“อำเภอเหล่าเสือโก้ก”

ภาพธรรมาสน์ทรงเก๋งวัดธรรมละ
พื้นที่ตรงนี้เดิมชื่อ “เหล่านาดี” (เหล่า หมายถึง ไร่ร้าง) เป็นพื้นที่ที่อุดมด้วยพืชพรรณ และสัตว์ป่า เช้ามืดวันหนึ่งชาวบ้านเดินไปเจอเสือ แล้วเสือร้อง “โก้ก” (โฮก) ต่างคนต่างตกใจ วิ่งหนีกันคนละทิศละทาง แต่นับเป็นนิมิตหมายที่ดี ชาวบ้านจึงได้เปลี่ยนชื่อหมู่บ้านเสียใหม่ว่า “เหล่าเสือโก้ก”
ที่ วัดธรรมละ วัดบ้านแห่งนี้มีสถาปัตยกรรมที่น่าตื่นตา คือ หอแจก (ศาลาการเปรียญ) ฝีมือช่างญวน
หากถามว่า “ช่างญวน” คือใคร คงต้องเล่าย้อนไปในสมัยที่ประเทศฝรั่งเศสเข้ามาล่าอาณานิคมในแถบอินโดจีน ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึง รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พุทธศักราช ๒๓๙๔ – ๒๔๕๓)
ในครั้งนั้นเริ่มมีชาวเวียดนามอพยพข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาอาศัยอยู่ในแถบจังหวัดนครพนม สกลนคร อุบลราชธานี หนองคาย และศรีสะเกษ แต่ช่วงที่ชาวเวียดนามลี้ภัยเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารมากที่สุดเห็นจะเป็นช่วงพุทธศักราช ๒๔๘๘ – ๒๔๘๙ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความขัดแย้งกันในเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างรุนแรงทั้งจากภายในและนอกประเทศ
เมื่อเข้าสู่สยามแล้วจึงดำรงอาชีพตามความถนัด คือ “งานช่าง” ช่างเวียดนามหรือ ช่างญวน ช่างแกวก็เรียกในบางครั้ง มีความถนัดในเรื่องงานปูนมาก และมีเอกลักษณ์ทางงานช่างที่แตกต่างจากช่างฝีมือท้องถิ่นโดยนำเอาจุดเด่นในแต่ละด้านที่ได้เรียนรู้จากเจ้าอาณานิคมมาประยุคใช้ได้อย่างสวยงามลงตัว เช่น ลวดลายคติความเชื่อในเรื่องมงคลจีน ที่ได้รับมาจากประเทศจีน และโครงสร้างอาคารที่ได้มาจากประเทศฝรั่งเศส เป็นต้น

สิมวัดบ้านเซเป็ด หรือวัดอันตรมัคคาราม สิมหลังเล็กที่ความผสมผสานระหว่างความเป็นพื้นถิ่นอีสาน ทักษะการก่อสร้างแบบฝรั่งเศส และลวดลายปูนปั้นอย่างคติมงคลจีน

น้องๆ ทวารบาลประจำสิมวัดบ้านเซเป็ด
หอแจก (ศาลาการเปรียญ) ว่าดูตื่นตาแล้ว สิ่งที่อยู่ภายในกลับน่าตื่นใจเสียยิ่งกว่า เป็นหอธรรมาสน์ทรงเก๋ง ฝีมือการสร้างสรรค์ของช่างญวนนาม “องนา เวียงสมศรี”
หอธรรมาสน์หลังนี้ใช้เส้นสายลายครามวาดลวดลายมงคลจีน เป็นต้นว่า “มังกร” เป็นสัตว์ในจินตนาการ เกิดจากการนำสัตว์ ๕ ชนิด มารวมกัน มีความหมายถึง คุณธรรม พลัง อำนาจ ความยิ่งใหญ่ เป็นตัวแทนเพศชาย

ภาพน้องๆ ทวารบาลประจำสิมวัดบ้านเซเป็ด
“หงส์” หมายถึงความดี ๕ ประการ คือ คุณธรรมยุติธรรม ศีลธรรม มนุษยธรรม และสัจธรรม เป็นตัวแทนเพศหญิง
“ดอกบัว” เป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์และพลังสร้างสรรค์
ความงามที่ดูแปลกตาทำให้ผลงานสร้างสรรค์ของช่างญวนผู้นี้ได้รับยกย่องให้เป็น “สกุลช่างองนา” ทีเดียว
มุ่งสู่ “อำเภอตระการพืชผล”
ใครที่หลงรักความน่าเอ็นดูของน้องๆ หิมพานต์มาร์ชเมลโล อย่าพลาดมาชมน้องๆ ทวารบาลของ วัดอันตรมัคคาราม หรือ วัดบ้านเซเป็ด ที่ใครๆ เห็นเป็นต้องกรี๊ดให้ความน่ารักของเจ้าสิงโตผูกโบเขียว หรือ น้องสีโห (คชสีห์) ตาแป๋ว เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเหล่านี้เป็นสัตว์หิมพานต์ที่มีพละกำลังสูงที่สุดในป่าหิมพานต์จึงถูกคัดเลือกให้มาเป็นทวารบาลรักษาความปลอดภัยจากสิ่งชั่วร้าย แต่เห็นหน้าตาบ้องแบ๊วน่าเอ็นดูแบบนี้จึงไม่แน่ใจเลยว่าเหล่าภูติผีจะยำเกรง
ในพื้นที่อำเภอตระการพืชผลยังมีอีกวัดหนึ่งที่จะพลาดไม่ได้ หากใครยังไม่เคยเห็นนกอินทรีกินช้างให้ไปดูได้ที่ วัดราษฎร์ประดิษฐ์ หรือ วัดบ้านกระเดียน สิม (โบสถ์) ของวัดบ้านกระเดียนเรียกว่าเป็นสิม ๓ สัญชาติก็ว่าได้ คือ เป็นสิมขนาดเล็กอย่างท้องถิ่นอีสาน ส่วนลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นเทคโนโลยีที่ช่างญวนได้รับการถ่ายทอดมาจากประเทศฝรั่งเศส คือ เจาะช่องระเบียงรูปไข่ และการสร้างกรอบโค้งเหนือประตูหน้าต่าง ซึ่งในยุคสมัยนั้นช่างท้องถิ่นยังไม่มีทักษะที่จะทำได้ ถ้าเมืองบางกอกงดงามดุจเทพสร้างด้วยฝีมือช่างอิตาลี ทางอีสานหากอยากจะศิวิไลซ์กับเขาบ้างก็ต้องอาศัยฝีมือช่างญวนผู้ซึมซับเทคโนโลยีจากฝรั่งเศสนี่เอง

ภาพสิมวัดบ้านกระเดียน หรือ วัดราษฎร์ประดิษฐ์ สังเกตกรอบโค้งเหนือประตูเป็นเทคโนโลยีที่ช่างพื้นบ้านในยุคสมัยนั้นยังทำไม่ได้ ต้องจ้างช่างญวนที่ได้ฝึกทักษะมาจากการเป็นแรงงานให้กับประเทศฝรั่งเศส ที่หน้าบันเป็นปูนปั้นนูนต่ำรูปมังกรคายน้ำอย่างอิทธิพลจีนอีกหนึ่งอดีตเจ้าอาณานิคม
และสุดท้ายต้องมองสูงขึ้นไปยังหน้าบัน จะเห็นปฏิมากรรมนูนต่ำเป็นรูปมังกรโชว์หน้า ดวงตาโปน คายสัตว์น้ำต่างๆ ออกมา แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ตามคติจีน
ส่วนนกอินทรีกินช้างที่ชวนให้มาดูกันเป็นฮูปแต้มที่หน้าบันส่วนหลัง เมื่อพิจารณาดูลักษณะของเจ้านกที่มีทั้งงวงทั้งงาท่าทางดุร้าย และขนาดตัวอันมโหฬารเมื่อเทียบกับช้าง ที่แท้เจ้านกยักษ์นี่คือ “นกหัสดีลิงค์” ซึ่งตามตำนานนกหัสดีลิงค์ตัวเมียจะหน้าเหมือนนกอินทรี ส่วนนกตัวผู้จึงจะมีงวงและงาแบบช้าง เพื่อให้ง่ายต่อการออกเสียงชาวบ้านท้องถิ่นจึงเรียกรวมๆ ว่า “นกอินทรี”

ธรรมมาสน์ทรงหอ วัดบ้านกระเดียน ผสมผสานทั้งงานช่างพื้นบ้านและงานของช่างญวน

ตู้พระธรรมลงรักปิดทองอย่างเทคนิคภาคกลางแต่เขียนเรื่องราวนิทานที่นิยมในท้องถิ่นสังสินไซ
น่าเสียดายที่สิมหลังนี้ยังคงใช้ประกอบสังฆกรรมอยู่ ผู้หญิงจริงไม่สามารถขึ้นไปด้านบนได้ แต่หอแจกด้านข้างยังเปิดให้เข้าไปชม ภายในมีหอธรรมาสน์ที่เป็นลูกผสมอีสาน-ญวน ดูแปลกตา ตู้พระธรรมลายรดน้ำวาดอย่างอิทธิพลภาคกลาง แต่เมื่อชะโงกไปดูหลังตู้จะพบว่าซ่อนนิทานพื้นบ้านตอนสังสินไซ (สังข์ศิลป์ชัย) รบกับพระยาทอน (วิทยาธร) เพื่อแย่งนารีผล
ที่แปลกตาและน่าเอ็นดูอย่างที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน คือ เครื่องแขวนบูชาในงานบุญผะเหวดที่ชาวบ้านกระเดียนนำไม้เนื้ออ่อนมาประกอบให้เป็นเครื่องบินรบหลากหลายรุ่นที่ชาวบ้านรุ่นใหญ่คุ้นตาทั้งจากสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ และ เครื่องบินรบของทหารอากาศอเมริกันที่เข้ามาร่วมปฏิบัติการรบในสงครามเวียดนามช่วงพุทธศักราช ๒๕๑๐-๒๕๑๓ เป็นความยูนีคอย่างสร้างสรรค์
ด้านข้างสิมยังมีกุฏิไม้อยู่หมู่หนึ่ง ทาด้วยสีน้ำเงินเข้มอย่างที่เรียกว่า “เข้มขาบ” ก่อนจะตัดเส้นด้วยสีเหลือง จึงเรียกว่า “กุฏิลาย” เป็นที่พักสงฆ์ที่มีความโดดเด่นที่สุดหลังหนึ่งของอีสานที่ยังเหลืออยู่ ชาวบ้านรุ่นคุณปู่คุณย่าเล่าว่าที่ศาสนสถานทั้ง ๓ หลังนี้รอดจากภัยสงครามมาได้เพราะว่าชาวบ้านช่วยกันเอากิ่งไม้และฟางมาพรางสายตาจากเครื่องบินทิ้งระเบิด

กุฏิลาย ปัจจุบันค่อนข้างทรุดโทรม


