อมรอำนาจ
เดิมจังหวัดอำนาจเจริญเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี ต่อมาได้รับพระราชบัญญัติจัดตั้งเป็นจังหวัดเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๖ การเดินทางระหว่าง ๒ จังหวัดจึงมีความต่อเนื่องไม่ไกลกัน กอรปกับเข้าสู่ฤดูฝนอากาศจึงเย็นสบาย ท้องนาสองข้างทางเมล็ดพันธุ์ข้าวที่หว่านไว้เริ่มปริตา มองออกไปนอกหน้าต่างรถเห็นใบเลี้ยงสีเขียวเล็กๆ ดูชุ่มชื่นใจ
เริ่มต้นที่ “อำเภอพนา” สถานที่แรกที่จะพลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง คือ วัดพระเหลาเทพนิมิต สิมของวัดจัดเป็นพุทธศิลป์สกุลช่างหลวงล้านช้าง สร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๒๖๓

สิมวัดพระเหลาเทพนิมิตร สร้างอย่างศิลปะช่างหลวงเวียงจันทน์ เสียดายถูกสีทองบดบังจึงมองเห็นลวดลายได้ไม่ชัดเจนนัก
สิมทั่วไปที่พบมักจะเป็นสิมพื้นบ้านมีขนาดเล็กเพียงพอให้พระสงฆ์ปฏิบัติสังฆกรรมในจำนวนขั้นต่ำ ๔ รูป แต่สำหรับวัดพระเหลาเทพนิมิตเป็นสิมหลังใหญ่สมศักดิ์ศรีช่างหลวงมาสร้างทีเดียว
บริเวณหน้าบันประดับลายเครือเถา ตรงกลางเป็นรูปราหูอมจันทร์ เป็นคติที่เปรียบว่า “กาลเวลาเป็นผู้กลืนกินทุกอย่างแม้กระทั่งตัวเอง” นอกจากนี้ระหว่างเครือเถาพรรณพฤกษายังมีรูปเทพพนมและหุนละมาน (หนุมาน) ตัวละครจากเรื่องพระลักพระลาม (รามเกียรติ์) ซึ่งเป็นวรรณคดีที่นิยมนำมาแสดงละครโขนในราชสำนักล้านช้าง
ภายในสิมประดิษฐานพระเหลาเทพนิมิต พระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงามจนได้รับการขนานนามว่าเป็น “พระพุทธชินราชแห่งอีสาน) เมื่อก้มกราบแล้วมองไปที่องค์พระจะรู้สึกเหมือนกับว่าท่านประทับนั่งยิ้มแย้มต้อนรับเราอยู่
ชาวบ้านที่มากราบไหว้เล่าลือถึงอภินิหารของหลวงพ่อพระเหลาฯ ว่าในคืนวันพระขึ้น ๘ ค่ำ และ ขึ้น ๑๕ ค่ำ จะปรากฏแก้วสีเขียวแกมขาวลอยออกมาจากสิมในเวลากลางคืนด้วย
ส่วนหอแจกที่อยู่ด้านข้างสร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราชราช ๒๔๖๓ มีลักษณะเป็นฐานแอวขันปากพาน มีมุขบันไดขึ้นทั้งทางด้านหน้าและด้านหลัง ราวบันไดตกแต่งด้วยมกรคายนาค และมีแม่มอมตัวป้อมกำลังเลี้ยงลูกน้อยทำหน้าที่ทวารบาลน่ารักน่าเอ็นดู
จากวัดในสกุลช่างหลวงเปลี่ยนบรรยากาศไปดูงานช่างพื้นบ้านกันบ้าง เดินทางสู่ “อำเภอลืออำนาจ” ที่ วัดบ้านยางช้า มีสิมน้อยอยู่หลังหนึ่ง สร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๔๖๐ โครงสร้างหลังคาเป็นไม้เนื้อแข็ง เสาฝังไว้ในผนังเพื่อรองรับน้ำหนัก ผนังก่ออิฐถือปูนขาวหมัก มีฮูปแต้ม (ภาพจิตรกรรม) ทั้งภายในและภายนอกสิม เป็นฝีมือเจ้าอาวาสเพ็ง กันยวิมล ภายนอกวาดเรื่องราวพระมาลัย ภายในเป็นเรื่องราวของพระเวสสันดร

สิมพื้นบ้านวัดยางช้ามีเสน่ห์แบบดิบๆ ทวารบาลจระเข้และมอมน่ารักน่าเอ็นดู สิมวัดบ้านยางช้าได้ชื่อว่าเป็นสกุลช่างอำนาจเจริญ
ลูกชาวบ้านสมัยก่อนจะไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ หากไม่ใช่ลูกหลานเจ้านายหรือคหบดี เด็กผู้ชายยังพอมีโอกาสได้บวชเรียน ส่วนผู้หญิงนั้นไม่สามารถบวชได้ทั้งยังเข้าไปในสิมก็ไม่ได้อีก จึงต้องอาศัยการดูฮูปแต้มภายนอกสิมเพื่อเรียนรู้เรื่องควรไม่ควร
แดดบ่ายส่องแสงแข็งๆ ทาบทาไปบนตัวสิม เผยให้เห็นริ้วรอยการฉาบปูนแบบดิบๆ เท่าที่อุปกรณ์ในท้องถิ่นจะหาได้ อย่างกระดูกสีข้างวัวหรือควาย บางจุดอาจจะเป็นมือของหลวงพ่อเองนี่ละ ที่ทำหน้าที่โบกบายสิมหลังนี้ ความอัตคัตไม่อาจขวางกั้นศรัทธาที่มีต่อพุทธศาสนาได้เลย

ทวารบาลตัวแลนหน้าวัดไก่คำตามความเชื่อในเรื่องการปกป้อง
ของดีเมืองอำนาจเจริญยังไม่หมดเท่านี้ ที่ “อำเภอเมือง” มี วัดไก่คำ สิมน้อยประจำวัดสร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๘ มีฮูปแต้มที่น่าเอ็นดูมาก บนพื้นที่เล็กๆ เหนือประตู ซึ่งเขียนไว้ถึง ๔ เรื่องด้วยกัน ด้านบนเขียนเรื่องพระธาตุเกศแก้วจุฬามณี ตรงกลางเป็นภาพพุทธประวัติ ตอนมารผจญ ด้านล่างซ้ายเป็นเรื่องพระมาลัย และด้านล่างขวาเป็นเรื่องพระเวสสันดรชาดก
ฮูปแต้มวัดไก่คำเขียนโดยใช้สีวรรณะเย็นอย่างฝีมือช่างพื้นบ้าน รายละเอียดเรื่องราวหรือสัดส่วนตัวภาพคนจึงอาจไม่เป๊ะอย่างช่างหลวง แต่ก็เขียนขึ้นด้วยความบริสุทธิ์ศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนา ผู้รู้ในทางศิลปะบางท่านจึงจัดให้เป็นงานสไตล์นาอีฟ (Naive) หรือศิลปะไร้มารยา
ที่สิมวัดไก่คำยังมีสิ่งที่ชวนให้ว้าว! อีกอย่างหนึ่งคือ “ทวารบาลเหี้ย” เหตุใดช่างจึงสร้างทวารบาลเป็นสัตว์ที่คนในยุคปัจจุบันนำมาใช้เป็นคำด่านะ?
เรื่องมีอยู่ว่าครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสวยชาติเป็นเหี้ยโคธบัณฑิตอาศัยอยู่ในจอมปลวกใกล้อาศรมของดาบสผู้ปฏิบัติชอบ จึงมีโอกาสได้ฟังธรรมทุกวัน ต่อมาดาบสได้ย้ายไปอยู่ที่อื่น จึงมีดาบสทุศีลเข้ามาอยู่แทน
ดาบสผู้มาใหม่ผูกใจในรสเหี้ยมากจึงคอยจ้องทำร้ายเหี้ยโคธบัณฑิตแต่ไม่สำเร็จ ทั้งยังถูกเหี้ยพระโพธิสัตว์ตำหนิความด่างพร้อยในพรหมจรรย์ จนต้องจรลีไปอยู่ที่อื่น
อีกตำนานหนึ่งเล่าถึงพญาเหี้ยผู้ช่วยพระโพธิสัตว์ จากนิบาตชาดก ตอน “จุลปทุม” เรื่องมีอยู่ว่า…เมื่อครั้งพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระปทุมกุมาร มีพระอนุชา ๖ องค์ ครั้นเมื่อเจริญวัย พระราชบิดาเกิดระแวงว่าลูกๆ จะแย่งราชสมบัติจึงเนรเทศพระโอรสทั้ง ๗ พร้อมด้วยพระชายาออกจากเมือง
ระหว่างเร่ร่อนรอนแรมพวกพระอนุชาตกลงกันว่า จะฆ่าพระชายาคราวละองค์เพื่อกินประทังชีวิต เมื่อถึงคราวพระปทุมกุมาร กลับไม่ยอมฆ่าพระชายา แต่ได้นำเนื้อที่เก็บไว้มาแจกจ่ายบรรดาพระอนุชาแทน เมื่อเหล่าพระอนุชาหลับจึงได้พาพระชายาหนีไป
ระหว่างทางพระชายาเกิดกระหายน้ำ พระองค์จึงกรีดเลือดให้ดื่ม รอนแรมไปจนถึงบึงน้ำใหญ่จึงปลูกเรือนพักขึ้น ภายหลังได้ช่วยชีวิตโจรไว้ผู้หนึ่งและให้อาศัยร่วมกัน ต่อมาพระชายาเกิดเป็นชู้กับโจรจึงวางแผนฆ่าโดยผลักพระปทุมกุมารให้ตกลงมาจากยอดเขา
เดชะบุญได้พญาเหี้ยมาช่วยชีวิตไว้ และช่วยให้พระปทุมกุมารได้ขึ้นครองราชย์ ภายหลังพระจุลปทุมได้พบอดีตพระชายาและชู้โจรที่มาเฝ้ารอรับทาน จึงได้ลงโทษและเนรเทศทั้งคู่จากเมืองไป
เรื่องราวของทวารบาลเหี้ยจึงน่าจะเป็นดังนี้
หากฟ้าไม่มืด เรากลับบ้านไม่ถูก ไปต่อกันที่ “อำเภอเสนางคนิคม” ในวันนี้ไปชมทั้งงานช่างหลวง และได้ชมงานช่างพื้นบ้านแล้ว เช่นนั้นลองไปดูสถาปัตยกรรมของวัดป่าดูบ้าง
เป็นเรื่องที่แปลกดีเหมือนกันที่งานช่างของพระวัดป่ามักจะดูมีความสร้างสรรค์แปลกตาไร้ขนบกฎเกณฑ์มาเป็นข้อบังคับ จนอดคิดถึงวัฒนธรรมอาบป่า (ชินรินโยกุ) ของชาวญี่ปุ่นไม่ได้ ที่มีแนวความคิดว่าความเครียดและมลพิษที่เราต้องเจอในแต่ละวันจะทำให้ร่างกายเกิดประจุบวกที่เป็นอนุมูลอิสระเป็นสาเหตุของโรคภัยต่างๆ ในขณะที่ป่าจะปล่อยประจุลบออกมาหักล้างกัน ทำให้สุขภาพของเราดีขึ้น เกิดสมาธิและพลังสร้างสรรค์
สถาปัตยกรรมของวัดป่าที่ควรค่าแก่การแวะมาชมในเส้นทางนี้คือ วัดภูพนมดี เจดีย์หินพันล้านก้อน เป็นพลังศรัทธาที่ร่วมกันระหว่างพระสงฆ์และชาวบ้านในการนำหินธรรมชาติจำนวนมหาศาลมาประกอบเป็นศาสนคาร ภายใต้ความร่มรื่นของต้นไม้อากาศจึงเย็นสบายกว่าภายนอกราวๆ ๑-๒ องศาเซลเซียส
เสียงเปาะแปะๆ แล้วตามด้วยละอองน้ำเย็นเฉียบหยดลงบนแขนเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาถอนทัพ กลับไปตั้งหลักที่จังหวัดอุบลราชธานี…

สถาปัตยกรรมบางส่วนภายในวัดภูพนมดีเจดีย์หินพันล้านก้อน



