศิลปินระดับประเทศ แต่อนิจจาในช่วงชีวิตที่กำลังโด่งดังที่สุดท่านกูฏกลับถึงแก่กรรมไปในปีพ.ศ. 2525

รายละเอียด ‘ทิพย์นิยายอ่าวสยาม’

และราวพ.ศ. 2550 ร้านศรีวิวัฒน์ไก่ย่างก็ถึงคราวต้องปิดตัวลง พื้นที่อาคารต้องถูกทุบทำลายเพื่อปรับปรุงใหม่ ภาพทิพย์นิยายอ่าวสยามที่ถูกวาดลงไปบนกำแพงปูนยากต่อการขยับเขยื้อนก็เกือบจะต้องมลายหายไปด้วยพร้อม ๆ กัน แต่ด้วยความพยายามของเหล่าทายาทท่านกูฏที่ต้องการจะปกปักรักษาผลงานจิตรกรรมชิ้นนี้ไว้ให้คงอยู่ต่อไป จึงติดต่อไปที่หน่วยงานราชการต่าง ๆ เพื่อขอการสนับสนุนในการเคลื่อนย้าย โดยทางทายาทถึงกับยินดีจะมอบผลงานทิพย์นิยายอ่าวสยามให้หน่วยงานใด ๆ ก็ตามที่ยินดีช่วยเหลือ แต่กลับถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลด้านงบประมาณ 

เมื่อราชการเห็นว่าค่าแรงช่างมีราคามากกว่าคุณค่าของผลงานชิ้นประวัติศาสตร์ ลูกหลานท่านกูฏจึงหมดหนทางเลือกต้องดำเนินการสกัดภาพออกจากกำแพงปูนกันเอาเอง ถึงจะแตกหักเสียหายไปบ้างแต่ก็ยังดีกว่าโดนทุบทิ้งเป็นเศษขยะ ก่อนจะขนมาเก็บไว้ที่โกดังใกล้ ๆ กับวัดเทพพล ย่านตลิ่งชัน ไม่มีใครได้เห็นผลงานชิ้นนี้อีกเกือบ 2 ทศวรรษ 

และแล้วในปีพ.ศ. 2568 ผลงานทิพย์นิยายอ่าวสยามก็ถูกเคลื่อนย้ายอีกครั้งด้วยการสนับสนุนโดยสถาบันเอกชนอย่าง ท่าพิพิธภัณฑ์ ไปยังสำนักงานขององค์กรอนุรักษ์ไร้พรมแดน หรือ Restaurateurs Sans Frontières ที่ก่อตั้งโดย โรแบร์ต บูแกรง ดูบูร์ก (Robert Bougrain Dubourg) ผู้อยู่เบื้องหลังการซ่อมแซมและอนุรักษ์งานศิลปะสำคัญในประเทศไทย เช่น ภาพวาดฝีพระหัตถ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 และจิตรกรรมฝาผนังในพระที่นั่งต่าง ๆ ณ ที่นี้ผลทิพย์นิยายอ่าวสยามถูกอนุรักษ์โดยผู้เชี่ยวชาญอยู่หลายเดือนจนในที่สุดก็กลับมาสวยงามสมบูรณ์อีกครั้ง 

และเป็นที่น่าปลื้มปิติเป็นอย่างยิ่งที่งบสนับสนุนจากเอกชนดังกล่าวยังถูกนำไปร่วมใช้สร้างสรรค์จิตรกรรมฝาผนังที่ท่านกูฏได้วาดค้างคาไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2509 ในพระอุโบสถวัดเทพพลเพื่อเป็นพุทธบูชาจนแล้วเสร็จเช่นกัน ไม่มีเวลาไหนจะประจวบเหมาะไปกว่านี้แล้ว เพราะปีพ.ศ. 2568 นี้ตรงกับวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีชาตกาลของท่านกูฏพอดิบพอดี ราวกับว่ามีท่าน ๆ ช่วยกันบันดาลมาจากสรวงสวรรค์ให้ทุกสิ่งสำเร็จได้ในบัดดล

About the Author

Share:
Tags: ศิลปิน / thaiartist / ศิลป พีระศรี / ท่านกูฏ / ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ / นิตยสารอนุรักษ์ / ทิพย์นิยายอ่าวสยาม / อนุรักษ์ / จิตรกรรมฝาผนัง / ศิลปะ /

เรื่องราวอีกมากมายที่คุณจะชอบ