เรื่อง/ภาพ: นัทธ์หทัย วนาเฉลิม

หน้าบันส่วนหลังเป็นรูปนกหัสดีลิงค์ใช้งวงรัดจับช้างไปกินเป็นอาหาร
ภูมิภาคอีสานใต้อันไพบูลย์ไม่ได้มีเพียงกลุ่มคนเชื้อสายไท-ลาว อาศัยอยู่เท่านั้น แต่ยังมีชาติพันธุ์อื่นอย่างญวน กูย และส่วย ยังชีพร่วมกัน เกิดเป็นพหุวัฒนธรรมอันกลมเกลียว การเดินทางสำรวจงานพุทธศิลป์ครั้งนี้เริ่มต้นที่จังหวัดอุบลราชธานี
อุบลราชธานีศรีวนาลัย
“อยู่เฮือนสูง นุ่งซิ่น กินข้าวเหนียว” เป็นกลอนผญาที่จำกัดความถึงวัฒนธรรมล้านช้าง ซึ่งถ่ายเทเข้ามายังดินแดนแถบนี้ในช่วงหลังพุทธศักราช ๒๓๑๐ จากการอพยพของกลุ่มพระวอพระตา ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับผู้ปกครองทางนครเวียงจันทน์ แน่นอนว่าชั้นเชิงทางศิลปะย่อมต้องติดตามตัวช่างมาด้วย
กาลเวลาเดินทางกว่า ๒๐๐ ปี ผนวกกับภูมิปัญญาของครูช่างในสกุลช่างฝีมือล้านช้างได้ถูกปรับให้มีเอกลักษณ์ของตนเอง เริ่มต้นที่ “พิพิธภัณฑ์วัดศรีอุบลรัตนาราม”

หลวงพ่อพระประธานภายในวัดศรีอุบลรัตนารามสร้างจากไม้กันเกรา
วัดสังกัดธรรมยุติกนิกายแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๓๙๘ โดยพระอุปฮาด (ท้าวโท) ได้อุทิศพื้นที่บริเวณสวนของท่านให้สร้างวัด และในขณะประกอบพิธีถวายที่ดินยกให้เป็นสถานที่ตั้งวัด ท่านได้เห็นนิมิตเป็นแสงสว่างไปทั่วทั้งบริเวณสวนแห่งนี้ จึงถือเอานิมิตมงคลนี้ตั้งชื่อว่า “วัดศรีทอง”ภายหลังพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศวร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานชื่อให้ใหม่ว่า “วัดศรีอุบลรัตนาราม” เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๑๑
ทันทีที่บานประตูบนอาคารครึ่งปูนครึ่งไม้เปิดอ้าออก ดวงตาของผู้รอเข้าชมหลายๆ คนเบิกกว้าง ไม่มีคำอุทานใดๆ ออกจากปาก ด้วยมีแต่ความตื่นตะลึง

นาคในสกุลช่างเมืองอุบลมีลักษณะปากคล้ายคีม จึงเป็นที่มาของชื่อเล่น “นาคปากคีม”
นั่น! “นาคปากคีม” อย่างที่อาจารย์วิโรฒ ศรีสุโร ปราชญ์แห่งลุ่มน้ำโขงบัญญัติศัพท์ขึ้นมาเพื่อใช้เรียกลักษณะที่มีความเฉพาะตัวของนาคในสกุลช่างเมืองอุบล
โน่น เจ้ากระต่ายสีแดงตัวป้อม น่าเอ็นดูเป็นที่สุด เห็นหน้าตาเด๋อด๋าแบบนี้แต่น้องมีหน้าที่สำคัญที่สุดในงานพิธีการทีเดียว คือ ใช้ยึดขาตั้งฮางฮด (รางรด) สำหรับสรงน้ำพระสงฆ์ในพิธีเถราภิเษก หรือสรงน้ำพระพุทธรูปในงานบุญเดือน ๕

ผ้าซิ่นที่เจ้าของเดิมบริจาคให้ทางวัดใช้ห่อคัมภีร์ ๒ ผืนขวามือเป็นซืนหมี่คั่น หัวซิ่นทอด้วยเทคนิคจกเป็นลายดอกผักแว่น ส่วนซ้ายมือสุดเป็นผ้าเบี่ยงหรือผ้าสไบทอด้วยเทคนิคเก็บขิดใช้ห่มเพื่อความเรียบร้อยเวลาไปงานบุญ
ยังมีของโบราณอีกมากมายที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของเมืองผ่านตัวมันเอง เช่น โต๊ะตั้งขันน้ำพระพุทธมนต์ที่มีลวดลายสัปปะรด ซึ่งเป็นพืชที่เข้ามาใหม่ในยุคนั้น หรือผ้าห่อคัมภีร์ผืนงามๆ ทั้งจากผ้าลายอย่าง หรือ ผ้าซิ่นไหมมัดหมี่
หลายคนเห็นแล้วตกใจว่าเหตุใดจึงเอาผ้านุ่งที่เป็นของต่ำมาห่อหุ้มคัมภีร์ใบลานที่เป็นของสูง ต้องเล่าให้เข้าใจก่อนว่า “เขาใช้ผ้าผืนใหม่ที่ยังไม่เคยใช้งาน” เนื่องจากหนังสือผูกใบลานเป็นวัสดุที่บอบบาง การเก็บรักษาต้องห่อด้วยผ้าเพื่อดูดซับความชื้น ป้องกันแมลง ในสมัยก่อนผ้าที่สวยงามและมีคุณภาพอย่างผ้าไหม
ด้วยความอัตคัตของพื้นที่ก็ใช่ว่าทุกบ้านจะสามารถนุ่งห่มผ้าไหมในชีวิตประจำวัน มีแต่ทอเก็บไว้สำหรับงานสำคัญ บางครั้งเห็นทางวัดขาดแคลนจึงบริจาคให้ หรือ บางครั้งเจ้าของผ้าเสียชีวิต ลูกหลานจึงบริจาคผ้าเป็นการสร้างกุศลให้กับผู้วายชนม์
ในยุคสมัยต่อมาจึงมีการทอผ้าขึ้นมาใหม่เพื่อถวายเป็นผ้าห่อคัมภีร์โดยเฉพาะ ตามความเชื่อว่า “ทานกล้วยได้เป็นเศรษฐี ทานมัดหมี่ได้เป็นพระเจ้า” หมายถึงผู้หญิง แม้จะไม่มีโอกาสได้บวชเรียน แต่็ขอให้อานิสงส์จากการถวายผ้าห่อคัมภีร์ได้มีสติปัญญาบรรลุธรรม
ภายในวัดศรีอุบลฯ ยังมีพระพุทธรูปสำคัญคือ “พระแก้วบุษราคัม” สร้างขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓ ด้วยแก้วสีน้ำผึ้ง แกะสลักเป็นปางมารวิชัยองค์จิ๋ว ประดิษฐานอยู่บนหิ้งสูงเหนือพระประทาน เมื่อใช้กล้องส่องทางไกลพิจารณาดูพุทธศิลป์อันงาม แม้เห็นเพียงไกลๆ ก็พึงใจ เมื่อก้มลงกราบนมัสการเพื่อความเป็นสิริมงคลก็ได้ฤกษ์ตามรอยมือครูช่างอีสานใต้แล้ว…ลุยไปตามเส้นทางหมายเลข ๒๔ กันเลย



